OPINION

หาเรื่องเจ็บตัวเพื่อ..? เรื่องของ obstacle race

สุรพร เกิดสว่าง
9 ก.ค. 2561
เขารู้สึกเสียววูบเมื่อต้องปีนข้ามตาข่ายสูงไปอีกด้าน เกิดอาการก้าวขาไม่ออก ได้แต่ชะงักค้างอยู่อย่างนั้น
 
และในทันใด มือหนึ่งยื่นมาให้จับ “จับมือไว้ค่ะ แล้วค่อยๆก้าวข้ามมาวางเท้าบนตาข่ายตรงนี้”
 
เขาเหลือบมองเจ้าของเสียงที่ยิ้มให้ หญิงสาวออกแรงดึงเขาอย่างมั่นใจ ทำให้ชายหนุ่มไม่มี
ทางเลือกนอกจากคล้อยตามแรงดึงจากแขนมันวาวด้วยเม็ดเหงื่อ
 
เธอค่อยๆไต่ตามตามข่ายลงมาช้าๆพร้อมกับเขา ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้น เธอหันมายิ้มให้อีกครั้ง แล้วออกวิ่งทันที เขารีบวิ่งตามมาติดๆ
 
เธอเหลียวหันไปถาม “มาคนเดียวเหรอคะ? ทีมล่ะ?”
 
“นัดกันว่าจะลงแข่งหลายคนครับ แต่ไปๆมาๆเหลือผมคนเดียว”
 
“โดนเทเหมือนกันค่ะ นี่ก็แข่งคนเดียว” เธอพูดไปวิ่งไป
 
“ขอบคุณนะครับ เมื่อกี้ ผมกลัวความสูงไปหน่อย” เขาพูดอย่างเขินนิดๆ
 
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ไม่พูดอะไร ไม่นานทั้งสองก็วิ่งมาถึงอีกด่าน หญิงสาวทิ้งตัวลงกับพื้นดิน ถลาร่างสไลด์ตัวเข้าไปใต้แถบลวดหนาม “เจอกันฝั่งนู้น” เธอพูด ก่อนจะหันกลับไปคลานแนบพื้น กดร่างเฉียดใต้ความแหลมคมของลวดหนาม ที่แผ่คลุมเป็นระยะทางยาวเหยียด....



Obstacle race OR หรือ extreme obstacle course EOC หรือ obstacle race course OCR จัดเป็น extreme sport แบบหนึ่งด้วยเหตุว่าเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอันตราย นั่นคือ มี physical risk เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง โดยผู้เล่นย่อมรู้อยู่แล้วว่า หากพลาด อาจหมายถึงบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งถึงชีวิตได้ (เคยมีผู้เสียชีวิตมาแล้วจริงๆ) 
 
ใน obstacle race ผู้แข่งจะต้องผ่านด่านหรืออุปสรรคต่างๆเพื่อที่จะให้ไปถึงเส้นชัยตามระยะทางที่กำหนดในกรอบเวลาที่จำกัด ถึงแม้ระยะทางไม่มากนักเมื่อเทียบกับการวิ่ง mini, half หรือ full marathon แต่ความยากลำบากของด่านต่างๆที่ต้องผ่าน ทำให้เวลาที่ใช้นานกว่ามาก โดยที่ด่าน เป็นได้ทั้ง กำแพงความสูงต่างๆ โครงสร้างหรือเชือกที่ต้องปีนป่ายหรือโหนตัว บ่อโคลน กองไฟหรือบ่อน้ำแข็ง พร้อมกับ การว่ายน้ำ ยก-แบก-ลาก ของหนักแม้กระทั่ง การถูกช้อตไฟฟ้า สารพัดที่ด่านจะถูกออกแบบมา โดยผู้จัดรายใหญ่ที่สุดคือ Spartan Race กับ Tough Mudder ซึ่งมีปรัชญาที่แตกต่างกัน 
 
obstacle race มีมาอย่างเงียบๆตั้งแต่ปี 1987 แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่บูมหนักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในปีหนึ่งๆ มีคนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนทั่วโลก จากการจัดการแข่งขันรวมทั้งหมดเป็นร้อยๆครั้งที่ถูกจัดกระจัดกระจายตามประเทศต่างๆ  โดยคาดว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านดอลลาร์
 
