OPINION

มายาของ MAYA : เรื่องของ Most Advanced Yet Acceptable และ Mere Exposure Effect

สุรพร เกิดสว่าง
30 เม.ย. 2561
“เพราะจัง ใครว่าเพลงคลาสสิคฟังยาก”
 
ในบรรดาเพลงคลาสสิค ดูเหมือนว่า Piano Concerto No 2 - 2nd movement ของ Sergie Rachmaninoff จะเป็นที่ชื่นชอบของคนที่ไม่ได้ฟังเพลงคลาสสิค และกลายเป็นเพลงที่ผมมักแนะนำให้กับคนที่อยากหันมาฟังเพลงคลาสสิค ฟังเป็นเพลงแรกๆ ทั้งๆที่ชื่อเสียงของ Rachmaninoff ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปอย่าง Mozart หรือ Beethoven และเพลงนี้เองก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่ด้วย 
 
แต่ทำไม Piano Conerto ชิ้นนี้ ถึงเป็นที่เคลิ้มหูของใครๆทุกครั้งไป เพลงนี้มีอะไรพิเศษ ที่ทำให้ คนที่ไม่ได้ฟังเพลงคลาสสิคฟังแล้วติดใจอย่างง่ายดาย ? จนถึงกับบางคนเริ่มหันมาฟังเพลงคลาสสิคก็มี
 
หรืออาจเป็นเพราะว่า ในเพลงนี้ ตัวโน้ตบางตัว ได้ถูก Eric Carmen ยืมไปใช้ในเพลง pop อมตะเพลงหนึ่งของเขา “All by Myself” ที่ใครๆก็เคยได้ยินมาก่อน? และตัวโน้ตเหล่านี้ที่ปรากฏในต้นฉบับของ Rachmaninoff ก็ไม่ได้ซ้ำกับเพลงของ Eric Carmen อย่างชัดเจน โดยเว้นทำนองตรงคำร้องว่า all by myself ไว้ ทำให้ผู้ฟังแทบจะไม่รู้ว่า นี่คือทำนองเดียวกันกับเพลง All by Myself 



Mere Exposure Effect เป็นกลไกจิตใจที่เกิดขึ้น เมื่อคนเราได้รับรู้ เช่น ได้เห็น ได้ยิน ได้พบ สิ่งนั้นมาก่อน เราจะมีแนวโน้มที่จะยอมรับสิ่งนั้นได้ง่าย หรือไม่ก็ชอบไปเลย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง เรียกว่าแค่คุ้นๆก็มีใจให้แล้ว โดยความคุ้นที่ว่านั้น เราอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้
 
มีการทดลองฉายภาพตัวอักษรญี่ปุ่น hirakana บางตัวให้คนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นดู โดยการฉายนั้นแต่ละตัวอักษรจะปรากฏเพียง 1 ใน 30 วินาทีเท่านั้น (subliminal exposure) ซึ่งแน่นอนว่า สายตาคนมองไม่ทัน แต่เมื่อนำตัวอักษร hirakana ต่างๆมาให้คนนั้นดู ก็พบว่า คนมักจะเลือกตัวอักษรที่ถูกฉายให้ดูแล้วมากกว่า
 
จึงไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อคนเราได้รับรู้หรือมี exposure กับสิ่งต่างๆนานกว่า 1 ใน 30 วินาที ความคุ้นเคยจะยิ่งมีมากกว่า และตามมาด้วยการยอมรับโดยไม่ยาก
 
มีการทดลองมากมายเกี่ยวกับ mere exposure effect เช่น เอาคนแปลกหน้าเดินผ่านเข้าไปในห้องทดลอง ต่อมา ให้คนแปลกหน้านี้มาขอความช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในห้อง โดยขอให้ช่วยตรวจอ่านข้อความที่เขาเขียนหน่อย ผลคือ มีคนยอมช่วยถึง 50%
 
ในขณะที่ ถ้าลองให้คนแปลกหน้านั้น ปรากฏตัวเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ โดยไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน จะมีคนยอมช่วยเพียงไม่ถึง 20%
 
และที่น่าสนใจอีกก็คือ หากให้คนแปลกหน้านั้น มานั่งทำงานในห้องเดียวกันด้วย โดยไม่พูดจาอะไรกันเลย แล้วอยู่ดีๆ ถามของความช่วยเหลือ กลับจะยิ่งได้รับความการตอบสนองมากขึ้นไปอีก
 
