OPINION

วิถีเด็กแคสต์ (1)

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
14 พ.ค. 2561
ย้อนกลับไปเมื่อราวปี 2003 ตอนนั้นฉันอายุได้ 14 ขวบ จำได้ว่า ฉันเกลียดการรอหน้าห้องแคสติ้งที่สุด ตอนนั้นคือตอนที่ฉันเริ่มเดินสายแคสต์โฆษณาและละครใหม่ๆ เมื่อก่อนนั้น กว่าจะได้งานสักตัว ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ โมเดลลิ่งก็จะโทรตามเด็กในสังกัดของตนเองเพื่อไปรอทดสอบบทตามสตูดิโอแคสติ้งต่างๆ ซึ่งส่วนมากก็จะกระจุกตัวกันอยู่แถวย่านทาวน์อินทาวน์ ทุกครั้งที่ฉันไปถึง แม้ว่ามั่นใจว่าไปถึงเช้าแค่ไหน (ส่วนมากคิวแรกจะเริ่มที่ 11.00) ก็ไม่เคยทันหลายๆคนที่มารอกันล่วงหน้าเป็นชั่วโมง เพื่อที่จะได้คิวแรกอยู่ดี ฉันจะได้พบเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน ที่โมเดลลิ่งส่งมาเหมือนกันกว่า 50 ชีวิต นั่งรอหน้าห้องแคสต์เพื่อฟาดฟันในบทบาทเดียวกัน เพราะค่าตัวต่องานโฆษณาทีวีสมัยนั้น สูงเกินค่าขนมของเด็กวัยฉันไม่รู้กี่เท่า แถมใครๆก็อยากเข้าวงการบันเทิงทั้งนั้น และการได้ถ่ายโฆษณาก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ไม่แปลก ที่ทั้งโมเดลลิ่งทั้งผู้ปกครอง จะพร้อมดันลูกหลานตัวเองมาทางนี้กันเหลือเกิน

ฉันจำได้ว่าค่าตัวงานๆหนึ่งที่เคยได้ในสมัยนั้นสูงถึงเกือบหกหลัก กับการถ่ายทำโฆษณาทีวีและภาพนิ่งสองวันเพื่อลงตามนิตยสารและบิลบอร์ดตามท้องถนน ของผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นรักแร้ของวัยรุ่น โดยราคานี้ จะถูกแบ่งให้โมเดลลิ่ง 30% เป็นมาตรฐานทั่วไปของแทบทุกโมเดลลิ่งในประเทศไทย และภาษี ณ ที่จ่ายอีก 5% ด้วยนะ นี่คือสิ่งที่ต้องไม่ลืม

แต่สำหรับยุคนี้ ฉันรู้สึกว่าการแคสต์งานง่ายขึ้น และไม่ต้องรอต่อคิวกันมากเท่าสมัยก่อน เพราะสมัยนั้น เราไม่มีไลน์กรุ๊ปที่สามารถบรอดแคสต์งานต่างๆได้ง่ายและรวมเร็ว รวมถึงส่งรูปเด็กๆในสังกัดของตนเองให้ฝ่ายคัดเลือกนักแสดงดูก่อน เพื่อเป็นการสกรีนคนที่เหมาะสมในขั้นแรก ก่อนเรียกตัวมาทดสอบบทจริงๆ แถมเด็กๆยุคนั้น ก็ยังไม่มีอินสตาแกรมให้แมวมองได้ส่องอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น ทุกคนจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆกันที่สตูดิโอแคสติ้ง เพื่อทดสอบบทบาทเดียวกัน นั่นทำให้ฝ่ายคัดเลือกนักแสดงต้องเสียเวลามากขึ้นกับคนที่เห็นแว้บแรกก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ แต่ในเมื่อเขามาถึงแล้ว ก็ต้องทดสอบเขา เพื่อรักษามารยาทกันไป

ฉันก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดใจแบบนั้น ที่ถูกโมเดลลิ่งเรียกตัวให้ไปแคสงานๆนึง แต่พอไปถึง ฉันคือเอเชียหัวดำหนึ่งในไม่กี่คนในนั้น นอกนั้น มีแต่เด็กลูกครึ่งขายาว ที่ฉันน่าจะตัวสูงเท่าไหล่พวกเธอรออยู่กันเต็มไปหมด ฉันไม่โง่ที่จะรู้ตัวได้ทันทีว่า กรูมาผิดงานแล้ว แต่ไหนๆก็อุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่แล้ว ลองแคสต์ดูหน่อยคงไม่เสียหาย แต่แน่นอนว่า พอเข้าไปอยู่ในห้องทดสอบบท เราก็จะมีเซนส์ได้เอง ว่าเรามาอยู่ผิดที่ผิดทางหรือไม่ เพราะก็จะมีคำพูดแปลกๆจากทีมงานให้ได้ยิน เช่น โมไหน (โมเดลลิ่ง) เรียกน้องมาคะเนี่ย หรือ การที่ทีมงานใช้เวลากับเราแค่แป๊บเดียว แต่พวกฝรั่งที่เข้ามาก่อนหน้า เห็นใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆก่อนจะปล่อยตัวออกไป แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่าใครมีโอกาสได้งานมากกว่ากัน