ความน่าสนใจของปรากฏการณ์ obstacle race อยู่ที่ว่า ด้วยเหตุใดถึงมีคนจำนวนมากยอมจ่ายค่าสมัครที่ไม่ถูกนัก เพื่อให้ตัวเองถูกทรมานต่างๆ? โดย “รางวัล” ที่ได้ ก็ไม่ได้มีมูลค่าทางตัวเงินอะไรเลย  สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนกับคนจำนวนมาก มันเกิดอะไรขึ้น? 
 
คำถามนี้ ทำให้มีการศึกษาเกี่ยวกับ obstacle race ตามมา นักจิตวิทยาบอกว่า การที่คนเราจะสนใจใน extreme sport นั้น เป็นไปได้ด้วยแรงจูงใจหลัก 2 แบบ คือ แรงจูงใจที่มีอยู่ภายใน หรือ Intrinsic motivation กับ แรงจูงใจจากภายนอก หรือ extrinsic motivation
 
ถ้าเป็น intrinsic motivation หมายความว่า ผู้เล่นสนใจในตัวกีฬานั้นเอง พูดง่ายๆคือ “สนุก”  ส่วน extrinsic motivation หมายถึงผู้เข้าร่วมสนใจเพราะเรื่องอื่นมากกว่าตัวกีฬานั้นๆเอง 
 
โดยทั่วไป ทุกคนจะมีแรงจูงใจที่ปะปนอยู่ทั้งสองแบบ แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะมากกว่ากัน สำหรับคนที่เริ่มลองเป็นครั้งแรก อาจจะยังไม่มี intrinsic motivation เพราะย่อมไม่รู้ว่า กิจกรรมนั้นให้ความรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ จะมารู้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัสแล้ว ถึงจะบอกได้ว่าเกิด intrinsic motivation มากน้อยแค่ไหน  ทำให้เขาติดใจพอจะกลับมาเล่นครั้งต่อไป หรือยึดเป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่งในชีวิตไปเลยหรือไม่ เพราะถ้าไม่สนุกเลย ไม่ชอบแล้ว ต่อให้ฝืนใจอย่างไร ก็ทนเล่นอยู่ไม่ได้นาน
 
ส่วน extrinsic motivation นั้นมีอยู่ 4 แบบ นั่นคือ 1. integrated regulation อันหมายถึง แรงจูงใจที่ถือว่ากิจกรรมนั้นอธิบายความเป็นตัวตนของเขา 2. Identified regulation เป็นแรงจูงใจจากการถือว่ากิจกรรมนั้นมีคุณค่าในสิ่งที่เขาต้องการ เช่น ฝึกตนเองให้กล้า 3. Introjected regulation ทำไปเพื่อความภูมิใจในตนเอง 4. external regulation ทำไปเพื่อต้องการการยอมรับ
 
ความน่าสนใจของ extreme sport อยู่ที่ extrinsic motivation นี่เอง เพราะนี่คือแรงจูงใจแรกเริ่ม ที่ผลักดันให้เกิดการตัดสินใจลองสัมผัส extreme sport
 
extrinsic motivation เป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นไม่ง่าย เพราะเป็นแรงจูงใจที่ใช้ก้าวข้าม comfort zone ไปยังสิ่งที่ยังไม่รู้และมีความเสี่ยง สำหรับบางคน extrinsic motivation ถูกฝังอยู่ในบุคลิกนิสัยอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคน extrinsic motivation เกิดจากสถานการณ์ในชีวิตที่ผกผัน เช่น การสูญเสียบางอย่าง ที่ทำให้ต้องการเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับตนเอง หรือเปลี่ยนเป็นคนใหม่ อันเป็น indetified regulation และ introject regulation
 