ในปี 1992 มีการทดลองระดับฮือฮา ที่ลงพิมพ์ใน Journal of Experimental Social Psychology ว่าด้วยการ ให้สาว 5 คน ที่มีความสวยพอๆกัน เข้ามานั่งเรียนในห้องเรียน โดยแต่ละคนเข้า class 1, 5, 10, 15 ครั้ง ส่วนสาวอีกคนไม่ได้เข้าเรียนเลย พอตอนจบเทอม ให้นักศึกษาโวตจากภาพชุดที่เอามาให้ดูว่า สาวไหนดูดีที่สุด
 
ผลก็คือ “ความดูดี” หรือ attractiveness นั้น แปรสูงขึ้นตามจำนวนครั้งที่ปรากฏตัวอย่างชัดเจน นั่นคือ คนที่เข้ามาให้เห็น 15 ครั้ง คือคนที่ “สวย” ที่สุด ส่วนสาวที่ไม่เคยมีใครเห็นเลยนอกจากเห็นในภาพวันลงคะแนน ถูกโวตว่าสวยน้อยทีสุด
 
นั่นหมายความว่า หากเราอยากให้ใครยอมรับมากขึ้นละก็ เพียงแต่ปรากฏตัวบ่อยๆ ก็เพิ่มโอกาสได้มากแล้ว
 
และนั่น อธิบายหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ว่า ทำไมบางครั้งเราถึงยอมรับอะไรๆได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้เข้าใจ หรือรู้จักมันสักเท่าไหร่ 
 
และ “สิ่งเหล่านี้” เป็นได้เกือบทุกเรื่องเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ สิ่งมีชีวิต สิ่งของที่มีรูปร่างจับต้องได้ หรือ สิ่งจับต้องไม่ได้ เช่น สี รสอาหาร กลิ่น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งหลาย โดยจะยิ่งได้ผลดีขึ้น หากมีการทิ้งช่วงเวลา ระหว่างการรับรู้ครั้งแรกกับการยอมรับ  
 
และ หากการรับรู้เป็นไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่สมบรูณ์ชัดเจน ก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้นไปอีก
 
ดังเช่น เรื่องของ ตัวโน้ตใน Piano Concerto No 2 movement 2 ของ Rachmaninoff ที่ซ้ำกับเพลง All by Myself ของ Eric Carment ยกเว้นตรงที่ร้องว่า “all by myself” ที่ใครๆก็รู้จักกันดี
 
นอกจากนั้น Mere Exposure Effect ยังอธิบายว่า ทำไมละครตอนสามทุ่ม ถึงนิยมทำ re-make หรือทำซ้ำเรื่องเดิมจนไม่รู้กี่ version คนก็ยังตามดู ถึงแม้จะรู้เรื่องหมดแล้ว หรือ อธิบายว่า ทำไมเพลงประเภท “ร้อยเนื้อ ทำนองเดียว” ถึงยังคงมี“เพลงใหม่”ผลิตมาได้เรื่อยๆไม่จบสิ้น บนตัวโน้ตชุดเดิม
 
ผลจากงานศึกษาอย่างดังที่ลงในนิตยสาร Pudding โดยใช้ algorithm แปลงเพลงเป็น computer code  กับเพลง pop 15,000 เพลง ของ “Billboard Hot 100” ในครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา พบว่า เพลงที่นิยมติดอันดับ top ten ตั้งแต่ปี 1960-2015 นั้น มีความซ้ำกันใน code มากกว่าเพลงในอันดับรองลงมากอย่างเห็นได้ชัด และเป็นเช่นนี้เรื่อยมาตลอดเวลา 50 ปี
 
ซึ่งนั่นหมายความว่า เพลงที่คนเราชอบมากๆนั้น ที่จริงก็คือเพลงที่เหมือนเพลงเดิมๆ แค่นั้นเอง
 
ทั้งนี้เป็นเพราะ สมองคนเราชอบที่จะจินตนาการเติมต่อสื่งที่ขาด นั่นก็คือ หากเราได้ยินทำนองเพลงที่คุ้นๆ สมองเราจะคาดเดาล่วงหน้าถึงตัวโน้ตตัวต่อไปทันที และถ้าปรากฏว่า การคาดเดาของเราถูกต้อง เราก็จะรู้สึกดีไปด้วย
 
เลยเกิดคำถามว่า ถ้าอย่างนั้น เพลงที่คนนิยมมาก มีความสร้างสรรค์น้อยกว่าเพลงทั่วไปหรือไม่?
 
