OPINION

มาลองใช้ชีวิตให้สุขทีละนิดทีละหน่อยดูสิ มันมหาศาลมากจริงๆ

JAZZYKWANG
1 ส.ค. 2560
ว่าด้วยความเรียบง่ายที่เรามักหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นความมินิมอล ความสโลว์ไลฟ์ หรืออะไรก็ว่าไป เราคิดว่าความเรียบง่ายเหล่านั้นทำให้ชีวิตช้าลงและจะพบความสุขได้  แต่พอมองเข้าจริงๆความเรียบง่ายที่ว่านั้น มันเรียบง่ายจริงๆ หรือแค่ถูกตกแต่งให้มันดูเรียบง่าย หรือฉาบแล้วฉาบอีกให้เหลือความหยาบไว้น้อยที่สุด เพราะถ้ามองกันให้ลึกลงไป  ความเรียบง่ายในความหมายที่ควรจะเป็น อาจจะต้องตัดคำว่า “เรียบ” ให้เหลือเพียง “ง่าย”  นั่นคือการทำอะไร “ง่ายๆ” เข้าไว้ นั่นน่าจะเป็นแก่นของ ความเรียบง่าย ใช่หรือเปล่า
 
เมื่อเราให้ความหมายกับความเรียบง่าย ให้เท่ากับ “อะไรง่ายๆ”  ทีนี้เราลองหันมาดูกันอีกทีสิว่า สิ่งที่เราตีตราว่า “เรียบง่าย” มันง่ายจริงๆหรือไม่  เราใช้เวลารวบรวมหลายๆเหตุการณ์อย่างเร็วๆ ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ เรากลับรู้สึกว่า มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดกันเลย  อย่างเช่น  ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เคยมีเพื่อนชวนไปนั่งทานอาหารเช้าแบบคูลๆชิลล์ๆ  ในร้านสไตล์อเมริกัน ที่มีความเรียบง่ายด้วยบรรยากาศและเมนูที่สุดแสนจะเลอค่า  “มันเรียบง่ายมาก เช้านี้ต้องไปกินกันนะ” นี่คือคำโปรยที่กล่าวถึงความเรียบง่ายที่เราจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทัน breakfast ในสภาพการจราจรใจกลางสุขุมวิท ที่ทุกคนแย่งชิงกันเข้ารถไฟฟ้า  แล้วก่อนจะไปก็อาจจะต้องโทรไปจองโต๊ะในร้านเสียก่อน เพราะไม่อย่างนั้นการฝ่าฝูงคนมากมายในช่วงแปดโมงก็อาจจะไร้ค่าในทันที แล้วเมื่อเดินทางไปถึงที่หมาย  “ใช่... บรรยากาศที่นี่มันช่างเรียบง่ายจริงๆเลย” แต่เมื่อกลับมาดูสภาพหน้าตัวเองที่เหนื่อยมหาศาลกับการมาถึงที่นี่ คิดดูอีกที เราอาจจะต้องตีความในความเรียบง่ายกันใหม่อีกครั้งแล้วล่ะ

ทีนี้ถ้าเรามาตีความกันใหม่ให้  “ความเรียบง่าย” เท่ากับ “อะไรง่ายๆ” กันดูบ้าง ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติและในความรู้สึกของเราที่สัมผัสได้ง่ายๆ เราเลยพบกับช่วงเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ซ่อนความสุขไว้อย่างมหาศาล
 
1. การนั่งกินข้าวราดแกงข้างทางเรียบง่ายต่อใจมาก
ถ้าเราหิว การเดินไปสั่งข้าวแล้วตอบโจทย์ด้วยอาหารที่อยู่ตรงหน้า นั่นถือว่าเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก เราเริ่มใช้วิธีการคิดแบบทบเดียวเพื่อลดความยุ่งยากเยิ่นเย้อในชีวิตในบางเรื่อง เลือกใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องอะไรมาก  อย่างเช่นการนั่งกินข้าวแกงข้างทาง พบเลยว่าความสุขจริงๆอยู่ที่ตอนเราอิ่ม ในสถานการณ์อื่นๆก็เอาไปปรับใช้ได้นะ  ลดความซับซ้อนให้น้อยลง แล้วเดี๋ยวจะสุขเอง
 
