OPINION

สำรวจตัวเอง …จิตวิทยาว่าด้วยการโกหก หรือเราต่างก็มีนาธานในตัวเอง

วิรดา คูหาวันต์
15 มิ.ย. 2560
       หลังจากที่คลิปสัมภาษณ์ Exclusive Talk ของนาธาน โอมาน ในเว็บไซต์ Johjaionline.com (เว็บฯที่ท่านกำลังเข้าชมอยู่ตอนนี้) ถูกปล่อยออกมาในช่วงสองสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายตามมาในทันที เกี่ยวกับตัวแขกรับเชิญ รวมถึงตัวเว็บไซต์เองก็ถูกท้วงติงเรื่องการเลือกแขกรับเชิญผู้นี้มาพูดคุย บ้างก็ว่าบุคคลที่โกหกคำโตมโหฬารขนาดนี้ ทำไมยังไปเชิญมาพูดคุย ทางรายการเชื่อเข้าไปได้อย่างไร บ้างก็วิจารณ์ว่าคนๆนี้ยังเหลือความน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือ คราวนี้จะมาโกหกอะไรอีก บ้างก็บอกว่าทำให้รายการเสียภาพลักษณ์เปล่าๆ และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการที่มีเพจต่างๆมาตัดต่อเพียงบางส่วนของคลิปนี้ไปเป็นไวรัล(นาธานพูดได้ 5ภาษา) แชร์ทั่วในโลกออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้เกิดคอมเม้นต์วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในแง่ลบที่ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นไปอีก

       แม้จะไม่แปลกใจในกระแสตอบรับ เนื่องจากเราเองมีเป้าหมายและ messages ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับนาธานครั้งนี้ต้องการสื่อสารอะไรไปถึงผู้ชมบ้าง และโดยเฉพาะกับแขกรับเชิญผู้นี้แล้ว ย่อมต้องมีคนวิจารณ์อย่างมากมายหลากหลายแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายๆอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น

       แต่จากปริมาณคอมเม้นต์ในแง่ลบมากมายที่เราได้รับ ก็ทำให้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมาว่า ในจำนวนทั้งหมดของผู้ที่ต่อต้านคลิปสัมภาษณ์นาธานด้วยคำพูดรุนแรงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์นั้น มีสักกี่คนที่ดูเทปนี้จนจบ แล้วจึงวิจารณ์

       แต่มันจะสำคัญอะไรล่ะ เพราะบางคนอาจจะดูจบ แล้วก็อาจจะยังด่าเหมือนเดิมไม่ต่างกันอยู่ดี ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่ก็ทำให้เราตัดสินใจเขียนบทความชิ้นนี้เพื่อสื่อสารและอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่เคยละไว้ อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

       แล้วอะไรที่ทำให้หลายคนต่อต้านนาธาน?

       เพราะนาธานเคยโกหก? เพราะตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเขาจะโกหกอีกรึเปล่า? หรือเพราะคิดว่า ถึงอย่างไรคนๆนี้ก็ไม่มีวันพูดความจริงขึ้นมาได้?

       เป็นไปได้ว่าการที่หลายคนแค้นฝังหุ่นนาธานมากนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ผูกติด “การโกหก” ไว้เป็นคำกริยาเฉพาะของคนไม่ดี หรือคนหลอกลวงเพียงเท่านั้น การโกหกในความรับรู้ของหลายคนจึงไม่ได้มีมิติอื่นที่ซับซ้อนมากไปกว่าความเลว ความผิด ยิ่งเป็นการโกหกระดับประเทศอย่างในเคสของนาธานด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นการยากที่จะให้อภัยหรือให้โอกาส

       แต่การโกหกจะเกิดขึ้นแค่ในคนหลอกลวง ฉ้อโกงเพื่อเอารัดเอาเปรียบ แค่นั้นจริงๆหรือ?

       Robert Feldman ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและสมอง แห่งมหาวิทยาลัย Massachusetts เจ้าของผลงานหนังสือ The Liar In Your Life กล่าวว่า การโกหกเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ในทุกๆวัน เพราะการโกหกเป็นเสมือนสารหล่อลื่นที่ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เป็นไปได้อย่างราบรื่น เราทุกคนต่างก็โกหกกันในชีวิตประจำวันกันไม่มากก็น้อยกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น

       เวลาที่เพื่อนคุณถามว่าคิดยังไงกับทรงผมใหม่ของเธอ ซึ่งจริงๆแล้วคุณอาจจะไม่ชอบ เพราะคุณรู้สึกว่าทรงนี้มันสะเหล่อเสียเหลือเกิน แต่คุณก็เลือกที่จะตอบกลับไปว่า “ก็ดีนะ เหมาะกับเธอดี”

       เวลาที่เจ้านายคุณพุดอะไรโง่ๆขึ้นมาในที่ประชุม แล้วคุณก็แสร้งพูดชื่นชม พยักหน้าหงึกๆ “ได้ค่ะ ดีค่ะ เห็นด้วยค่ะ”สนับสนุนความคิดที่คุณเองก็รู้แก่ใจว่ามัน Non sense

