10 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น หลังจากแต่งตัวเสร็จสรรพฉันก็รอให้ไอ้จงมารับไปทำงาน แต่สายป่านนี้แล้วไอ้จงก็ยังไม่โผล่หัวมาสักที จึงนั่งดูทีวีอยู่ในห้องไปพลางๆ
ขณะนั่งดูทีวีอยู่เพลินๆ จู่ๆ ก็มีผู้ชายวัยรุ่นอายุประมาณ 20 กว่าปี หน้าตาหล่อเหลาแนวตี๋ฮ่องกง วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องพร้อมกับล็อกประตูห้องทันที จากนั้นก็มาทรุดตัวนั่งคู่กับฉันบนเตียง แล้วฉันก็ต้องตกใจหนัก เมื่อเห็นสภาพไอ้ตี๋ใช้มือข้างหนึ่งกุมมีดสปาต้าที่ถูกเสียบคาอยู่บริเวณสีข้างเอว ดูแล้วไม่ลึกเท่าไร ความตกใจทำให้ฉันรีบกระเด้งตัวลุกออกจากเตียงอย่างไวแล้วไปยืนปลายเตียง ขณะที่ฉันเตรียมตัวจะแหกปากร้องให้คนช่วยพร้อมกับจะเดินไปเปิดประตูห้อง เขารีบใช้นิ้วทำท่าจุ๊ๆ ที่ปาก ไม่ให้ฉันแหกปากร้อง แล้วเอื้อมมือมาคว้าแขนฉันดึงไปนั่งคู่กับเขาบนเตียง
ตอนนั้นฉันตกใจมากทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ แต่รู้ด้วยสัญชาตญาณว่าไอ้หมอนี่ต้องถูกพวกนักเลงวิ่งไล่แทงแล้วหนีมาหลบในโรงแรมนี้ เขาพูดภาษากวางตุ้งกับฉันหลายประโยค แต่ฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจ รู้อยู่ประโยคเดียวคือ
“โจ่กงล้าาา…โจ่กง…โจ่กง!” ทำงานเลย...ทำงาน...ทำงาน
เขาขอร้องเชิงบังคับให้ฉันทำงานกับเขาในสภาพแบบนั้น เดี๋ยวนั้น แต่ฉันส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมทำตาม แต่เขาก็ยังพูดย้ำซ้ำๆ ว่า “โม๋หมั่นไถล้าาา...โม๋หมั่นไถ” ไม่เป็นไรน่า ทำงานได้เลย
จากนั้นเขาก็เตรียมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออก แล้วค่อยๆ ถอดกางเกงยีนส์โดยแค่เลื่อนลงมาคาบริเวณต้นขาบน ทั้งที่มืออีกข้างยังคงกุมมีดอยู่ และดูท่าว่าเขาไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร? ในที่สุดฉันก็ต้องทำงานตามที่เขาขอร้อง (เล่ากันแบบตรงๆ เลยละกัน) คือขณะที่ฉันกำลังทำงานให้เขาไปเรื่อยๆ จนเขาใกล้จะถึงฝั่ง ฉันเห็นเขาค่อยๆ ชักมีดออกจากรอยถูกแทงอย่างน่าหวาดเสียว ทันใดนั้นทั้งเลือดและไขมันก็ค่อยๆ ปริออกจากบาดแผลเป็นลิ่มๆ
ภาพนั้นยังคงติดตาติดใจฉันมาถึงทุกวันนี้ อาจเป็นไปได้ว่าเขาต้องการดึงอารมณ์ใคร่มาช่วยบรรเทาความเจ็บปวด เพื่อจะได้ชักมีดออกเองโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล เพราะไม่งั้นอาจโดนตามเก็บถึงโรงพยาบาลก็เป็นได้ (นี่ฉันดูหนังฮ่องกงมากไปหรือเปล่า)
