OPINION

พลังของความไร้เหตุผล

สุรพร เกิดสว่าง
2 ต.ค. 2560
ในปี 1924 ภาพที่คุ้นตาของคนที่สถานีชิบูย่าในกรุงโตเกียว คือ หมาสีเหลืองพันธุ์อาคิตะเดินมาส่งเจ้านายไปทำงานที่สถานีรถไฟทุกวันในตอนเช้า  กับภาพหมาตัวนี้ที่กลับมานั่งรอเจ้านายลงจากรถไฟในตอนเย็น  เมื่ออาจารย์อูเอโนะผู้เป็นเจ้านาย ก้าวผ่านประตูสถานีออกมา หมา “ฮาชิโกะ” จะกระดิกหางรี่เข้าไปหา  จากนั้นทั้งสองจะเดินกลับบ้านไปด้วยกัน เป็นเช่นนี้ทุกวัน จนเป็นภาพที่ชินตา
 
จนกระทั่งวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 1925  ฮาชิโกะมานั่งเฝ้า รอแล้ว รอเล่า จนรถไฟเที่ยวสุดท้ายหมดไป ก็ยังไม่เห็นเจ้านายกลับมา หมาอาคิตะตัวนี้ไม่มีทางรู้เลยว่า อาจารย์อูเอโนะได้เสียชีวิตไปแล้วในวันนั้นด้วยเส้นเลือดแตกในสมองระหว่างทำการสอนที่มหาวิทยาลัย  จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกๆวัน ฮาชิโกะก็ยังคงไปนั่งรอเจ้านายกลับมาที่สถานีชิบูย่าอย่างใจจดจ่อเหมือนเดิม  และเป็นเช่นนี้เรื่อยมาตลอดเวลาอีกสิบปี จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตในเดือนมีนาคม 1935….
 
…..เดือนพฤศจิกายน .2012 : ท่ามกลางแสงสลัวของ National Museum of Nature and Science ในกรุงโตเกียว ร่างของ ฮาชิโกะถูกสตัฟฟ์ไว้ในตู้กระจกพร้อมกับหมาสำคัญตัวอื่นในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สายตาทำด้วยลูกแก้วสีดำ จ้องมองไปข้างหน้า และถ้าฮาชิโกะยังมีชีวิตอยู่ ภาพที่จ้องมองด้วยความหวังนั้น คงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากภาพอาจารย์อูเอโนะก้าวผ่านประตูสถานีรถไฟชิบูย่า
 
“ฮาชิโกะอาจจะรู้ก็ได้ว่า อะไรบางอย่างทำให้เจ้าของไม่กลับมาแล้ว และมันกำลังรอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น เธอจ้องมองฮาชิโกะเหมือนกับพยายามเดาใจ
 
“แต่เชื่อว่า มันมีความสุขที่หวังอย่างนั้น และความหวังนั้นเอง ที่ทำให้มันอยู่ได้“
 
ดูเหมือนว่า เธอรู้เรื่อง “ความหวัง” เป็นอย่างดี เพราะหลังจากทริปญี่ปุ่นนี้ เธอต้องกลับไปรับคีโม หรือเคมีบำบัดชุดใหม่ สำหรับมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายของเธอ  หลังจากที่ต้องเปลี่ยนยามาแล้วสามรอบภายในหนึ่งปีครึ่ง...
 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความสามารถในการมองโลกในแง่ดี ด้วย “ความหวัง” ว่า วันข้างหน้าจะดีกว่าวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งความหวังนั้นจะไม่อยู่บนความเป็นจริงนักก็ตาม 
 
 “ความหวัง” จึงมีความสำคัญไม่แพ้อาหาร Ajit Varki นักชีววิทยาของ University of California บอกว่า การที่มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้ชัดเจนว่า ตัวเองต้องตายสักวันหนึ่ง ทำให้เสี่ยงต่อความหมดกำลังใจที่จะใช้ชีวิตให้ดี แต่เพราะแรงขับเคลื่อนจากความหวัง ที่ทำให้ไม่ใส่ใจความตายที่กำลังรอคอยอยู่นี้เอง ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาเผ่าพันธุ์ขึ้นมาได้
 
การศึกษาของ Duke University พบว่า คนที่มองโลกในแง่ดี หรือ optimist มักเอาใจใส่จัดการชีวิตตนเองมากกว่าคนทั่วไป ออมเงินมากกว่า สนใจเรียนรู้มากกว่า ดูแลสุขภาพมากกว่า เพราะเชื่อว่าชีวิตข้างหน้ายังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย  ไม่ใช่แค่อยู่ไปเดือนต่อเดือน และคนกลุ่มนี้นี่เอง ที่เป็นแรงสำคัญขับเคลื่อนของเศรษฐกิจและสังคม
 
แต่ว่า การมองโลกในแง่ดี หลายครั้งที่ค้านกับการใช้เหตุผลตรงๆ ศิลปะในการเลือกมองโลกในแง่ดีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่แยกแยะระหว่าง คนที่ชนะกับคนที่แพ้ และศิลปะนี้ ขึ้นอยู่กับคำว่า “ความเสี่ยง”
 
การมองโลกในแง่ดี บนความเสี่ยงสูงที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน คือการหลอกตัวเอง และมักจบด้วยความล้มเหลว แต่การเป็น optimist บนความเสี่ยงที่ไม่มีอะไรจะต้องเสียมากไปกว่านี้ คือการสร้างความหวัง ให้เป็นแรงผลักดันให้ไปต่อได้
 
ถึงแม้ว่า บางครั้งจะไปต่อไม่ได้ในที่สุดก็ตาม
 
มีคำถามว่า คนไข้ที่ป่วยหนักควรจะมองวันข้างหน้าเหมือนกับที่หมอมอง หรือเหมือนที่สถิติบอก ? หากสถิติบอกว่า มีไม่กี่รายที่รอดชีวิต หรือหมอบอกว่า โอกาสที่จะรอดนั้นแทบไม่มีแต่ก็จะพยายามให้ดีที่สุด คนไข้ควรจะเชื่อในข้อมูลที่มีนัยสำคัญทางสถิติและความเห็นของผู้รู้ ?  หรือควรจะมองต่าง ?  คนไข้เลือกที่จะหวัง โดยไม่มีหลักฐานใดๆสนับสนุน หรือ ควรจะทำใจ เตรียมตัวเผชิญหน้ากับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ?
 
มีคนจำนวนไม่น้อย เชื่อว่า “การทำใจ” เป็นสิ่งที่ดีทีสุด เพราะดูเหมือนจะสอดคล้องกับหลักศาสนา และนั่นเป็นที่มาว่า ในห้องผู้ป่วยหนัก มักจะเต็มไปด้วยหนังสือและสื่อต่างๆที่เก็บ file คำสอนทางศาสนา ที่คนเยี่ยมนำมาให้ด้วยความหวังดี
 
แต่ปัญหาในทางปฏิบัติ คือ “การทำใจ” เป็น borderline ระหว่าง “การยอมรับสภาพอย่างสงบและมีสติ” กับ “การยอมแพ้ และหมดอาลัยตายอยาก” เอาเข้าจริง หลายคนไม่สามารถทำอย่างแรกได้ หรือ ถึงแม้เหมือนจะทำใจได้ แต่ก็เปลี่ยนกลับไปกลับมา ระหว่างสภาพจิตใจสองขั้วบ่อยครั้งในแต่ละวัน และนั่นทำให้อีกผู้ป่วยหลายคน พยายามหลอก หรือ fake ให้คนรอบข้างคิดว่าตนเองทำใจได้ แต่ที่จริงแล้ว ภายในเต็มไปด้วยความเศร้าและสิ้นหวัง ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้ใครเป็นห่วง รวมถึงไม่อยากทนฟัง lecture จากใครอีก ซ้ำๆซากๆ
 
ที่จริงแล้ว ผู้ป่วยหนักหลายคน สามารถรู้ได้ ตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่า เมื่อใดควรจะเลิกหวังและหันมาทำใจ โดยไม่ต้องมีคนมา lecture บอก ซึ่งนั่นจะกลายเป็นการสร้างความกดดันให้กับผู้ป่วย เพิ่มเติมลงบนสภาพจิตใจที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายให้หนักภาระขึ้นไปอีก
 
ในทางตรงข้าม ผู้ป่วยบางคนที่เลือกจะมีหวัง อาจถูก “เตือนสติ” โดยผู้หวังดีว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก และไม่ควรหลอกตัวเอง เพราะนั่นจะผิดหวังเปล่าๆ สู้รับสภาพความเป็นจริงดีกว่า
 
แต่เมื่อไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้ จำเป็นหรือที่เราจะต้องอยู่กับเหตุผลอย่างเคร่งครัด และละทิ้ง optimism ในนามของ “ความหวัง” อันเป็นคุณสมบัติหลักประการหนึ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ ?


 
และเรื่องนี้ ทำให้มาถึงเรื่องของ “Pascal’s Wager”  หรือ “การวางเดิมพัน” ของนักคณิตศาสตร์นาม Blaise Pascal (เบลส ปาสกาล 1623-1662) ที่พูดถึงเรื่องของ “ความเชื่อ” โดย Pascal กล่าวว่า ประเด็นว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่นั้น เขาไม่มีทางพิสูจน์ได้ แต่ว่าโดยตรรกะ จะมีความน่าจะเป็นหรือ probability ได้ 4 แบบ คือ:
 
1. ถ้าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แล้ว พระเจ้าก็ไม่มีจริงๆ ก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไร 
2. ถ้าไม่เชื่อ แต่พระเจ้ากลับมีจริง จะมีปัญหาแน่ เช่น อาจต้องไปลงนรก
3. ถ้าเชื่อ แล้ว พระเจ้าก็มีจริงด้วย ก็ดีไป และคนนั้นก็น่าจะได้ไปขึ้นสวรรค์
 
และ:
 
ข้อ 4. ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แต่จริงๆแล้วพระเจ้าไม่มี  ก็จะย่อมไม่เป็นปัญหา เพราะตอนตายไปก็ไม่รู้แล้ว แต่ที่สำคัญ ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เขาก็จะได้รับประโยชน์จากความสุขในความหวังของ after life ไปเรียบร้อยแล้ว
 
และด้วยข้อ 4. นี่เองทีทำให้ Pascal สรุปว่า ไม่ว่าจะมีพระเจ้าจริงหรือไม่ ก็ไม่มีอะไรจะเสียหากเชื่อว่ามีพระเจ้า
 
Pascal’s Wager ได้ถูกนำไปใช้ใน Probability Theory หรือ Decision Theory จนมาถึงปัจจุบัน และ สามารถนำมาใช้ในเรื่องจิตใจของผู้ป่วยหนักได้เช่นกัน โดยเปลี่ยนเป็นเรื่องของ “ความหวังที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน” แทน
 
หากยึดตามข้อสรุปของ Pascal การที่ผู้ป่วยมีความหวัง ก็ย่อมจะได้รับผลดี ไม่ว่าความหวังนั้นจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ก็ตาม เพราะ ผู้ป่วยจะดูแลตนเอง ให้ความร่วมมือในการรักษา และมีความสุขมากกว่า แทนที่จะถอดใจสิ้นหวัง ปล่อยตัว ไม่ดูแลตนเอง พร้อมกับนับถอยหลังรอคอยวันสุดท้ายอย่างไร้ความสุข   และถ้าปรากฏว่าความหวังนั้นไม่เป็นจริงขึ้นมา เช่น เสียชีวิต ผู้ป่วยก็ยังได้รับประโยชน์ไปแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผู้ป่วยก็อาจไม่รู้แล้วก็ได้ โดยเฉพาะถ้าวันสุดท้ายมาเยือนค่อนข้างกะทันหัน
 
นั่นคือ ให้ “ความจริง” อยู่กับแพทย์ผู้รักษา “ความเป็นไปได้” อยู่กับสถิติที่ผ่านมา ส่วน “ความหวัง” นั้นให้อยู่กับผู้ป่วย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ในห้องแสดงนั้นยังเงียบสงัด เธอสบตากับฮาชิโกะและหันมาสบตาผม เรานิ่งกันไปอยู่ครู่หนึ่ง และเกี่ยวมือกันเดินออกไปจากห้องที่มืดสลัวนั้น
 
จากวันนั้น ภรรยาของผมยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่เธอชอบ บนความหวังว่าวันข้างหน้านั้นควรจะดีขึ้น แต่แล้วในอีก11เดือนต่อมา เธอก็จากไป
 
หนังสือเล่มสุดท้ายที่วางอยู่บนเตียงของเธอในโรงพยาบาล ไม่ใช่หนังสือธรรมะ …หากแต่เป็น Lonely Planet Guidebook
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“เธอไม่สบอารมณ์อย่างมาก ไม่รู้จะเรียกว่าอาการหึงหวงหรือไม่ แต่มักจะมีเรื่องทุกครั้ง บางครั้งเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา หรือพูดถึงเรื่องในอดีตบ้าง ก็จะเสียบรรยากาศทันที”    ฝ่ายชายถอนใจ “บางครั้งก็ถูกถามว่า ทำไมไม่อยู่กับปัจจุบัน จะเลือกใครแน่?”
หลายครั้งเราอาจสะดุดใจกับปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ทั้งๆมันเป็นความบังเอิญที่ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง ท่ามกลางเหตุการณ์จำนวนมากมายในแต่ละวัน และเราไปถือเอาความบังเอิญนั้น เป็นตัวแทนของเหตุการณ์แบบนั้นทั้งหมด