OPINION

เลขลิขิต - อิทธิพลของ จำนวนนับ หรือ counting numbers

สุรพร เกิดสว่าง
2 ก.ย. 2562
นักค้าเงินรู้ดีว่า ค่าเงินหยวนของจีนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐมีความสำคัญเพียงใด เพราะเป็นหนึ่งในชนวนความขัดแย้งที่สหรัฐกล่าวหาเรื่อยมาว่า จีนตั้งทำให้เงินหยวนอ่อน เพื่อจะได้ขายของสหรัฐได้ถูกๆ และ “จุดอันตราย” หรือที่นักการเงินเรียกว่า “line in the sand” ที่จะทำให้การเมืองระหว่างประเทศเดือดก็เมื่อ ค่าเงินหยวนตกลงมากกว่า 7.0 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์
 
จีนรู้ดี และพยายามไม่ให้ค่าเงินหยวนตกลงถึง 7 มานานแล้ว โดยพยายามเลี้ยงให้อยู่ที่ 6.8+ หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อเงินหยวนเริ่มแตะถึง 6.9+ ต่อ 1 ดอลลาร์ ตลาดเงินเริ่มวิตกถึงปฏิกริยาอเมริกาขึ้นมาทันที จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เงินหยวนแตะ 7.03788 ต่อ 1 ดอลลาร์ ผ่าน line in the sand มาจนได้ และถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตลาดเงินอุทานว่า “เอาละสิ..”
 
ว่าแต่ว่า.. ทำไมต้องเป็นตัวเลข 7 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์? ทำไมค่าเงินที่เลข 7.0 นี้ สำคัญว่า 6.88450, 6.9021, 6.93934 ทั้งที่ต่างกันแค่นิดเดียว? ทำไมตลาดการเงินต้องรอลุ้นกับเลข 7 ?  ค่าเงินที่เลข 7 นี้ มีนัยในเชิงเศรษฐศาสตร์หรือไม่?
 
คำตอบคือ : จริงๆแล้ว ค่าเงินที่เลข 7 นี้มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง เพียงเพราะมันคือ “เลขจำนวนนับ” หรือ “counting number” ที่มนุษย์คุ้นเคยเท่านั้นเอง ไม่มีเหตุผลอื่นเลย เมือทุกคนคิดถึงเลขแต่ 7 มันก็มีความสำคัญขึ้นมาทันใด
                 
ในชีวิตประจำวันของคนเราดำเนินไปโดยขึ้นอยู่กับ counting number หรือ จำนวนนับ เช่น 1,2,3 หรือ โดยเฉพาะที่มี “number pattern” หรือ มี pattern ในการนับ เช่น ที่นับทีละ 5 หรือ 10 เช่น 10, 15, 20, 25,.. เราใช้จำนวนนับที่มี pattern ในแทบทุกเรื่อง แม้กระทั่งในเรื่องที่ไม่ใช่จำนวนนับ ก็ถูกปัดให้กลายเป็นจำนวนนับเพื่อให้ จำง่าย สื่อสารง่าย
 
จนจำนวนนับ กลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ และประวัติศาสตร์
 
เรานัดหมายเวลาเป็นจำนวนนับ 9 โมง หรือ 9 โมง 15 นาที  เราตั้งใจซ้อมวิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตรภายใน 2 เดือน เราจะต้องส่งงานก่อนเที่ยงวัน วันอังคาร หรือ ฝันอยากจะมีแฟนก่อนอายุ 40 หรือ ไป midnight sales ลดราคา 15-50% ฯลฯ
 
เราไม่นิยมบอกว่า เรานัด 9 โมง 12 นาที หรือ ซ้อมวิ่ง 9.62 กิโลเมตร ภายใน 32 วัน หรือ อยากมีแฟนก่อนอายุ 37.5 หรือ สินค้าลดราคา 12.72 %
 
มนุษย์มีความเอนเอียงหรือ bias ในเรื่องของจำนวนนับอยู่แล้ว จากการศึกษาของ Nanyang University ที่ Singapore โดย Wadha และทีมงาน ที่ลงใน Journal of Consumer Research สรุปว่า คนเรามีพฤติกรรมตอบสนอง “ตัวเลขกลม” หรือจำนวนนับที่ลงท้ายด้วยศูนย์อย่างชัดเจน ต่างจาการตอบสนอง ตัวเลข “real number” หรือตัวเลขที่มีจุดทศนิยม
 