และนี่ก็พอจะอธิบายได้บ้างว่า ทำไมบางคนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อให้ตัวเองลำบากใน obstacle race ก็เพราะ “ความลำบาก” ที่ว่านั้น สำหรับบางคนแล้ว คือสะพานที่นำพาไปสู่สิ่งที่มีค่าเขาต้องการยิ่ง
 
แต่ว่า นั่นเป็นคำอธิบายเหตุผลที่คนพากันลงแข่ง obstacle race เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะกีฬาอื่นอย่างการวิ่ง marathon ก็อธิบายได้ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน
 
ส่วนที่สำคัญหรือเสน่ห์ที่แท้จริงของ obstacle race อาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันหรือด่าน หากอยู่ที่บรรยากาศที่มนุษย์ได้มีโอกาสแสดงออกในสัญชาติญาณ ที่ชีวิตประจำวันแทบไม่มีโอกาสได้ใช้ และในกีฬาอื่นน้อยครั้งที่ได้ใช้
 
นั่นคือ การช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ อันมาจาก “ความรู้สึกร่วม” ในการเผชิญอุปสรรคด้วยกัน
 
น่าสนใจเป็นพิเศษว่า สำหรับใน obstacle race ที่มีการจับเวลาพร้อม ranking บวกกับการถูกทำโทษเมื่อไม่ผ่านด่านอย่าง Spartan Race  หากมนุษย์มีเหตุผล ก็ย่อมจะไม่ช่วยเหลือกัน เพราะนั่นทำให้เสียเวลาและ ranking ที่ออกมา คนอื่นคือคู่แข่งทั้งนั้น
 
Game theory บอกไว้ว่า หากคนเราคาดว่าจะเจอหน้ากันหนเดียว จะเลือกเล่น dominant strategy ซึ่งคือการเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ เกมที่เล่นจึงเป็น zero-sum game ไม่แพ้ก็ชนะ 
 
แต่สิ่งปรากฏใน obstacle race ก็คือ คนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน หรืออาจจะไม่ได้พบกันอีกเลยในชีวิตนี้ กลับหันมาช่วยกันและกันให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ซึ่งไม่ตรงกับที่ game theory ว่าไว้ อีกทั้งยังไม่เป็นตรรกะ เพราะ เป็นการพยายามบรรลุจุดประสงค์ที่ตรงข้ามกัน นั่นคือ ช่วยคนอื่น (ซึ่งทำให้ช้า) vs ทำเวลาให้เร็วที่สุด
 
ความขัดแย้งแปลกประหลาดนี้อธิบายได้ว่า ในยามวิกฤติ เราเลิกเล่น dominant strategy แล้วหันมาเล่น corporate strategy แทน คือ ช่วยเหลือกันเพื่อให้ทั้งกลุ่มรอดพ้นวิกฤติการณ์ไปได้ ซึ่งพฤติกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตหลายอย่างรอดเผ่าพันธุ์มาถึงทุกวันนี้
 
ค้างคาวแวมไพร์แบ่งเลือดตัวเองให้ค้างคาวที่ล่าเหยื่อไม่ได้ เพื่อรักษาฝูงให้อยู่รอด  นกและแมลงช่วยกันเลี้ยงลูกเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ แบคทีเรียเกาะกลุ่มกันลดการถูกทำลายเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ และในยามวิกฤติ มนุษย์เลิกทะเลาะกัน หันไปหาวิธีเสียสละที่จะทำให้สังคมไปรอดแทน
 
นัก game theorist  ชี้ว่า ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ความขัดแย้งเรื่องจุดประสงค์ หากเป็นเพียงการจัดลำดับความสำคัญใน strategy มากกว่า เพราะในที่สุดแล้ว ทุกคนหรือทุกสิ่งมีชีวิต ก็ยังทำเพื่อตนเองอยู่ดี เพราะถ้ากลุ่มรอด ตัวเองก็รอดไปด้วย
 