       เวลาที่ลูกค้าทวงถามว่างานเสร็จหรือยัง ทั้งที่จริงคุณยังไม่เริ่มทำ แต่ก็เลือกที่จะตอบไปว่า “ใกล้เสร็จแล้ว เหลืออีกนิดเดียว”

       เวลาที่แฟนคุณทำอาหารให้ทานแล้วถามคุณว่าอร่อยไหม จริงๆคุณแทบจะอาเจียน แต่ก็ตอบอย่างรวดเร็วไปว่า “อร่อยมาก ทำอีกบ่อยๆนะ”

       หรือแม้กระทั่งเวลาเจอคนไม่สนิทมาถามคุณว่าเขาอ้วนขึ้นมากไหม ที่จริงคุณอาจจะอยากไล่เค้าไปโยคะร้อนซะเดี๋ยวนี้ แต่ก็ได้แต่ตอบไปว่า “ไม่เลย คุณยังดูดีไม่ต่างจากเดิม”………….
 
       จากตัวอย่างที่กล่าวไป คุณอาจจะพอสังเกตได้ว่า การโกหกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนเลวคนชั่วที่พร้อมจะลวงหลอกคุณเสมอเพียงเท่านั้น เพราะในแต่ละสถานการณ์ก็สร้างคนโกหก และคำโกหกในระดับที่แตกต่างกันออกไป ถึงตรงนี้อาจจะมีคนเถียงขึ้นมาอีกว่า “ถึงจะโกหก ฉันก็โกหกให้คนอื่นสบายใจ ไม่เดือนร้อนใครก็แล้วกัน”

       แต่นั่นก็เป็นการโกหกรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
 
       ในกรณีของคนที่เถียงว่า ยังไงก็ตาม ฉันก็จะไม่มีวันโกหก อาจต้องลองฟังที่ L. Saxe นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Brandeis ในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวไว้ว่า บุคคลใดก็ตามที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากๆ มีโอกาสที่จะโกหกในทันที เช่นเดียวกับรายงานของ DePaulo ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology ที่บอกว่าการที่คนเราชอบพูดปด เป็นเพราะมีความต้องการจะสร้างความประทับใจกับคนรอบข้างจนเกินพอดี
           
        ความน่าจะเป็นของโอกาสที่คุณจะโกหกไม่เป็นศูนย์อีกต่อไป

        แล้วจริงๆการโกหกมันมีอยู่กี่แบบกันแน่

        Paul Ekman ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านจิตวิทยาแห่ง University of California ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Telling Lies อธิบายเรื่องการโกหกในแต่ละประเภทที่แตกต่างกันเอาไว้อย่างละเอียด แต่ในที่นี้เราจะยกรูปแบบการโกหก 3 ประเภทที่น่าสนใจสุด และเป็นสิ่งที่คุณควรเข้าใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการโกหก

        เริ่มด้วยการโกหกแบบ Compulsive Liar หรือการโกหกจนเป็นนิสัย  คนที่โกหกประเภทนี้จะโกหกบ่อยครั้ง โกหกจนชิน จนไม่สามารถหยุดโกหกได้ โดยจุดประสงค์ของการโกหกไม่ได้เพื่อหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกงใคร แต่โกหกเพื่อทำให้ตัวเองสบายใจที่จะไม่ต้องพูดความจริง หรือโกหกเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์บางอย่าง คนโกหกประเภทนี้ยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แยกแยะถูกผิดได้ และรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำผิดอยู่ แต่สุดท้ายพอถึงเวลาก็จะกลับไปโกหกใหม่เหมือนเดิมอยู่ดี

        ประเภทต่อมาคือ Pathological Liar หรือโรคโกหกตัวเอง เป็นประเภทของการโกหกที่น่าสนใจมากและคนส่วนใหญ่มักจะสับสนที่จะจำแนกระหว่างการโกหกแบบ  Pathological Liar และ Compulsive Liar จุดเริ่มต้นของการโกหกตัวเองอาจเกิดจากการโกหกเพื่อหนีปัญหา หรือโกหกเพราะรู้สึกว่าตัวเองจะปลอดภัย จึงหลอกตัวเองโดยสร้างความทรงจำขึ้นใหม่อีกชุด จนตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่โกหกนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งหากนำคนโกหกประเภทนี้เข้าเครื่องจับเท็จก็จะไม่เกิดประโยชน์ เพราะเขาเชื่อไปแล้วว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง คนประเภทนี้มักจะพูดอะไรขัดแย้งกับตัวเองตลอด เพราะจำไม่ได้ว่าแต่งเรื่องอะไรไป สาเหตุของการโกหกในรูปแบบนี้ อาจเกิดจากปมบางอย่างในวัยเด็ก ความขัดแย้งในครอบครัว การไม่ได้รับการยอมรับ หรือการถูกกระทบกระเทือนทางร่างกายและจิตใจ จึงหลีกหนีด้วยการสร้างตัวตนใหม่ในแบบที่ตัวเองต้องการ