และนั่นทำให้เกิดความหวั่นใจว่า หากค่ายเพลงต้องการผลิตเพลงใหม่ ให้ได้รับความนิยมอย่างมากแล้วละก็ เคล็ดลับก็มีเพียง “ทำเพลงใหม่ให้เหมือนเพลงที่ดังมาก่อนแล้ว” (แต่ไม่ถึงกับแบบละคร re-make) ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น โลกดนตรีจะวนเวียนอยู่กับที่ ขาดความสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ ด้วยเพียงจะเอาใจคนฟังในเชิงพาณิชย์ หรือไม่
 
ทำนองเดียวกับปัญหา algorithm ใน social media ที่เลือกเสนอเฉพาะการโพสหรือข่าวสารด้านเดียวที่คนชอบ จนทำให้สังคมแบ่งแยก ขาดวิสัยทัศน์
 
แต่ทำไม คนเราถึงชอบของซ้ำๆ ? จริงๆแล้วคนเราชอบของใหม่ๆไม่ใช่หรือ ไม่เช่นนั้น จะมีสินค้ารุ่นใหม่ผลิตออกม่าเรื่อยๆได้อย่างไร
 
เป็นกันรู้กันในหมู่นักออกแบบว่า ถ้าหากจะให้ผลงานใหม่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับแล้วละก็ จะต้องคิดถึงหลักการ “MAYA” หรือ Most Advanced Yet Acceptable คำที่นิยามขึ้นโดย Raymond Loewy ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการออกแบบของอเมริกา ตั้งแต่ logo ไปจนถึงรถไฟ
 
MAYA คือการสอดไส้ Mere Exposure Effect ไปในการออกแบบสิ่งใหม่ นัยว่าเป็นเสมือนสะพานทางจิตวิทยาที่เชื่อมโยงระหว่าง ความคุ้นเคยเดิมๆ กับ สิ่งใหม่ ทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสสิ่งนั้น ยังรู้สึกว่าตนเองยังอยู่ใน comfort zone อยู่ ไม่ได้ “เหวอ” ไปเสียทีเดียว และสามารถยอมรับความแปลกใหม่นั้นโดยไม่ยากนัก
 
Spotify เคยนำเสนอเพลงใหม่ที่ผู้ฟังไม่เคยฟังมากก่อนใน weekly playlist ที่เรียกว่า Discover Weekly แต่ด้วยความผิดพลาด ในรายชื่อเพลงใหม่นั้น มีเพลงเดิมที่ผู้ใช้เคยฟังแล้วปนไปด้วย เมื่อทาง Spotify พบความผิดพลาดนี้ จึงเอารายชื่อเพลงเดิมนั้นเอง ให้เหลือแต่เพลงใหม่ล้วนๆ แต่ผลปรากฏว่า ความนิยมใน Discover Weekly กลับลดลง แต่เมื่อ Spotify ลองใส่รายชื่อเพลงเดิมที่เคยฟังเข้าไปเหมือนเดิม คนกลับหันมานิยม Discover Weekly มากขึ้น
 
และนี่ก็คือหลักการ MAYA ที่ถ้าจะให้คนยอมรับสิ่งใหม่ๆแล้วละก็ ต้องหาสิ่งเก่าๆสอดใส้ปนเข้าไปด้วย
 
เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ทำรายได้สูงสุดใน 15 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไม่เป็น sequel ก็ prequel หรือการดัดแปลงจากภาพยนตร์เก่าที่ดังอยู่แล้ว
 
ในยุคของ Steve Jobs Apple ใช้ MAYA อยู่เสมอ เชื่อกันว่า ความสำเร็จของ iPhone ที่เป็นของแปลกใหม่ด้วย minimalist design ที่ดูว่างเปล่า ก็เพราะการ warm up ด้วยการนำเสนอ iPod ออกมาก่อน จนผู้ใช้คุ้นเคยกับ minimalist design นั่นเอง
 
หากย้อนไปดู iPod ในยุคแรก จะเห็นว่า ยังมีปุ่มบังคับบนตัวเครื่องพร้อมหน้าจอ ไม่ต่างจากอุปกรณ์สมัยนั้นมากนัก ต่อมา ปุ่มบังคับก็เริ่มหายไป กลายเป็นแผ่นบังคับบนพื้นเรียบ จนดูเหมือนแทบจะไม่มีอะไรบนตัวเครื่อง อย่างที่เห็นใน iPod Mini, iPod Nano, และ iPod Shuffle ดังนั้น เมื่อ iPhone ออกมาในปี 2007 พร้อมกับความว่างเปล่าบนตัวเครื่องแบบ minimalist  สวนทางกับรูปแบบโทรศัพท์สมัยนั้น ก็สามารถเป็นที่ยอมรับได้โดยเร็ว
 
ในเมืองไทย  มีการตั้งคำถามว่า ทำไมละคร “บุพเพสันนิสวาส” ถึงประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทั้งๆที่ละครอิงประวัติศาสตร์ มีมานานแล้วหลายเรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนสามารถได้รับความนิยมเทียบเท่า และที่สำคัญ ไม่ใช่ละคร re-make ที่เป็นสูตรสำเร็จของละครไทยเสียด้วย   
 
เป็นไปได้หรือไม่ว่า คำตอบคือ MAYA ไม่ว่าจะมาจากโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  เพราะด้วยเนื้อเรื่องที่ตัวเอกมาจากโลกปัจจุบันที่ผู้ดูคุ้นเคย สามารถโยงเข้ากับตัวเองได้ โดยมีการสอดไส้ ”มุข อดีต vs ปัจจุบัน” อันเป็นการแทนมุมมองของผู้ดู เข้าไปเกือบตลอดทั้งเรื่อง และยอมรับละครที่หนีจากแนวเดิมๆได้  อีกทั้งยุคประวัติศาสตร์ในเรื่อง ก็ทำให้คนดูโยงถึงยุคสมัยปัจจุบันว่าด้วย globalization และ geopolitics ที่คุ้นเคย ต่างจากละครหรือภาพยนตร์ไทยอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่น ที่มักเป็นเรื่องสงครามสู้รบ อันดูห่างตัวไป   
 
จริงๆแล้ว นักจิตวิทยาบอกว่า MAYA ไม่ได้เป็นเรื่องแค่การออกแบบเท่านั้น หากเป็น “ธรรมชาติปกติในการเรียนรู้ของมนุษย์” ทีเดียว นั่นหมายความว่า หากจะทำให้คนเรียนรู้สิ่งใหม่แล้วละก็ ต้องหาการเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่เขาคุ้นเคย มิเช่นนั้น การเรียนรู้นั้นจะยากลำบากหรือไม่สำเร็จเอาเลย
 
นั่นคือ นักจิตวิทยาจึงแนะว่า ก่อนจะเริ่มอะไรใหม่ๆในชีวิต trick คือให้ถามก่อนว่า มีอะไรที่จะใช้เป็นตัวเชื่อมโยงจากความคุ้นเคยของเดิมสู่ความแปลกใหม่ได้เสียก่อน เพื่อที่เราจะได้มี comfort zone เล็กๆ พกพาให้ความอุ่นใจไปในโลกที่ไม่คุ้นได้
 
มิเช่นนั้นแล้ว ชีวิตเราอาจจะหมุนวนอยู่กับที่ เหมือนดังละคร re-make  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความขี้เกียจเป็นการ save energy ประหยัดพลังงาน ไม่ให้สูญเปล่าโดยไม่จำเป็น 
เชื่อได้เลยว่าคนที่ขาดความสุขที่สุดในชีวิต คือคนที่ปล่อยวางเรื่องต่างๆแทบไม่ได้เลย แน่นอนเป็นอะไรที่ยากมากที่มีปัญหามากมายเข้ามาในชีวิตแล้วเราจะลืมสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ตอนนี้เราไม่ได้พูดว่าจะแก้ปัญหาแต่ละปัญหาอย่างไรให้สำเร็จ เรากำลังพูดถึง How to ที่จะมีความสุขไปกับปัญหาเหล่านี้ให้ได้