OPINION

มันเป็น ความลับ

สุรพร เกิดสว่าง
10 มิ.ย. 2562
“Everybody's got a secret Sonny!”
เพลง Darkness on the Edge of Town ของ Bruce Springsteen 
 
“ความลับ” เป็นเรื่องที่ใครๆก็ต้องมี คนเราเริ่มรู้จักเก็บความลับตั้งแต่อายุ 4 ขวบ นั่นหมายถึงว่า การรู้จักเก็บความลับเป็นพัฒนาการทางสมองอย่างหนึ่ง ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งมีความลับ และเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยรุ่นที่จะมีความลับกับพ่อแม่ เพราะความลับเป็นเสมือนพรมแดนระหว่างความเป็นส่วนตัว ส่วนคนอายุมากขึ้นอาจจะมีความลับน้อยลง เพราะมั่นใจในตนเองมากขึ้น 
 
ความลับที่ว่านี้หมายถึง”ความลับส่วนตัว” หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ ไม่เกี่ยวกับความลับในหน้าที่การงาน ซึ่งไร้อารมณ์ผูกพัน แบบ “non-personal” แต่ก็มีเหมือนกันที่ความลับในเรื่องงานกลายเป็นความลับส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องงานที่กระทบกับอารมณ์อ่อนไหว เช่น ความรู้สึกผิดในการเก็บความลับที่กำลังจะ off พนักงาน
 
จากการศึกษาของ Michael Slepian และทีม แห่ง Columbia University บอกว่า 97% ของมนุษย์ ต้องมีความลับอย่างน้อยหนึ่งอย่าง แทบจะไม่มีใครที่ไม่มีความลับ เพราะถึง ณ เวลานี้ไม่มี เดี๋ยวก็มีได้ (และที่จริงแล้ว อีก 3% อาจมีความลับว่าไม่มีความลับก็ได้)
 
ในเวลาใดเวลาหนึ่งส่วนใหญ่แล้วคนเราจะมีความลับอยู่ 13 เรื่อง โดยมีความลับแบบ 100% คือไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้เลย แม้แต่คนสนิทที่สุด อยู่ 5 เรื่อง  ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถจำแนกเรื่องของความลับได้ 38 ประเภท ซึ่งมักเป็นเรื่องราวของ ความปรารถนาในชีวิต, ความชอบส่วนตัว, ความรัก, เรื่อง sex, เรื่องเงิน ซึ่ง (เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร) รวมไปถึงเรื่องไม่ดี อย่างเช่น การโกง, การโกหก, การทรยศหักหลัง
 
นักจิตวิทยาบอกว่า การเก็บรักษาความลับมีต้นทุน ยิ่งมีความลับมาก ยิ่งแบกต้นทุนทางจิตใจไว้มาก ทำให้สุขภาพจิตไม่ดี แต่ในขณะเดียวกัน การยอมเปิดเผยความลับ ก็มีต้นทุนอีกเหมือนกัน ดังนั้น ศิลปะในการบริหารจัดการความลับของแต่ละคน จึงเป็นการ balance ระหว่าง เปิด หรือ ไม่เปิดเผย ซึ่งสามารถทำให้มีชีวิตดีหรือไม่ดี และไม่ดีขนาดพังพินาศได้
 
น่าสนใจว่า ที่จริงแล้ว ธรรมชาติคนเราไม่ค่อยอยากจะเก็บความลับเท่าไหร่นัก เพราะการอยู่กับความลับทำให้เกิดความอึดอัด เกิดความเครียด เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิต และนั่นอธิบายว่า ทำไมเราถึงอยากจะหาใครสักคนที่สามารถเล่าเปิดเผยความลับได้ ไม่อยากเก็บเงียบไว้กับตัวเอง 100%
 
อาการอึดอัดเมื่อหวนนึกถึงความลับที่ตนเก็บไว้ แต่ไม่คิดจะเปิดเผย อาจจะสะท้อนออกมาในพฤติกรรมกระวนกระวาย หาเรื่องทำโน่นนี่แทนความหมกมุ่นอึดอัด หรือที่เรียกว่า displacement เช่น คว้ามีอถือมา browse เล่นอย่างไม่มีจุดหมาย กดช่องทีวีในรีโมทไปเรื่อยๆ หรือ กินโน่นนี่ทั้งที่ไม่หิว หรือ “หาเรื่องทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำจริง”  ยิ่งมีความลับมากเรื่อง ยิ่งมีอาการ displacement มากขึ้น
 
Slepian เคยทำการทดลองให้คนกลุ่มหนึ่งลองระลึกถึงความลับที่มี โดยไม่ต้องเล่าเปิดเผย พบว่า หลังจากที่นั่งนึกชั่วครู่ ผลทดสอบด้านการใช้สติปัญญาแย่ลง การกะระยะด้วยสายตาซึ่งเป็นความสามารถด้านมิติ ก็ผิดพลาด แย่กว่าตอนไม่ได้นึกถึงความลับที่เก็บไว้
 