         และการโกหกที่เรียกว่า White Lie ซึ่งเป็นการโกหกที่ถูกใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะรู้ตัวรู้ไม่ แต่อย่างน้อยในหนึ่งวัน คุณก็จะต้องพูดไม่ตรงความจริง หรือพูดไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิด เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจใคร เป็นการโกหกที่หลีกเลี่ยงความเสียหาย ความเครียด ความโศกเศร้าสูญเสีย เช่นการที่คุณไม่กล้าบอกเลิกคนรักของคุณ ทั้งที่คุณหมดรักเค้าไปนานแล้ว แต่กลับเลือกที่จะเปลี่ยนเหตุผลในการตีจาก เป็นเราเข้ากันไม่ได้แทน หรือบางคนไม่กล้าบอกแม่ที่เป็นมะเร็งตับระยะที่ 4 ว่าเค้าจะมีเวลาเหลืออีกไม่เกินสองเดือน แต่กลับเลือกจะให้กำลังใจว่าเค้าจะต้องหายในอีกไม่นานแทน

         บ่อยครั้งที่คุณพยายามรักษาความรู้สึกคนรอบข้างด้วยการไม่พูดความจริง หรือเลือกที่จะโกหกเพื่อไม่ให้มีใครเดือดร้อน แม้กระทั่งการแสร้งพูดว่าเห็นด้วย เพื่อรักษาสถานการณ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและองค์กร เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการโกหกทั้งสิ้น เพียงแต่ต่างประเภท ต่างสถานการณ์ ต่างระดับความรุนแรงกันออกไป

         การโกหกยังจะไกลตัวคุณอยู่อีกไหม แล้วมิติของการโกหกในความรู้สึกคุณ พอจะมีกว้างคูณยาวที่เพิ่มมากขึ้นบ้างรึเปล่า
 
         กลับมาที่เคสของนาธาน ถึงตรงนี้แล้ว เราแค่อยากให้คุณข้ามผ่านคำถามที่วนเวียนในจิตใจคุณที่ผ่านมา ว่านาธานยังโกหกอยู่หรือไม่ ไปให้ได้ก่อน
เพราะหากคุณเข้าใจประเภท สาเหตุ และรูปแบบที่หลากหลายของการโกหกแล้ว คำถามเหล่านี้จะไม่มีความสำคัญมากไปกว่าการที่คุณได้เรียนรู้ธรรมชาติอีกด้านของมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุด ในเรื่องของการโกหก และผลกระทบที่ตามมา

         คุณจะยังอยากเห็นความหายนะของเขาอย่างต่อเนื่อง หรือคุณจะเปิดใจว่านี่อาจเป็นอาการหนึ่งของผู้ที่ควรได้รับการบำบัดรักษา และเยียวยาจากคนรอบข้าง …แบ่งที่ว่างๆข้างคุณไว้สักเล็กน้อยเผื่อให้ใครสักคนได้เข้าไปแก้ไขกลับตัว เพราะอย่างน้อยที่สุด บทเรียนจากนาธานก็ได้สร้างภูมิคุ้มกันอย่างมากมายให้กับสังคมไทยมิใช่หรือ
 
 




อ้างอิงข้อมูล :
http://www.everydayhealth.com/emotional-health/truth-behind-pathological-compulsive-liars/
http://psychologia.co/compulsive-and-pathological-liars/
http://www.compulsivelyingdisorder.com/5-different-types-of-liars/
http://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/compulsive-lying
https://www.mwit.ac.th/~physicslab/content_01/sutut/lie.pdf
 
About the Author
Creative ที่วันๆคิดเรื่องการดำน้ำมากกว่าเรื่องงาน ชอบอ่านข่าวและบทความเวลาขับถ่าย สนใจเรื่องพฤติกรรมมนุษย์และจิตวิทยา เคยพาตัวเองไปชดใช้กรรมที่อินเดียอยู่ 1 ปี และตอนนี้กำลังเรียนไวโอลิน ขี่ม้า ตามรอยดาวหลงฟ้าภูผาสีเงิน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุณไม่ใช่คนเดียวแน่ๆที่หลงคิดมานาน ว่าสิ่งที่ขับดันชีวิตของคุณให้เจริญก้าวหน้าคือความฝัน ความหลงใหล ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียรต่างๆ เพราะแท้ที่จริงสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่พาคุณพิชิตเส้นชัยมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวนั่นก็คือ Deadline ต่างหาก!
อะไรทำให้คนดีๆยอมทนอยู่กับคนที่ไม่เอาไหน… นอกเสียจากว่า “เขา” หรือ “เธอ”
ผู้นั้นจะคิดว่า นี่คือความรักที่คู่ควรกับตัวเอง