พวกตัวแม่ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญของโอกาสในการได้งานของฉัน และเด็กๆอีกมากในยุคนั้น หากไปถึงหน้าสตูดิโอไหน แล้วเจอตัวแม่ (คนสวยๆที่ได้งานบ่อยๆในยุคนั้น เช่น ฟ. ศกล, พ. ณปภ, บบ.) ฉันจะอยากกลับบ้านทันที เพราะตัวแม่มักจะฟาดเรียบในแทบทุกงานที่พวกนางไปแคสต์กัน แต่สมัยนั้น พวกนางถือว่าสวยจริงๆนะ หน้าเล็ก ตาสวย จมูกกะทัดรัด ทุกอย่างดูเข้ากันพอดิบพอดี และที่สำคัญ ตัวเล็กมากถึงมากที่สุด ไม่แปลกที่จะคว้ากันคนนึงเดือนละหลายๆงาน แถมสมัยนั้น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ไฮฟู่ ก็ยังไม่มี เรียกว่าทำบุญกันมาดีตั้งแต่ชาติปางก่อนจริงๆ หมวยไทยเชื้อจีนมีแก้มอย่างฉันก็ต้องยอมแหละ ว่าไหม

ส่วนสมัยนี้ เรามีไลน์กรุ๊ปที่ไว้ใช้ส่งงาน แต่ละสตูดิโอแคสติ้ง ก็จะมีรายชื่อโมเดลลิ่งต่างๆอยู่ในมือ พอต้องการเด็กๆแบบไหน ก็ตามตัวไปทางแต่ละโมเดลลิ่ง จากนั้นโมเดลลิ่งก็จะพิจารณาเด็กๆที่ตัวเองมีอยู่ในสังกัด ว่าคนไหนเข้าข่ายคุณสมบัติตรงกับที่แคสติ้งเรียกมาบ้าง แล้วทำการส่งคอมการ์ด (พอร์ตรวมรูปและประวัติโดยย่อของเด็กๆ) ไปให้ทีมแคสติ้งดู เพื่อให้ทีมคัดเลือกในรอบแรก ก่อนที่คนที่เข้ารอบแรกจากการขายรูป จะถูกเรียกตัวมาทดสอบบทจริง ฉันเลยรู้สึกว่า สมัยนี้ เด็กๆ ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวแคสต์งานนานเท่าสมัยก่อน แถมในยุคนี้ มีจำนวนงานมากขึ้นหลายเท่า เพราะสื่อถูกขยายออกไปมากขึ้น ไม่ใช่แค่โฆษณาทีวี แต่ยังมีหนังโฆษณาที่ออนแอร์ทางช่องทางออนไลน์มากมาย แถมเมื่อก่อน หนังโฆษณาหนึ่งชิ้น มักจะถูกใช้งานเป็นปี แต่สมัยนี้ บางทีใช้แค่หนึ่งเดือน หรือสามเดือน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนกันไวมาก ทั้งเทรนด์ตลาด รูปแบบสินค้า ความต้องการของผู้บริโภค และอื่นๆ ทำให้ยุคนี้ เด็กๆมีโอกาสได้งานกันมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่น้อยลง สมัยก่อน ค่าตัว 20,000 บาทต่องานก็ถือว่าน้อยแล้ว แต่สมัยนี้ ตัวเมน (ตัวหลักของโฆษณา) ทางออนไลน์ ที่ได้ค่าตัว 5,000 บาท มีอยู่ถมไป แต่ส่วนตัวฉันคิดว่าก็ดีนะ



(ตัวอย่างคอมพ์ การ์ด)

แต่ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ชอบยุคนี้มากกว่าอยู่ดี เพราะทุกคนได้มีโอกาส ได้มีพื้นที่ให้ได้ลองของกันเพิ่มมากขึ้น ส่วนคนไหนจะได้พื้นที่มากกว่า ได้โอกาสมากกว่า เก็บเงินได้มากกว่า มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ฝีมือ และความขยันของแต่ละคนล้วนๆ (บางทีก็มีเรื่องดวงช่วยนิดหน่อย) ที่จะใช้โอกาสที่มีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การพูดขอบคุณนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครที่ได้ฟังต่างรู้สึกดี แต่การที่ผู้พูดจะรู้สึกดีไปด้วยได้นั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความรู้สึกขอบคุณ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ 
มันโชว์สันดานเลวทรามด้วยการร่วมเพศอย่างเถื่อนดิบวิตถาร และเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มตั้งท้องก็ไม่เคยคิดทำแท้ง ทั้งที่รู้ว่าเด็กคนนี้เกิดจากคนชั่วมีเชื้อสายเป็นยากูซ่า