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจได้ไม่กี่นาที เสียงไอ้จงก็ตะโกนเรียกชื่อฉันอย่างดัง ซึ่งมันก็รู้ว่าฉันกำลังทำงาน จึงพูดภาษาไทยเร่งรัดให้ฉันทำงานไวๆ “ทำงานไวๆ ล้าาาาา”
วันนั้นไอ้ตี๋ผู้เคราะห์ร้ายจ่ายเงินค่าตัวให้ฉัน 200 เหรียญ พร้อมกับแสดงความขอบคุณฉันอย่างมากมาย เขาพูดทิ้งท้ายกับฉันว่า โอกาสหน้าจะแวะมาหาอีก แล้วเขาก็จากไปและไม่เคยแวะกลับมาอีกเลย อาชีพอย่างฉันมันก็เป็นแบบนี้แหละ มักเจอเหตุการณ์แปลกๆ เสมอ และเป็นเหตุการณ์ที่คนทำงานดีๆ จะไม่มีวันได้เจอ แต่ฉันว่ามันก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดีนะที่ได้เห็นโลกอีกมุมหนึ่งที่ใครหลายคนไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัสกันง่ายๆ
ฉันเดินออกจากห้องพร้อมกับยื่นเงินค่าตัวให้ไอ้จงแล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มันฟัง ไอ้จงฟังแล้วพูดอยู่ประโยคเดียวว่า “อั๊ยหยาาาา อั๊ยหยาาาา”
วันนั้นไอ้จงพาฉันไปกินข้าวที่ร้านข้าวมันไก่ย่านเกาลูน เป็นร้านที่ฉันเคยขอร้องให้มันพาไปกินบ่อยๆ. แต่มันไม่ค่อยอยากพาไป เพราะมีลูกค้ายืนเข้าแถวรอคิวยาวเหยียดเป็นชั่วโมงรอนานยิ่งกว่าร้านข้าวมันไก่ก่วงเฮง ย่านประตูน้ำ ถือเป็นการเสียเวลาหาเงินของไอ้จงอย่างมาก แต่ที่มันยอมพามาวันนี้เพราะมันอยากเอาใจที่ฉันช่วยมันเรื่องอมเงินเถ้าแก่เมื่อคืนนี้
ขณะที่กำลังนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆ ฉันสังเกตพฤติกรรมของไอ้จง ดูวอกแวกไม่ค่อยเป็นสุข เดี๋ยวหันซ้ายแลขวาเหมือนคอยระวังตัวตลอด ก็ไม่รู้ว่ามันระแวงตำรวจหรือระแวงใครกันแน่ เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
“ลื้อดูใครวะอาจง?”
“ก็ดูตำรวจสิ…ลื้อรีบๆ กินเร็วๆ ล้าาา…จะได้ไปทำงานไวๆ
“มึงเร่งกูอีกแล้วนะ”
“แล้วลื้ออยากโดนตำรวจจับเหรอ?”
“ถึงไม่มีตำรวจมึงก็เร่งกูทุกที”
“กินๆๆ ล้าาาาา ไม่พูดมากๆ ล้าาาา”
พูดวนไปวนมาฉันกับไอ้จงก็กัดอีก เป็นแบบนี้ตลอดคุยดีกันได้ไม่ถึงชั่วโมง พอเห็นสีหน้ากวนส้นตีนของไอ้จงทีไรมันทำให้ฉันของขึ้นทุกที หลังจากกินข้าวเสร็จไอ้จงก็พาฉันไปทำงานตามตึกต่างๆ ซึ่งมันชอบพาเข้าไปเดินเบียดเสียดฝูงผู้คนที่พลุกพล่านตลอด บางครั้งจู่ๆ ก็คว้าข้อมือฉันพาวิ่งแบบไม่ให้สัญญาณใดๆ ซึ่งทุกวันที่ผ่านมาจะไม่เป็นแบบนี้ จนฉันรู้สึกเหนื่อยกับการวิ่งไม่หยุด
“อาจง...วันนี้ตำรวจเยอะ เราพักก่อนมั้ย?” พูดด้วยเสียงเหนื่อยหอบ
“ไม่ได้ล้าาา...ลื้อเพิ่งทำงานได้ไม่กี่รอบ” ตอบอย่างคนงก