ความอึดอัดนั้นยิ่งมากขึ้น เมื่อเราไม่พยายามคิดถึงมัน เพราะเมื่อใดที่ยิ่งไม่คิดถึง ก็จะกลับคิดถึงมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก เหมือนกับการทดลองดังทางจิตวิทยาในปี 1987 ที่เรียกว่า “white bear effect” คือ เมื่อใดที่เราพยายามไม่นึกถึงหมีขาว สิ่งแรกที่เราจะนึก และไม่สามารถลืมได้เลยคือ หมีขาว
 
ความลับนั้นก็เช่นกัน ยิ่งพยายามทำให้ลับมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งวนเวียนอยู่ในใจมากขึ้นเท่านั้น ความลับกับ white bear effect จึงเป็นของคู่กัน
 
จากการศึกษาอีกชิ่นของ Slepian และทีมงาน ชื่อ Confiding Secrets and Well-Being ที่ลงใน Social Psychological and Personality Science พบว่า ยิ่งคนเราหมกมุ่นในความลับที่มี ยิ่งทำให้สภาพชีวิตแย่มากขึ้นเท่านั้น พอได้ปลดปล่อยเปิดเผย ความหมกมุ่นที่ว่านี้ก็จะลดน้อยลงในทันที อาการใจลอยไปถึงความลับนั้นก็น้อยลง ไม่บ่อยครั้งเหมือนแต่ก่อน ทำนองเดียวกับปล่อยความดันออกจากลูกโป่ง
 
และนั่นอธิบายว่า ทำไมสัญชาติญาณอยากเปิดเผยความลับนั้นรุนแรงขนาดว่า ถ้าไม่สามารถหาใครมาทนฟังได้ ก็อาจประกาศออกโลกโซเชียลแทน ซึ่งการเปิดเผยความลับแบบ mass นั้น ผู้โพสน่าจะคาดหมายได้อยู่แล้วว่ามีผลเสียตามมาแน่ พร้อมกับต้องอยู่กับผลเสียนั้นไปอีกนาน แต่ก็ไม่สามารถห้ามใจได้
 
และนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมเราถึงเห็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรถูกเปิดเผย ปรากฏอยู่บนโลกโซเชียลบ่อยๆ จนบางครั้ง กลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวของผู้นั้นไปก็มี ถึงแม้ว่าจะมีการโพสเรื่องดีอื่นๆ อีกมากมายก็ตาม ทั้งนี้เพราะธรรมชาติคนเรามักจำเรื่องไม่ดีได้มากกว่าเรื่องดี โดยเฉพาะถ้าออกมาจากปากเจ้าตัวเสียเอง
 
การมีความลับ จึงเป็น paradox อย่างหนึ่ง เพราะ “เราสร้างความลับขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่อยากเก็บมันไว้” จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมการมีความลับมากๆ ทำให้ชีวิตเครียด
 
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาชี้ว่า ถึงแม้ความลับทำให้ชีวิตเครียด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ถึงกับป่วย ในหนังสือ “The Psychology of Secret” โดย Anita Kelly แห่ง University of Nortre Dame ชี้ว่า ไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า มีความลับแล้วอาจทำให้ถึงกับ ป่วยทางกาย หรือ ป่วยทางจิต เหมือนอย่างที่เคยเชื่อกัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า คนที่สุขภาพจิตไม่ดีก็มักจะพกความลับร้ายๆไว้อยู่แล้ว เลยทำให้พบบ่อยว่า สุขภาพจิตเสียกับความลับเป็นของคู่กัน ทั้งที่ไม่ได้หมายความว่า ความลับเป็นสาเหตุทำให้ป่วยจริง
 
และนั่นหมายถึงว่า แม้การมีความลับจะไม่ค่อยดีต่อจิตใจ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายขนาดต้องตั้งเป้ากำจัดทิ้งออกไปเสมอ
 
การขจัดความลับออกไปด้วยการเล่าเปิดเผยให้คนฟัง อาจทำให้หายอึดอัดเพียงชั่วครู่ แต่ก็อาจต้องตามแก้ปัญหาสิ่งที่ถูกเปิดเผยก็ได้  อีกทั้งความลับเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ได้ตลอดเวลา หากไม่ใช่เรื่องนี้ ก็มีเรื่องใหม่มาแทน คนเราหนีไม่พ้นที่ชีวิตจะต้องอยู่กับความลับ   
 
วิธีบริหารจัดการกับความลับที่ดีที่สุด แต่ทำได้ไม่ง่ายนัก ก็คือ “หาคนที่รู้ใจ ที่เป็นผู้ฟังที่ดี และที่สำคัญ รักษาความลับได้ดี มาระบาย”
 
ด้วยวิธีนี้ ความลับ ก็ยังคงเป็นความลับต่อไป เพียงแต่มีคนรู้เพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คน
 