2. นั่งเล่นกับแมวไปเรื่อยเปื่อย ไม่ต้องมีเหตุผลว่าเพราะอะไร
นับเป็นความเรียบง่ายอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเค้นหาคำตอบจากตรงนั้น ว่าทำไม เพราะอะไร เอาเป็นว่าแค่นั่งทิ้งๆ ปล่อยวางกับความวุ่นวายให้สมองพักสักประเดี๋ยว  แล้วให้มือไปลูบคลำกับขนปุยๆของเจ้าแมว  นั่งมองดูการเยื้องย่างทีละก้าวสองก้าว มันเล็กน้อยแต่เติมพลังให้ใจมาก
 
3. สิ่งของธรรมดา กลับรู้สึกสะเทือนไปถึงดวงจันทร์เมื่อได้รับ
ถ้าความยุ่งยากซับซ้อนเรียกว่าการให้คุณค่ากับสิ่งนั้น งั้นลองคิดกลับกัน ถ้าของหน้าตาธรรมดาเพียงหนึ่งชิ้น คุณได้รับแล้วยิ้มจนแก้มแทบแตก นั่นอาจจะบอกได้ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อาจจะอยู่ที่เรื่องราวของสิ่งๆนั้น เหมือนกับตอนที่เราเคยได้รับขนมหนึ่งกล่องที่ดูไม่ได้หวือหวา แต่การเดินทางของขนมกล่องนั้นไกลจนแทบจะเกินราคาขนมไปแล้ว และยิ่งสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของคนที่ให้ รู้สึกอีกทีสะเทือนไปถึงดวงจันทร์เลยล่ะ เล็กน้อยแต่มหาศาลมาก
 
4. นั่งฟังวิทยุแล้วหัวเราะดังๆให้ลั่นรถ
ลองดูนะ เวลานั่งรถไปกับใคร ให้เปิดวิทยุสักคลื่นที่มีดีเจพูดกันมัน มุกไหนขำให้หันไปมองหน้าคนข้างๆแล้วหัวเราะไปพร้อมกัน นั่นล่ะ สุขและเรียบง่ายมาก
 
5. วางมือถือให้มันอยู่นิ่งๆสักพัก แล้วสนใจกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า
เดี๋ยวนี้สายตาคนเราขาดโฟกัสในระยะที่อยู่ตรงหน้า เรามักจะก้มและโน้มตัวมากดๆดูจอเล็กๆ จนพลาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปหลายครั้งก็มี นี่จึงทำให้ครั้งหนึ่งเราเปิดโหมดเครื่องบินในขณะที่วุ่นวาย นั่งดูอะไรที่ผ่านไปมา รู้สึกเลยว่าถ้าไม่เงยหน้ามามอง จะพลาดรอยยิ้มไปหลายนาทีเชียว



6. ปล่อยให้ใจกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
มีคนบอกว่า เป็นผู้ใหญ่มันเหนื่อยนะ อืม..มันก็จริง อย่างนั้นลองให้ตัวเองกลับไปเป็นเด็กดูอีกครั้งสิ ลองกลับไปทำอะไรที่ไม่ต้องมีมาด ไปนั่งเล่นกับหมาแมวตัวน้อย นอนดูการ์ตูนในเช้าวันหยุด หัวเราะเสียงดังๆ เต้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลง ทำหน้าทะเล้นใส่คนข้างๆ คุณเป็นเด็กคนไหนในอดีต ดึงเขากลับมาบ้าง มันชื่นฉ่ำหัวใจนะ
 
7. ไม่ต้องทำอะไรใหญ่โตมาก แต่ทำให้สม่ำเสมอทุกวันเหมือนที่เราแปรงฟันทุกเช้า
การทำให้หัวใจพองโตวันละนิดวันละหน่อย มันก็สร้างรอยยิ้มให้กับเราได้ในทุกๆวัน จากนั่งกังวลตึงๆจนเป็นนิสัย  แต่ถ้าเปลี่ยนการไม่คาดหวังอะไรใหญ่ๆให้หนักบ่า  แต่แค่มองเห็นอะไรก็ยิ้มได้ง่ายๆ ทำสม่ำเสมอกันแบบนี้ทุกวัน  เป็นการฝึกสะสมความสุขให้ตัวเองนะ
 
8. นั่งยิ้มกับการดูคลิปหมาแมวบ้างสิ
เมื่อก่อนเป็นคนไม่สนใจคลิปพวกนี้เลย  ไม่เคยกดดูด้วยซ้ำว่ามันเป็นอย่างไร แต่วันหนึ่งพอได้มาลองดูบ้าง คือดูด้วยความสงสัยว่า ทำไมคนที่ดูจริงจังในชีวิตถึงได้แชร์อะไรแบบนี้ขึ้นเฟซบุ๊กตัวเองนะ พอได้ตั้งใจดูจริงๆ รู้ตัวอีกทีก็เผลอยิ้มไม่หุบ ยิ่งดูยิ่งเพลิน รู้สึกเบาสมองไปแบบประหลาดใจ อะไรที่ค้างในหัว พอมาดูการกลิ้งไปกลิ้งมาของแมวตัวหนึ่งในคลิป กลับทำให้เรื่องพวกนั้นหายไปได้เลย
 
9. ให้ของเล็กๆน้อยๆกับเด็กๆที่วิ่งไปมา
แถวบ้านจะมีกลุ่มเด็กๆที่ชอบมาวิ่งเล่นกันประจำ สิ่งที่เราทำสม่ำเสมอ คือ ที่บ้านต้องมีขนมติดบ้านไว้ ทั้งเยลลี่ ไอศกรีม ขนมถุงเล็กๆ เวลาเด็กๆมาวิ่งเล่นอยู่ตรงหน้าบ้าน เราจะเปิดประตูแจกขนมเด็กๆที่อยู่ตรงนั้น เรารู้สึกยิ้มตามเวลาเด็กๆแกะขนมกิน แล้วกินแข่งกับเพื่อนๆ คนให้มันก็รู้สึกสุขอยู่ในใจนะ
 
10.กลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่ทำให้เราหัวเราะได้ จะพบว่าไม่มีอะไรเรื่องใหญ่เลย เรื่องใหญ่นั่นปัญหาทั้งนั้น
ถ้าไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้าให้เรายิ้มได้ ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เคยทำให้เรายิ้มจนแก้มแทบแตกดูสิ ถ้าเป็นเราๆก็จะนึกถึงตอนที่อยู่กับแม่แล้วหัดทำขนมด้วยกัน ตอนนั้นทำไม่เป็นกันทั้งคู่ ทำไปทำมาหม้อนึ่งไหม้เกรียมก้นดำปื้ด ได้แต่ยืนหัวเราะกันยกใหญ่ หรือจะเป็นตอนที่อยู่กับคนรัก ตอนที่วนหาที่จอดรถกันแบบผิดๆถูกๆ แต่ก็ดันเลี้ยวมาเจอที่จอดที่ว่างอยู่ เราหัวเราะกันเสียงดังแล้วตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “วันนี้เราโชคดี” ทั้งหมดที่พอจะคิดออก แล้วทำให้เรายิ้มได้ เรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น เพราะฉะนั้นใส่ใจเรื่องแบบนี้ไว้ ก็อิ่มใจได้ทุกวันนะ
 
ถ้าอ่านทั้งหมดนี้จบ เราน่าจะรู้สึกได้เลยว่า ความสุขจริงๆไม่ได้อยู่ไหนไกลเลย มันอยู่ใกล้ๆตัวเราทั้งนั้น แล้วแต่ละเรื่องที่ทำให้เรายิ้มได้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างวัน เรื่องที่ผ่านมาเพียงชั่วครู่ แต่ถ้านึกย้อนกลับไป นานเท่าไหร่ก็น่าจะจำได้ดี ความสุขกองโตและความคาดหวังอะไรมากๆ มันกลับถูกลดบทบาทลงจนเรายึดติดอะไรแบบหลวมๆ นี่แหละความสุขเล็กๆน้อยๆที่พบเจอ ลองดูนะ
 
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลายต่อหลายครั้งเราก็เชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็น มือสัมผัส และเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาเป็นสิ่งสุดท้าย แต่ผลที่ออกมา ทำไมกลับไม่จริงอย่างที่ตาเราเห็นล่ะ หรือประโยคที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ตอนนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว..
 
จริงๆเนื้อหาของบทความนี้ ถูกสรุปอย่างตรงไปตรงมาในชื่อบทความเป็นที่เรียบร้อย แต่เพื่อให้เนื้อหานี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้เขียนจึงขออธิบายใจความในชื่อเรื่องอีกสักหน่อยแล้วกัน