“แล้วถ้ากูโดนจับมึงจะว่าไง?” ฉันสวนกลับอย่างไม่พอใจ
ในที่สุดไอ้จงต้องตัดสินใจพาฉันนั่งแท็กซี่ไปทำงานที่ฝั่งจิมซาจุ่ย ทั้งที่มันเคยบอกว่าไม่อยากพาไปทำงานฝั่งนั้น เพราะต้องแข่งขันกับผู้หญิงจำนวนเยอะมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้มันเปลี่ยนใจ
ขณะที่ไอ้จงกำลังพาฉันเดินลัดเลาะไปตามถนน แล้วมันก็คว้าข้อมือพาฉันวิ่งอีกรอบ คราวนี้พาไปหลบอยู่ในร้านกาแฟ เป็นร้านประจำอีกร้านหนึ่งในย่านนี้ที่ไอ้จงชอบแวะมานั่งพักระหว่างรอฉันทำงาน วันนั้นฉันรู้สึกว่าฤกษ์ไม่ค่อยดีซะแล้ว เพราะกลัวจะโดนตำรวจจับส่งกลับเมืองไทยซะก่อน จึงรบเร้าให้มันหยุดพักสักชั่วระยะ
“อาจงวันนี้ลื้อพาอั๊ววิ่งหลายรอบแล้วนะ พักก่อนเหอะ”
“ไม่เป็นไรล้าาาา”
“มึงก็ไม่เป็นไรทุกที... ถ้ากูโดนจับมึงจะไม่ได้เงินสักเหรียญ”
ขณะที่ฉันกำลังพูดต่อรองกับไอ้จงอยู่ที่หน้าร้านกาแฟว่าให้หยุดพักสัก 2-3 ชั่วโมงก่อน แล้วคืนนี้ค่อยออกมาว่ากันใหม่ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชาย 4 คนโผล่มาจากทางไหนไม่รู้ พวกมันเข้ามาประชิดตัวไอ้จงแล้วพากันรุมกระทืบมันมั่วซั่วนัวเนียไปหมด
วินาทีแรกฉันคิดว่าเป็นตำรวจ จนเกือบจะชิ่งวิ่งหนีเอาตัวรอดไปซะก่อน แต่พอเหลือบไปเห็นอีกคนหนึ่งกำลังชักไม้กระบองซึ่งเหน็บไว้ที่ด้านหลัง ความยาวเท่าศอกขนาดพอเหมาะมือ จากนั้นมันก็กระหน่ำฟาดไอ้จงแบบไม่ยั้ง ส่วนอีก 3 คนก็ยังคงรุมกระทืบอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
ตอนนั้นฉันรู้แล้วว่าไอ้พวกนี้ต้องไม่ใช่ตำรวจแน่ เพราะถ้าเป็นตำรวจจะไม่มารุมตีกันอย่างนี้ ภาพนั้นดูแล้วเหมือนหนังบู๊ที่พวกนักเลงฮ่องกงยกพวกตีกัน ต้องขอบอกว่านักเลงฮ่องกงน่ากลัวมาก บางวันฉันเห็นพวกมันใช้มีดดาบวิ่งไล่ฟันกันกลางวันแสกๆ โหดกว่ามาเฟียสยามบ้านเราเยอะ!
ขณะนั้นฉันอยู่ในอาการตะลึงทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ได้ยินหนึ่งในสี่พูดภาษากวางตุ้งใส่ไอ้จงเกี่ยวกับเรื่องเงิน ส่วนไอ้จงก็พูดได้คำเดียว ว่า “โม๋ล้า...โม๋ล้า!” ไม่มี...ไม่มี
จากนั้นพวกมันก็พร้อมใจกันกระทืบไอ้จงอีกรอบ จังหวะนั้นฉันหันไปเห็นไอ้คนถือไม้กระบองกำลังทำท่าจะฟาดไอ้จงซ้ำอีก คราวนี้ฉันกลั้นใจวิ่งถลาเข้าไปหาไอ้จงที่นอนกองอยู่กับพื้นแล้วตะโกนลั่นว่า “หงอเหยา...หงอเหยา” ฉันมีเงิน (ฉากนี้โคตรเหมือนในหนังเลยวะ แต่ฉันสาบานว่าเล่าความจริงทุกอย่าง!!...ความจริงที่เบื้องบนส่งฉันไปร่วมชะตากรรมในนรกกับไอ้จง)