Obstacle race เป็นการจำลองวิกฤติการณ์ที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ความกดดันที่เกิดขึ้น สร้างความรู้สึกปันใจให้กัน โดยไม่สนใจว่าใครคือคู่แข่งขัน การยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่เลือกว่าใครเป็นใคร เป็นบรรยากาศสุดโหยหาที่หายากในการดำเนินชีวิตปกติ
 
นั่นก็คือ obstacle race ได้ดึงเอาสัญชาติญาณดิบอันมีค่าของมนุษย์ที่ซ่อนลึกอยู่ออกมา และนั่นอาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมหลังการแข่งขัน ผู้แข่งขันถึงมีความรู้สึกดีอย่างมากมาย และติดใจที่จะหวนกลับไปแข่งในครั้งต่อไปอีก เพราะต้องการสัมผัสส่วนดีๆของมนุษย์นี่เอง
 
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ใน obstacle race ที่บอกว่าไม่ใช่ race เพราะไม่ได้จับเวลา ไม่มีผล ranking และไม่มีการลงโทษ อย่าง Tough Mudder เน้นที่การร่วมมือฝ่าฝันอุปสรรคด้วยกันไปเลย โดยเชื่อว่าเป็นการดึงเอาสัญชาติญาณดิบในการช่วยเหลือกันนี้ออกมาเต็มที่
 
และด้วยเหตุนี้ ถึงมีการแนะนำว่า obstacle race นี่เอง เป็นรูปแบบหนึ่งของ“การเดท”ที่สามารถสร้างความโรแมนติกได้อย่างสุดๆ จนนักจิตวิทยาแนะนำให้คู่ที่เบื่อหน่ายไปลองแข่ง obstacle race เพื่อจะ “reboot” อีกครั้ง เพราะนอกจากการแข่งขันได้ดึงสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ออกมาแล้ว ยังเป็นเรื่องของ “Misattribution of Arousal”  จากฮอร์โมน adrenaline ที่ความตื่นเต้นหรือ thrill จากการสู้กับด่านต่างๆทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับคนที่ไปด้วยมากเป็นพิเศษ จนบังเกิดเป็นอารมณ์โรแมนติกได้ง่ายดาย    

..ภาพจุด finish ที่อยู่ข้างหน้าเต้นพร่าจากอากาศร้อนเหนือกองไฟ ทั้งสองหันมามองหน้ากัน ท่ามกลางควันไฟพัดผ่าน หายใจถี่กับแดดเปรี้ยงร้อนจัด
 
“ด่านสุดท้าย” เธอยิ้มให้เขา พร้อมยื่นมือจากร่างที่เปียกปอนไปให้จับ “จับมือกันกระโดดข้ามกองไฟ มันได้ภาพสวยนะคะ” เธอจ้องนัยน์ตาเขา “เราทีมเดียวกัน”
 
ชายหนุ่มสบตาหญิงสาว ตอบรับด้วยการบีบย้ำมือเธอ ว่าแล้ว ทั้งสองก็เร่งฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้า กระโดดเหินตัวพร้อมกัน ผ่านเหนือเปลวไฟที่กำลังปะทุนั้น..
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ใส่หน้ากากเข้าหากัน ไม่ใช่เรื่องที่ผิด...แต่จะผิดตรงคุณไม่รู้จังหวะใส่หรือถอดที่เหมาะสม และนี่คือศิลปะการใส่หน้ากากที่ถูกต้อง
 
สิ่งใดที่ยังติดค้างอยู่ในใจ สิ่งนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่ต่อใจมาก แต่ถ้าหากสิ่งนั้นยังคาอยู่ในใจเนิ่นนานอย่างหลุดพ้นไม่ได้ ไม่เรื่องดีก็เรื่องร้ายคงจะมีแค่สองเรื่องแค่นั้น แล้วนั่นก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ชีวิตเรายังย่ำอยู่ที่เดิม