ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน
การบริหารจัดการแบบกรุงศรีอยุธยาคงไม่ต่างกับบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆ ที่เสพติดความสำเร็จในอดีต เชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาด้วยกลยุทธ์แบบเดิมจะได้ผล
ทุกครั้งที่มีการรบกับพม่า กรุงศรีฯ มักใช้กลยุทธ์ที่เน้นการตั้งรับเป็นหลัก คอยให้ถึงฤดูน้ำหลาก ทัพพม่าก็จะถอยทัพกลับไป
แต่กองทัพพม่าที่มารุกรานได้เปลี่ยนตำราการรบใหม่ เน้นการรบยืดเยื้อ ให้ทำนาและตั้งทัพอยู่บนที่ดอยในช่วงหน้าน้ำ รอพ้นฤดูน้ำหลากจึงค่อยโจมตีเป็นระยะๆ
การเปลี่ยนแผนของพม่าครั้งนี้ ไม่ต่างกับกระแสเทคโนโลยีที่กำลัง Disrupt ธุรกิจในยุคนี้
เมื่อคุณไม่เปลี่ยน โลกใบนี้จะเปลี่ยนคุณ
ความอ่อนแอของกรุงศรีอยุธยา ทำให้เจ้านายเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างถอนทัพกลับสู่หัวเมือง ราษฎรในชุมชนต่างๆ ตั้งกองกำลังเป็นของตัวเองเพื่อเอาตัวรอดจากสงคราม บ้างก็ปล้นชิงกันเอง
เจ้าเมืองเล็กๆ คนหนึ่งถูกเรียกตัวมาให้ร่วมตั้งกองสกัดการเดินทัพของพม่า แต่กลับถอยทัพมาตั้งอยู่ที่วัดพิชัย ก่อนจะพากำลังพลทั้งหมดหนีทัพก่อนกรุงแตก 2 เดือน
นี่คือก้าวแรกของทัพพระยาตาก start up แห่งปลายกรุงศรีอยุธยา
1.ทิ้งกรุงศรีฯ แต่มีเป้าหมาย
ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตก 2 เดือน พระยาตากรวบรวมพรรคพวกทหารไว้ได้ประมาณ 500 คน เพื่อตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าไปยังหัวเมืองทางตะวันออก
นี่ไม่ใช่แค่การหนีตายอย่างไร้เป้าหมาย เพราะฟากตะวันออกของกรุงศรีฯ มีกองกำลังของพม่าน้อยกว่าทางอื่นๆ และการหนีไปถึงชายทะเลยังมีทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัยกว่า หากเกิดเหตุคับขันสามารถมุ่งหน้าออกทะเลหรือไปพึ่งพิงกรุงกัมพูชาที่เป็นพันธมิตรอยู่ในขณะนั้น
ขณะเดียวกัน การหนีทัพจากกรุงศรีฯ ไม่ใช่แค่การหนีตายเพื่อเอาตัวรอดอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการกลับมากอบกู้บ้านเมืองอีกครั้ง
“ตัวเราคิดจะซ่องสุมประชาราษฎรในแขวงหัวเมืองให้ได้มาก แล้วจะยกกลับไปกู้กรุงให้คงคืนเป็นราชธานีดังเก่า แล้วจัดทำนุบำรุงสมณพราหมณาประชาราษฎร ซึ่งอนาถาหาที่พำนักมิได้ให้ร่มเย็นเป็นสุขานุสุข แล้วจะยอยกพระบวรพุทธศาสนาให้โชตนาการขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นให้คนทั้งหลายยำเกรงจงมาก ซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด”
2.ตั้งกรุงธนบุรี ด้วย Less is More
ภายหลังจากกองทัพพระเจ้าตากรวบรวมกำลังพลทางตะวันออกแล้ว ต่อมาจึงได้นำกองทัพมุ่งหน้าสู่เมืองธนบุรีใช้เป็นฐานที่มั่นสำคัญและได้โจมตีไปถึงค่ายโพธิ์สามต้น ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของทัพพม่าตามยุทธศาสตร์ของพระเจ้าตาก เป็นการประกาศอิสรภาพภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังกรุงแตก
หลังจากเสร็จสิ้นการรบแล้ว จึงเสด็จมายังกรุงศรีอยุธยามีพระดำริว่าจะฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยา แต่มีพงศาวดารระบุว่า คืนนั้นพระเจ้าตากทรงสุบินว่า อดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยามาขับไล่ จึงตัดสินพระทัยลงมาสร้างกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่แทน
“เราคิดสังเวชเห็นว่าบ้านเมืองจะร้างรกเป็นป่า จะมาช่วยปฏิสังขรณ์บำรุงขึ้นให้บริบูรณ์ดีดังเก่า เมื่อเจ้าของเดิมท่านยังหวงแหนอยู่แล้ว เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีอยู่เถิด”
อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการเห็นว่า เพราะกรุงศรีอยุธยาอยู่ในทำเลที่ข้าศึกมาถึงได้สะดวก กำลังพลในขณะนั้นมีไม่มากพอ ทำให้เสียเปรียบในการป้องกันพระนคร รวมถึงกรุงศรีอยุธยาทรุดโทรมมากยากแก่การบูรณะ
ขณะเดียวกันกรุงธนบุรีแม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่มีความเหมาะสมทั้งด้านการทหารเพราะมีป้อมปราการและสภาพภูมิศาสตร์มีบึงน้ำใหญ่ ทำให้ป้องกันพระนครได้ง่าย และกรณีมิอาจป้องกันเมืองไว้ได้ ก็สามารถย้ายไปตั้งมั่นที่จันทบุรีทางเรือได้ และที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลทำให้สะดวกแก่การค้าขายและติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย
คนไทยส่วนใหญ่มักรู้จักพระเจ้าตากในฐานะบทบาทนักรบ นักปกครอง
แต่นอกจากความกล้าหาญทางการรบและความเป็นผู้นำแล้ว
ยังมีเคล็ดลับความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ คือ การตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด
ในห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้
การเลือก “หนี” เลือก“ทิ้ง” อย่างเฉียบคมและมีกลยุทธ์
ทำให้เจ้าเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
จากไพร่พลไม่กี่ร้อยคน กลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลับมาต่อสู้และกอบกู้อิสรภาพได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และก่อตั้งเป็นราชธานีแห่งใหม่ได้อย่างสำเร็จ
การตัดสินใจ “ทิ้ง”ที่ทำให้สามัญชนกลายเป็นมหาราช