มีการศึกษาที่รายงานใน Current Direction in Psychological Science ในปี 1999 โดย Anita Kelly คนเดิม พบว่า คนที่เป็นมะเร็งที่ได้พูดคุยเล่าถึงความรู้สึกแย่ๆของการเป็นมะเร็งโดยไม่ต้องอาย หรือกลัวถูกมองว่าเป็นคนไม่สู้ มักจะมีชีวิตยืนยาวกว่าคนไข้ที่ซ่อนความรู้สึกเอาไว้ หรือ นักศึกษาที่กล้าเปิดเผยถึงความลับที่เจ็บปวด มีภูมิคุ้มกันร่างกายหลังฉีดวัคซีน hapatits B เพิ่มมากขึ้นมากกว่าคนอื่นที่ได้รับการฉีดวัคซีนเหมือนกัน หรือ คนที่กล้าเปิดเผยว่าตนเองเป็น homosexual มีสถิติป่วยน้อยกว่าคนที่ไม่กล้าเปิดเผย
 
แน่นอนว่า การเปิดเผยความลับ อาจไม่ใช่สาเหตุเดียวของเรื่องดีๆเหล่านี้ก็ได้ แต่การมีความสัมพันธ์หรือ correlation อย่างมีนัยทางสถิติระหว่างการเปิดเผยความลับกับสุขภาพที่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
 
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตของเรา คงมีคนที่ไว้ใจได้ เล่าความลับซีเรียสให้ฟังได้แบบนี้ไม่กี่คน เพราะบางคนรักษาความลับได้ดี แต่ไม่สนิทขนาดขอให้เขามาทนนั่งฟัง หรือบางคนรับฟังดี สนใจตลอด เพียงเพราะต้องการเก็บรายละเอียดเอาไปเมาท์ต่อ การระบายความอึดอัดของความลับ จึงอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมอย่างมากมายก็ได้
 
เจ้าของความลับจึงต้องชั่งใจว่าระหว่างเก็บไว้คนเดียว กับเปิดเผย อย่างไหนจะให้ผลเสียมากกว่ากัน ซึ่งในโลกความจริงย่อมไม่ง่าย เพราะจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครจะรักษาความลับได้จริง
 
นักจิตวิทยา John Caughlin แห่ง University of Illinois ผู้เชี่ยวชาญด้านความลับให้ความเห็นว่า คนทั่วไปมักคิดว่า การจะมีความสัมพันธ์ที่ดี ต้องไม่มีความลับต่อกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาบอกว่า คนเรามักมองโลกในแง่ดีเกินไป และคาดหมายการตอบสนองของผู้รับฟังผิด ไม่เป็นไปตามคาด 
 
Caughlin ให้ความเห็นในงานวิจัยของเขาว่า “คนเราไม่ควรคิดว่า การมีความลับต่อกันนั้น เป็นเรื่องที่เลวร้ายเสมอไป” เพราะความลับบางอย่างอาจเป็นเรื่องของ personal space ซึ่งก็ถูกตีความต่างกันไปในแต่ละคนอีก ดังนั้น เก็บไว้บ้างอาจดีกว่าก็ได้  
 
ทางออกที่ปลอดภัยที่นักจิตวิทยาแนะนำคือ เขียนเรื่องของความลับนั้น บรรยายถึงอารมณ์ความรู้สึกในทำนองเดียวกับที่ถ้าได้มีโอกาสคุยกับคน จากนั้นเซฟไว้อ่านเองคนเดียว หรือจะ delete ทิ้งก็ย่อมได้
 
มีการศึกษาของ Wagner และ Pennebaker ให้คนจำนวนมากเขียนระบายความลับที่มีอยู่ในใจ แค่ 10 ถึง 20 นาที โดยเป็นความลับแบบร้ายแรงที่ไม่กล้าให้ใครรู้ เช่น รู้เห็นการฆ่าเด็กทารกในสงคราม  หรือ ข่มขืนและฆ่าเชลยระหว่างสงคราม
 
ผลปรากฏว่า หลังจากเขียนระบายเสร็จ ความเครียดลดลงทันที แม้กระทั่งลายมือก็อ่านง่ายขึ้น หมายถึงจิตใจเสถียรมากขึ้น ส่วนการศึกษาอื่นในทำนองนี้ก็ให้ผลคล้ายกัน โดยผลตรวจเลือดพบว่าภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ส่วนในอีกงานศึกษาของ Pennebaker ใช้วิธีตรวจคลื่นสมอง ก็พบว่า หลังจากได้ระบายความลับร้ายๆทางการเขียนแล้ว สมองมีการสื่อสารกันระหว่างซีกซ้ายและขวามากขึ้นกว่าเดิม อันหมายถึงความรู้สึกนึกคิดดีกว่าเดิม
 
และนี่คงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับทุกคนที่มีความลับแต่อึดอัด อยากเล่าเต็มที ลงมือเขียนระบายไม่กี่นาที ก็สบายใจแล้ว
 
และที่สำคัญคือ ปลอดภัย เพราะเหมือนอย่างที่กล่าวว่า “ความลับ ยังคงเป็นความลับอยู่ จนกระทั่งมีการสัญญาว่าจะไม่บอกความลับ”
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเป็น “fandom” หรือที่คนไทยใช้คำว่า “แฟนคลับ” ก็เป็นธรรมชาติการเข้าพวกของมนุษย์อย่างหนึ่งที่ทรงพลังยิ่ง
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู