OPINION

พังอีกละ.. : เรื่องของ Repetition Compulsion

สุรพร เกิดสว่าง
17 ก.ย. 2561
หญิงสาววางโทรศัพท์ลง และถอนใจ เกือบชั่วโมงหมดไปกับการปรับทุกข์ของเพื่อนเธอ
 
หญิงสาวไม่ได้รู้สึกยากลำบากอะไรในเป็นผู้ฟังที่ดี ถึงแม้เนื้อหาการสนทนาจะอ่อนไหว แต่มันเป็นการพูดคุยที่ง่าย เพราะเธอเพียงแต่เอาประโยคที่เธอเคยใช้ในครั้งที่แล้วมาพูดซ้ำ ราวกับคลิปที่ถูก replay เธอรู้ด้วยซ้ำว่าจบประโยคหนึ่งแล้วเพื่อนเธอจะพูดประโยคอะไรต่อไป 
 
เพราะนี่เป็นครั้งที่สี่แล้ว ที่เพื่อนสาวของเธอเลิกกับแฟน และหญิงสาวก็ไม่ประหลาดใจ
 
ทุกเคสดูเหมือนกันหมด เพื่อนสาวเธอเลือกคบกับคนที่มีบุคลิกและเงื่อนไขที่ไม่น่าเข้ากันได้เสมอ จบจากการเลิกรากับคนหนึ่ง คนใหม่ที่เข้ามาดูเหมือนเป็นเพียงคนเดิมในร่างใหม่เท่านั้น ซึ่งเธอไม่เคยคอมเมนท์ใดๆกับเพื่อน เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว
 
แต่ว่าเมื่อสักครู่ เธอหลุดปากไปเสียแล้ว และรู้สึกผิดนิดๆกับประโยคเดียวที่ไม่ได้ re-use ของเดิมมาพูด นั่นคือ
 
“มันก็คงต้องจบยังงี้แหละ ก็เขาคือโคลนนิ่งของแฟนก่อนๆของเธอนี่นา..”  


 
ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล หากเราจะหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่พยายามหนีมา และรู้อีกด้วยว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหน เพราะเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น 
 
แต่ทว่า มีหลายคนตั้งใจกลับคืนสู่สิ่งเลวร้ายนั้น และรู้เสียด้วยว่าจะเจอกับอะไร
 
เราพบเห็นคนที่กลับคืนสู่วงจรเดิมๆ เช่น ไปมีแฟนคนใหม่ ที่มีบุคลิกนิสัยไม่ต่างจากแฟนคนเดิมที่พึ่งแยกทางกันมา เราเห็นคนทีหลุดพ้นจากงานที่ตนเองเกลียด เพียงเพื่อจะไปที่ใหม่ ที่แทบไม่มีสภาพต่างจากเดิม เราเห็นคนที่ลงทุนแล้วล้มเหลว แต่พอกู้สถานการณ์มากลับยืนได้อีกครั้ง ก็เริ่มทำพลาดแบบเดิมอีก
 
Sigmund Freud นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 20 เรียกพฤติกรรมที่กลับไปสู่สิ่งเดิมๆ ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีนี้ว่า “repetition compulsion”
 
ถึงแม้ว่า ในปัจจุบันความคิดหลายอย่างที่มาจาก Freud ได้ถูกโต้แย้ง แต่โดยหลักๆ repetition compulsion ของ Freud ยังเป็นเรื่องที่พอเอามาใช้ได้อยู่
 
จริงๆแล้ว repetition compulsion ถือเป็นพฤติกรรมที่ถูกจัดว่า “มีปัญหา” ประเภทหนึ่ง แต่เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่มีอาการไปในทำนอง repetition compulsion แต่ไม่ถึงกับจัดว่าป่วยจนถึงกับต้องเข้ารับการรักษา เลยทำให้คำนี้ถูกนำไปใช้ไปในวงกว้าง ครอบคลุมความผิดพลาดที่พบเห็นได้กับคนทั่วไป 
 
repetition compulsion นั้นมาจาก “ความพยายามเขียนประวัติศาสตร์ส่วนตัวใหม่” หรือ “rewrite personal history” เช่น  เมื่อคนเราเกิดความฝังใจในความล้มเหลวในอดีต อาจเกิดความพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าครั้งนี้ทำได้แน่ โดย “การพิสูจน์” นี้ทำไปโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อตอนเด็กพ่อแม่ไม่ได้เอาใจใส่ ตอนโตก็อาจพยายามพิสูจน์กับแฟนว่าตัวเองยังมีค่าอยู่ และวิธีที่จะพิสูจน์ได้ชัด ก็ต้องอาศัยแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่เหมือนกัน และนั่นทำให้คนที่มีความต้องการเช่นนี้ มองหาคนที่ไม่ได้ทำให้ตนมีความสุขนักมาเป็นแฟนตลอดเวลา
 
Freud มองว่า ต้นเหตุของ repetition compulsion มาจากพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกไม่ดี แต่ในคำหมายอย่างกว้างของ repetition compulsion นั้น ไม่จำเป็นต้องย้อนอดีตไปไกลถึงพ่อแม่ก็ได้ เช่น ความล้มเหลวอาจมาจากชีวิตคู่ในอดีต ที่ทำให้เกิดคำถามในใจตลอดมาว่า “ตัวเรายังมีค่าอยู่หรือไม่” และพยายามหาทางพิสูจน์ว่า “ไม่ใช่” โดยเลือกเฉพาะแต่เคสที่ท้าทาย“เพื่อพิสูจน์ตัวเอง”เท่านั้น เช่น เลือกคนที่เหมือนกับแฟนคนเดิม หรือ คนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ มาเป็นแฟน โดยทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างไม่รู้ตัว    
 
คนมีอาการทำนอง repetition compulsion ต้องการแก้ตัวใหม่กับความผิดพลาดเดิมถึงจะสบายใจ ซึ่งที่จริง ”ความผิดพลาด” ที่ว่านั้น อาจไม่ใช่มาจากตัวเราก็ได้  แต่เป็นเรื่องที่ยังไงก็แก้ไขอะไรไขไม่ได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจและความรับผิดชอบของเราที่จะเอื้อมถึง
 
เช่น ถ้าหากแฟนเก่าเป็นคนอารมณ์ร้าย ระแวงจัด เห็นแก่ตัว หรือสารพัดข้อเสียแรงๆทั้งหลาย ต่อให้เราทำตัวดีให้แฟนพอใจแค่ไหน ก็อาจไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแฟนไปในทางดีขึ้นได้ เพราะมันเป็นบุคลิกภาพที่ฝังแนบแน่นอยู่ในตัวคนนั้นไปเสียแล้ว ดังนั้น จะไปหาเคสคล้ายเดิมเพื่อ “แก้ตัว” ยังไงก็ไม่มีทางสำเร็จ
 
อีกสาเหตุของอาการคล้าย repetition complusion ที่นักจิตวิทยาปัจจุบันมองคือ มาจากความพยายามกลับไปสู่สิ่งที่คุ้นเคย อันถือเป็น comfort zone ทีทำให้เราสบายใจ ถึงแม้ว่าจะเป็น ”ความสบายใจ” ที่ต่อไปในที่สุดจะไม่ได้ทำให้สบายใจเลยก็ตามที
 
ทั้งนี้เพราะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะให้ความสำคัญกับความคุ้นเคย คนเราไม่ค่อยชอบของใหม่ 100% แต่จะรับได้ง่ายกว่าหากเป็นของใหม่ที่มีของเก่าคุ้นเคยปนมา เช่น เราชอบดูภาพยนตร์ที่มีพล็อตเรื่องเดิมๆ ยิ่ง re-make ยิ่งชอบ หรือ ฟังเพลงที่มีทำนองพอทายล่วงหน้าได้ 
 
ความรู้สึกคุ้นเคย คือ ความรู้สึกแน่นอนในระดับหนึ่ง และ ความรู้สึกแน่นอน โยงถึง ความรู้สึกปลอดภัย อันเป็นความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์  และนั่นทำให้มนุษย์มองหาความคุ้นเคยอยู่ตลอดเวลา 
 
และความต้องการในความคุ้นเคยนี้เอง ที่มีพลังมากพอที่ทำให้บางคนยอมกลับไปสู่สภาพที่ไม่พึงปรารถนาได้  การมองล่วงหน้าเห็นว่าจะเกิดอะไรต่อไป ทำให้เกิดความสบายใจว่า ชีวิตดำเนินไปบนความแน่นอนระดับหนึ่ง ทั้งๆที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความสุข แต่อย่างน้อย มันก็เป็น “ความทุกข์บนความแน่นอน” หรือเป็นความทุกข์ที่รู้จักคุ้นเคยดี 
 
ในทางตรงข้าม การเผชิญกับสิ่งใหม่ๆเป็นเรื่องบนความไม่แน่นอน ยังไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี หรืออาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้ สำหรับบางคนในบางสถานการณ์แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าชีวิตแย่ๆที่คุ้นเคยเป็นไหนๆ
 
เหมือนอย่างที่พูดกันว่า “Better the devil you know than the devil you don’t” หรือ “สิ่งเลวร้ายที่รู้จัก ดีกว่า สิ่งเลวร้ายที่ยังไม่รู้”
 
การตัดสินใจทำนอง repetition compulstion เช่นนี้ มักเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แทบจะไม่มีการวิเคราะห์ ไม่มีกระบวนการชั่งใจข้อดีข้อเสียอะไรมากมาย เพราะความคุ้นเคยกับสถานการณ์เป็น “พลังดูด” ให้เราเกิดความสนใจและวิ่งเข้าหาอย่าง automatic 
 
เราอาจหาเหตุผลมากมายมาพยายามบอกตัวเองว่า โลกนี้ไม่มีอะไร perfect และในสภาพที่พบอยู่ตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว และเหมาะที่จะลองอีกครั้ง อีกทั้งในครั้งนี้ เราอาจมีพลัง มีความรู้พอ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ เพราะอย่างน้อยก็ได้เรียนรู้จากความล้มเหลวมาแล้ว 
 
ผลก็คือ คนที่เป็นไปตาม repetition compulsion มักจะเชื่อกับตัวเองว่า “This time is diferrent.” หรือ ยกนี้ไม่เหมือนเดิมแน่
 
คนใน repetition compulsion จึงพยายามอย่างแข็งขันในตอนต้นๆ พร้อมกับการมองโลกในแง่ดีเป็นพิเศษ นักจิตวิทยาบอกว่า การเริ่มเคสใหม่กับปัญหาแบบเดิมจะทำให้มีความสุขในช่วงแรก เพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่า “น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้” เกิดความตื่นเต้น ไม่เบื่อหน่าย มีพลัง
 
แต่แล้วในเวลาไม่นาน เมื่อเจอกับเรื่องร้ายๆอย่างเดิม พลังสู้กลายสภาพเป็นการถอดใจยอมแพ้ พร้อมกับเหตุผลสนับสนุนตามมาหลายข้อว่า ทำไมครั้งนี้ก็ยังไม่สำเร็จ ซึ่งพวกเขาก็มักจะมองว่า เป็นเพราะมีประเด็นที่ไม่ล่วงรู้มาก่อนที่ทำให้คาดหมายผิดไป
 
แต่ว่า คนอื่นที่เฝ้าดูอยู่กลับสามารถมองเห็นประเด็นเหล่านี้ได้ไม่ยาก และคาดล่วงหน้าได้ด้วยว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ เจ้าตัวกลับมองไม่เห็นเลย
 
และเนื่องจากยังมีความกังขาอยู่ว่า “ที่ผ่านมายังพิสูจน์ได้ไม่ชัด”  คนที่เป็น repetition compulsion จึงมองหา case ใหม่ที่จะเคลียร์ตัวเองให้ได้  ผลคือ กลับไปสู่วงจรเดิม วนไปเรื่อยๆ เป็น loop 
 
ผลคือ ชีวิตนี้หมดเวลาไปกับการพิสูจน์ตนเองในเรื่องที่ไม่น่าจะสำเร็จ  และในเรื่องที่ไม่มีคุณค่าควรแก่การพิสูจน์ใดๆ
 
วิธีแก้ที่คือ ทำให้คนที่มีอาการ repetition compulsion เข้าใจในกลไกลของมัน และเกิดความตระหนักหรือ aware ว่าเพราะอะไร เราถึงวนกลับไปเจอเรื่องแย่ๆอย่างเดิมได้ และนั่นจะทำให้เราไม่หลงกลับไปอีก
 
อีกทางหนึ่งคือ ให้ฟังคนรอบข้างที่รู้จักเราดีและมีความหวังดี เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะมองตัวเองไม่ออกในเรื่องแบบนี้ การได้ข้อคิดจากคนที่เชื่อถือได้มาไตร่ตรอง ก็อาจทำให้เรามีความระวังมากขึ้นและเข้าใจในตัวเองมากขึ้น  
 
หรืออย่างน้อยๆ จะมีแฟนใหม่ ได้งานใหม่ ลงทุนใหม่ ก็ลองเช็คกับตัวเองก่อนว่า ที่กำลังจะทำนี้ เป็นเพราะ repetition compulsion หรือไม่?  เราต้องการพิสูจน์อะไรหรือไม่? หรือ เป็นเพียงเพราะว่ารู้สึกคุ้นเคย ให้ความรู้สึกเดิมแบบกลับสู่ comfort zone ?
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ดังมากๆ ของโกย่าคือภาพ Third of May ที่วาดเกี่ยวกับเหตุการณ์ Dos de Mayo
เหตุผลที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล และเหตุผลของคนๆหนึ่ง ก็ใช้กับคนอีกหลายๆ คนไม่ได้เสมอไป