หลังจากรวบรวมสิ่งของบนโต๊ะทั้งหมดมาเทกองรวมกัน ผมกับแม่พบของจำนวนมากเลยครับ คือ
1.หนังสือ โดยเฉพาะหนังสือสวดมนต์ของแม่ที่มีเยอะมากหลายแบบ หลายภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน แม่ให้เหตุผลว่าเวลาอยากสวดมนต์ได้หยิบใช้ง่ายๆ ได้ทันที ไม่ต้องลุกให้เมื่อย
2. แผ่นพับเรื่องสุขภาพที่ไปหยิบมาจากโรงพยาบาล พอผมตรวจดูพบว่า แม่หยิบแผ่นพับเรื่องซ้ำๆ กลับมา แล้วที่เก็บไว้เพราะกลัวว่าถ้าไม่มีให้อ่าน เวลามีโรคภัยไข้เจ็บจะปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง
3. เอกสารเก่าๆ ปฏิทินฉีก หรือกระดาษ ที่จดอะไรเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ แล้วนำมาเหน็บไว้
4.ถุงพลาสติก และถุงกระดาษ ซึ่งมีปริมาณเยอะมาก แต่แม่บอกว่า “พวกนี้มีไม่พอนะ เท่านี้ที่มีอยู่มีไม่พอจริง” แต่ผมลองหยิบมานับแล้วมีรวมกันแล้วได้หลายสิบใบ
5.ของชำร่วยกระจุกกระจิกที่รับจากงานต่างๆ พอได้มาแล้วก็นำมากองเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะวางไว้ตรงไหน
6. “กล่องกระดาษ” แม่เอากล่องซุปไก่สกัด กล่องรังนก มาตัดแล้วทำเป็นกล่องใส่ของ เป็นงานฝีมือที่แม่ภาคภูมิใจ พอเอากล่องทั้งหมดมาวางรวมกันได้จำนวนมากกว่า 10 กล่องเลยทีเดียว

ถ้าวันหนึ่งคุณต้องสอนพ่อแม่จัดระเบียบบ้าน สิ่งที่คุณต้องเอาใจใส่มากๆ คือ การฟังอย่างมีคุณภาพเพื่อให้ได้ยินและมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในใจของพวกเขา ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมทิ้งของ อย่าดุด่าหรือตะคอก ถ้าคุณเผลอเสียงดัง ต้องคุมสติกลับมาให้ไว ผมเผลอดุใส่แม่บ่อยๆ เหมือนกันครับ แต่พอนึกได้รีบเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกกลับมาพูดจาแบบใจเย็น เช่น ถามว่าทำไมแม่ถึงอยากเก็บของชิ้นนี้ เก็บไว้นานแล้วหรือยัง จำได้ไหมว่าเคยเก็บของอะไรไว้บ้าง ถ้าเก็บของชิ้นนี้แล้วชีวิตแม่เปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าไม่มีของชิ้นนี้เลยแม่อยู่ได้ไหม เป็นต้น
ระหว่างการจัดระเบียบบ้าน ผมชอบถามแม่บ่อยๆ ว่า “ปริมาณ” สิ่งของแต่ละชิ้น เช่น ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ ที่ต้องการใช้ ต้องมีจำนวนเท่าไรที่คิดว่าพอใจหรือพอดีต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วงนี้เปิดโอกาสให้แม่คิดไตร่ตรองกันอย่างละเอียดเลยครับ เพราะแม่ย้ำว่า เก็บเอาไว้เยอะๆ แล้วอุ่นใจ สบายใจกว่า
สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจคือคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เติบโตมาในยุคที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน จึงต้องใช้สิ่งของด้วยความประหยัด การเก็บสะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา หากลองให้แม่เลือก “เก็บ” หรือ “ทิ้ง” แม่มีเหตุผลเสมอครับว่า “เก็บเอาไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวอนาคตต้องใช้” หรืออย่างถุงพลาสติก หรือกล่องกระดาษที่มีเก็บไว้เยอะมากจนล้นแล้ว แม่ยังบ่นบ่อยๆ เลยว่า “ของพวกนี้ ถ้าไม่เก็บไว้ เดี๋ยวไม่พอใช้” สิ่งที่ผมทำได้ในฐานะที่ปรึกษาคือ คอยย้ำว่า ยุคสมัยของความขาดแคลน ได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่สุขสบายมีข้าวของให้มากพอจนเหลือกินเหลือใช้ ไม่ต้องกลัวว่าของไม่พออีกแล้ว ถ้าแม่อยากเก็บสะสมสิ่งของชิ้นใดก็ตาม ควรเลือกเก็บไว้เพราะว่าได้ใช้จริงๆ ตามจำนวนที่พอดีและเหมาะสม แต่ไม่เก็บ “เผื่อ” เอาไว้แล้ว
หลังจากจัดระเบียบโต๊ะทำงานของแม่แล้ว จำนวนสิ่งของลดลงไปเยอะมากจนน่าตกใจ แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวสักพักข้าวของน่าจะทยอยกลับมาเพิ่มอีกในไม่ช้า เพราะเราไม่ได้จัดระเบียบด้วยวิธีตามหมวดหมู่ที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปริมาณสิ่งของที่เพิ่มตอนหลังคงไม่มากเท่ากับครั้งแรกอย่างแน่นอน
อย่าลืมว่านิสัยเก็บหรือกักตุนปริมาณมากๆ เป็นสิ่งที่พ่อแม่เชื่อและทำ มานานหลายสิบปีแล้ว เป็นเรื่องยากมากที่เขาจะทิ้งหรือส่งต่อสิ่งของได้ง่ายๆ ในทันทีทันใด สำหรับผม ถ้าพ่อแม่ตัดใจทิ้งสิ่งของได้ 1 ใน 3 จากสิ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด ถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำเร็จแล้วครับ
แม้ว่าตอนนี้บ้านของผมไม่ได้สวยงามหรูหราเหมือนภาพในฝันอย่างที่ผมต้องการ และมีหลายๆ มุมในบ้านที่แม่ลองจัดบ้านแล้วยังกลับมารกอีก แต่ปริมาณสิ่งของก็ลดลงไปเยอะมากเมื่อเทียบกับอดีต
แค่นี้ถือว่าเข้าใกล้ความจริงที่ตัวผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ เป็นความสุขเล็กๆ ที่น่าพึงพอใจ และทำให้ผมขอบคุณและภูมิใจต่อข้าวของแต่ละชิ้นที่ยังทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ภายในบ้านที่แข็งแรงมั่นคง สร้างความอบอุ่นสบายใจให้กับทุกคนในครอบครัวต่อไปได้