ทีมงานวิจัยพบว่า ในสินค้าที่เกี่ยวกับการพักผ่อนหรือความหรูหรา อย่างเช่น ไวน์ นั้น ผู้บริโภคมักซื้อไวน์ที่ติดราคา 40 ดอลลาร์ มากกว่าที่ติดราคา 39.72 ดอลลาร์ หรือ 40.28 ดอลลาร์ แต่พอเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ อย่างเช่น เครื่องคิดเลข ผู้บริโภคมักซื้อเครื่องคิดเลขที่ติดราคาไว้เป็นจุดทศนิยมมากกว่าที่ติราคาแบบตัวเลขกลม เช่น 4.25 ดอลลาร์ หรือ 3.75 ดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 4 ดอลลาร์
 
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือสินค้าอย่างกล้องถ่ายรูป ที่เป็นได้ทั้ง “ของเล่น” และ “ของใช้งาน” คนที่มองกล้องถ่ายรูปว่าเป็นของเล่น คือเอามาใช้เพื่อความสนุกสนาน จะซื้อกล้องที่ราคาเป็นตัวเลขกลมมากกว่า ส่วนคนที่มองกล้องถ่ายรูปเป็นเครื่องมือถ่ายภาพอย่างจริงจัง จะให้ความสนใจซื้อกล้องที่ติดป้ายเป็นตัวเลขทศนิยมหรือ real number มากกว่าตัวเลขกลม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
 
Wadha และทีมงานวิจัย อธิบายว่า เมื่อนักช้อปเห็นราคาเลขตัวกลม เช่น 100 ดอลลาร์ จะใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจมากกว่าเหตุผลวิเคราะห์ ส่วนราคาที่เป็น real number มีทศนิยม ทำให้นักช้อปต้องใช้การวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลในการตัดสินใจ นอกจากนั้น ราคาเลขตัวกลม ในสายตาของผู้บริโภคคือของที่มีคุณภาพสูง ส่วนราคา real number คือของลดราคา ทั้งหมดนี้หมายความว่า มนุษย์ติดกับการใช้จำนวนนับมากกว่า
 
แต่นั่นคือราคาที่ถูกตั้งมา ถ้าให้ผู้บริโภคตั้งราคาเองจะเป็นอย่างไร?


 
มีงานศึกษาของ Cornell University และ Scripps College โดย Lynn และทีมงาน ที่ให้ ผู้ซื้อ download เกม “The World of Goo” และตั้งราคาเอง พบว่า ใน 104 ประเทศ ของจำนวนคน 65,500 คนนั้น  มีผู้ซื้อถึง 57% ที่ตั้งราคาเป็นเลขตัวกลมลงท้ายด้วยศูนย์ อีก 4% ลงท้ายด้วย 0.5 ส่วนที่เหลือเป็นเลขจำนวนนับ เช่น 12 ดอลลาร์
 
งานนี้พิสูจน์ว่ามนุษย์ติดตัวเลขจำนวนนับอย่างแท้จริง เพราะการซื้อ online ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอนหรือเศษเงิน แต่ก็ยังยึดติดกับจำนวนนับ โดยเฉพาะตัวเลขกลมอยู่ 
 
ความติดอยู่กับจำนวนนับของมนุษย์ โดยเฉพาะที่ลงท้ายด้วยศูนย์หรือ “ตัวกลม” เป็นเรื่องที่ฝังลึก ในงานศึกษาจากสลิปใบเสร็จในร้านอาหารต่างๆ 9,000 ใบ ที่เมืองหนึ่งในรัฐ New York พบว่า ในการเขียนจำนวนทิปลงไปในสลิปเครดิตการ์ด ลูกค้าอุตส่าห์ยอมใช้เวลาคำนวนค่าทิป เพื่อให้รวมกับค่าอาหาร ออกมาเป็นเลขตัวกลม สำหรับจำนวนทั้งหมดที่ต้องเซ็นการ์ดจ่าย 
 
แต่ทว่า การนับเลขจำนวนนับ เป็นการนับเลขที่ไม่ต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า “discrete” เพราะระหว่างจำนวนนับ 1,2,3 ยังมีตัวเลขอีกมากมายมหาศาลถึง infinity ที่แทรกอยู่ระหว่างนั้น ตัวเลขเหล่านั้นมีทั้งที่ตามด้วยจุดทศนิยมทั้งจบและทศนิยมไม่รู้จบ ที่เรียกว่า “real number” และในชีวิตประจำวัน เรามักมองข้าม real number เหล่านั้นไป ทั้งที่มัน “real” ตามชื่อ
 
ประเด็นมีอยู่ว่า ชีวิตจริงที่ดำเนินไปนั้น ไม่ได้อยู่บนตัวเลขจำนวนนับ ไม่ได้เป็นโลกแห่งความ discrete หาก ทุกอย่าง flow ผ่านกาลเวลาอย่างต่อเนื่องเหมือนกระแสน้ำไหลที่ไม่ขาดตอน ชีวิตจริงเป็นโลกของความต่อเนื่องหรือ continuum ที่หารอยต่อไม่ได้ 
 
ความขัดแย้งของการมองโลกและธรรมชาติจริงที่เป็นไปนี้ ทำให้เราอาจหลงอยู่บนภาพลวงตา อยู่กับรูปแบบ ของโลกในจินตนาการแบบ discrete ของจำนวนนับ
 
เราให้ความสำคัญกับตัวเลขจำนวนนับอย่างมากมายราวกับว่ามันมีความหมายพิเศษ ทั้งที่ตัวมันเองนั้น ไม่ได้มีความหมายแตกต่างไปจากตัวเลขอื่นที่อยู่ข้างเคียงเลย เพียงแต่ถูกอุปโหลกโดยมนุษย์ให้เกิดความสำคัญกว่าตัวเลขตัวอื่นเท่านั้น
 
ผลก็คือ ทำให้เกิดเหตุการณ์มากมายที่เป็น “counting number event” หรือ “เหตุการณ์จำนวนนับ” อันเป็นเหตุการณ์เทียมที่เกิดขึ้นจากการมองโลกด้วยตัวเลขจำนวนนับ โดยเฉพาะจำนวนนับที่มี pattern ในการนับเลขที่ละช่วงเท่าๆกัน  
 
เช่น คนที่ใช้รถไฟฟ้ามักคุ้นว่า ถ้าไม่นับชั่วโมงเร่งด่วน ช่วงที่รถไฟฟ้าแน่น มักเป็นช่วงเวลาตอนต้นของชั่วโมงใหม่ โดยรถไฟฟ้าจะแน่นเป็นพิเศษตอนคล้อยหลัง สองทุ่ม สามทุ่ม หรือสี่ทุ่ม เพราะคนออกเดินทางกลับบ้านตามเวลาของจำนวนนับที่มี pattern การนับช่วงห่างกัน 1 ชั่วโมงตามหน้าปัดนาฬิกา
 
เช่นเดียวกับพฤติกรรมการนัดเวลา เราไม่ค่อยเจอใครนัดเวลาประชุม 9.48 น ผลคือ ห้องประชุมว่างตอน 9.48 น แต่ก็ไม่มีใครใช้ เพราะยังไม่ถึงเวลาของจำนวนนับซึ่งคือ 10.00 น ซึ่งห่างออกไปเพียง 12 นาที และพอถึงเวลานั้น ก็แย่งห้องประชุมกัน    
 
เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องวิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตรภายใน 2 เดือน แต่พอระยะทางที่ทำได้ไม่ตรงกับ 10 กิโลเมตร เราจะมีความรู้สึกว่ายังทำไม่สำเร็จถ้าต่ำกว่า เช่น 9.14 กม. หรือดีใจ ถ้าทำระยะทางได้ 10.66 กม
 
ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว gap น้อยนิดเช่นนี้ย่อมไม่ได้มีความหมายในเชิงปฏิบัติ และตัวเลข 10 กิโลเมตร ที่จริงก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า 9.14 กม หรือ 10.66  กม เพราะไม่ได้หมายความว่า ร่างกายวิ่งได้ 9.14 กิโลจะอ่อนแอกว่าวิ่งได้ 10 กิโล หรือวิ่งได้ 10.66 กิโลจะแข็งแรงกว่า 10 กิโล
 
หรือในเรื่องของอายุ เรามักตั้ง milestone เป็นจำนวนนับที่ละ 10 ปี การวางแผนต่างๆในชีวิตมักเทียบกับช่วงอายุ 20, 30, 40..เช่น อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองก่อนอายุ 30  มีแฟนเป็นตัวเป็นตนก่อนอายุ 40 ทั้งที่ในเรื่องของ “ความแก่” หรือ aging เป็นความต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องรอปัก milestone ที่ละ 10 ปี แต่จะเป็นปีไหนก็ได้ ที่คิดว่าเหมาะสมเหมาะกับสถานการณ์ และความมุ่งมั่นของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
 
ตรงกันข้าม การปักหมุด milstone ชีวิตอาจกลับชวนให้เราผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมลงมือทำเสียที เพราะ milestone ของอายุที่กำหนดไว้ยังห่างไกล รู้สึกยังมีเวลาเสมอ ทั้งๆที่จะลงมือทำเดี๋ยวนี้ก็ได้ ไม่มีใครห้าม 
 
แต่ถ้าเรามอง timescale ของชีวิตแบบต่อเนื่องไม่มีรอยต่อ ก็อาจเป็นการจูงใจให้เริ่มลงมือทันทีและ progress ไปได้เรื่อยๆอย่างธรรมชาติ ไม่สะดุดเว้นจังหวะ ไม่ต้องรอคอย เพราะใน mindset นี้ ทุกวันเวลามีความสำคัญเท่ากันหมด  
 
นอกจากนั้น ในกรอบของการมองโลกแบบ discrete จากจำนวนนับ ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะมองแบบ binary คือ ไม่สำเร็จก็ล้มเหลว เป็นโลกแบบขาวกับดำ แทนที่จะมองแบบ progressive หรือ ความก้าวหน้าที่มาจากความพยายามที่ต่อเนื่อง
 
เราอาจผิดหวัง ทั้งที่ความก้าวหน้ากำลังดำเนินไปเรื่อยๆ เพียงเพราะวิ่งได้แค่ 9.14 กม ไม่ใช่ 10 กม หรือ นัดประชุมครึ่งชั่วโมงตอนบ่าย 3 โมง แล้วบางคนไม่ว่าง ก็เลยไม่ประชุมไปเลย ทั้งที่ถ้าเปลี่ยนเป็น ประชุม 20 นาที++ และเริ่ม 3 โมง 15++ นาที ก็อาจมีคนมาทัน
 
ความ discrete ทำให้กิจกรรมต่างๆที่ดำเนินไปในชีวิต ไม่การกระจายตามเวลา หากจะกระจุกตัวเป็นหย่อมๆตาม timeline และเมื่อหลายเรื่องต้องมาประดังกันพร้อมๆกัน อาจทำให้เกิด bottleneck ในช่วงเวลาของชีวิต จนทำให้ไม่สามารถทำตามที่คิดไว้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดใจ ที่หลายคนพบว่า เมื่ออายุถึง 30 หรือ 40 หรือ 50 แล้ว ยังไม่ได้ทำหลายอย่างที่เคยฝันเคยตั้งใจไว้
 
หรือไม่ถึงกับต้องเป็น scale ชีวิตก็ได้ เพียงแค่ในชีวิตแต่ละวัน การจัดตารางเวลา to-do list ตามจำนวนนับบนนาฬิกาแต่ละชั่วโมงก็อาจทำให้เกิด bottlenect เล็กๆได้แล้ว อย่างเช่นความแน่นในรถไฟฟ้าที่แปรขึ้นและลงตามหน้าปัดนาฬิกาในหนึ่งชั่วโมง การแย่งห้องประชุม ความแน่นของร้านอาหาร เรามักกะเวลาเดินทางในเมืองใหญ่ เป็น 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงครึ่ง คือ เพิ่มทีละครึ่งชั่วโมง ทำให้เผื่อเวลามากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะความไม่ flexible ที่ไปติดอยู่กับ scale ที่เพิ่มที่ละ 30 นาที     
 
บางครั้งปัญหาข้อจำกัดต่างๆบางอย่างในชีวิต อาจมาจากการให้ความสำคัญกับจำนวนนับโดยไม่จำเป็นแค่นั้นเอง 
 
ลองหันมามองโลกแบบ real number ดูบ้าง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู