ในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ มีผู้คนมากมายใช้ชีวิตอยู่อย่างวุ่นวาย หลายคนทำตามที่คนอื่นสั่ง ในขณะที่อีกหลายคนทำตามเสียงดังๆ ของใจตัวเอง ในร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีดินสออยู่คู่หนึ่ง ตั้งแต่เล็กจนโตทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาเสมอ แต่อยู่มาวันหนึ่ง…
ดินสอ 2 : (อยู่ดีดีก็ตะโกนออกมาดังๆ) โอ้ย น่าเบื่อจังเลย! วันๆ เป็นได้แค่ดินสอแท่งนึงตั้งอยู่ในตู้โชว์หลังร้าน นี่ฉันมองดูคนเดินผ่านร้านไปมาทั้งวัน ไม่เห็นจะมีใครมาสนใจพวกเราเลย
ดินสอ 1 : น่าเบื่อยังไงอะ ก็วันๆ เธอเอาแต่ไม่ทำอะไรเลยนี่ มาช่วยกันเหลาดินสอเหมือนเรากับเพื่อนๆ ดินสอในตู้ไหมละ สนุกดีนะ ช่วยๆ กันดูว่าของใครทู่บ้าง ของใครแหลมไปบ้าง
ดินสอ 2 : เหลาตัวเองเนี่ยนะสนุก? จะเหลาไปทำไมอะ แหลมไปก็ไม่มีใครเค้าสนใจซื้อไปอยู่ดี เขียนปุ๊บเดี๋ยวก็หักง่าย…. โอ้ย เบื่อโว้ย
ดินสอ 2 มัวแต่บ่นอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ทั้งคืน ไม่ยอมหลับยอมนอน จนเพื่อนดินสอแท่งอื่นๆ รำคาญและปลีกตัวออกห่างกันหมด เพราะอยู่ด้วยก็มีแต่เสียงบ่น หดหู่ และอารมณ์ร้าย โทษนู่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี ไม่มีใครเค้าอยากอยู่ใกล้คนที่ชอบมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลาหรอก จนกระทั่งวันหนึ่ง…
ดินสอ 2 : คิดออกแล้ว! ถ้าเราไม่อยากเป็นดินสอน่าเบื่อแบบนี้ไปจนตาย เราก็เปลี่ยนไปเป็นปากกาสิ! ปากกาในตู้โชว์ด้านหน้าสุดของร้านขายดีจะตาย ไม่นานต้องมีคนแต่งตัวดีดๆ ใช้กระเป๋าแบรนด์เนม ดูท่าทางมีเงิน เข้ามาซื้อปากกาด้ามใหม่แน่ๆ เราจะได้รีบออกไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า กับคนที่ดีกว่าเร็วๆ นี้แน่ๆ
ทันใดนั้น ดินสอ 2 ก็รีบตะโกนบอกเจ้าของร้านให้กรุณาทำศัลยกรรมปรับโฉม ยกกระชับสัดส่วน แปลงร่างจากดินสอจนกลายเป็นปากกาด้ามทอง ขัดเงา เอี่ยมอ่อง เจ้าของร้านยังใจดีเป็นพิเศษ ฝังเพชรไว้ที่ปลายด้ามให้ซะด้วย เป็นเพียงแค่ปากกาด้ามเดียวในร้านที่มีเพชรแถมอยู่
ดินสอ 1 : …
ดินสอ 2 : (หมุนตัวไปรอบๆ บรรดาเหล่าเพื่อนดินสอ) เป็นไงล่ะ โฉมใหม่ ฉันสวยไหม มีเพชรด้วยนะ เชื่อสิ อีกไม่นานฉันก็จะได้ออกจากร้านค้างี่เง่าเล็กๆ นี่แล้ว อีกหน่อยเราคงไม่ได้เจอกันแล้วละนะ เพราะฉันคงจะได้ไปอยู่ที่ที่ไฮโซกว่านี้แน่ ฉันสวยและเขียนลื่นอีกต่างหาก อนาคตคงไม่อยู่แค่เมืองนี้ อาจจะไปไกลถึงเมืองนอกเลยล่ะ
ดินสอ 1 : ดินสอ 2 เธอแน่ใจหรอว่าอยากไปอยู่ข้างนอกอะ เธอก็เห็นเหมือนที่ฉันเห็นไม่ใช่เหรอ ทุกเช้าผู้คนรีบออกจากบ้าน รถติดมากต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ ถึงขนาดลืมใส่หมวกกันน็อกกันตาย ในมือมีแก้วกาแฟกระดาษ รีบดื่มตาจะได้สว่างเพราะมัวแต่อดหลับอดนอนเล่นมือถือ วิ่งหน้าตั้งรีบตอกบัตรเข้าทำงาน พอตกเย็นพวกเค้าก็รีบหาทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทำตัวเหมือนอย่างกับคนที่มีชีวิต ทว่านัยน์ตากลับดูไม่มีชีวิต แล้วดินสอ 2 เธอรู้ได้ยังไง ว่าโลกข้างนอก มันจะน่าอยู่?
ดินสอ 2 : รู้สิ ขอแค่ได้อยู่กับคนมีเงิน ชีวิตก็จะดี๊ดีแล้ว เงินจะดูแลเราเอง เธอไม่ต้องเป็นห่วงเรานะ ดินสอ 1 เธอนะ ดูแลตัวเองดีๆเถอะ! ไปก่อนนะ!
ไม่นานนัก ดินสอ 2 ที่กลายร่างเป็นปากกาด้ามทอง ก็มีคุณอาผู้ชายหน้าตาดี ใส่สูทผูกไท ใช้กระเป๋าแบรนเนมซื้อดินสอ 2 ออกจากร้านไป เหตุผลที่ซื้อก็เพราะว่าดินสอ 2 มีเพชรฝังอยู่ ดูดี น่าใช้ที่สุดในร้านนั้นเอง
ดินสอ 2 จากเพื่อนๆ ไปแล้ว สังคมในร้านก็น่าอยู่ขึ้นทันที ไม่มีเสียงบ่นลอยไปลอยมาในอากาศให้เพื่อนๆ รำคาญหู ดินสอ 1 กับดินสอแท่งอื่นๆ ก็ยังคงง่วนอยู่กับการหมั่นเหลาดินสอ ทำความสะอาดตนเองให้ดูดีน่าใช้อยู่เสมอ ทั้งยังยิ้มหวานส่งทัศนคติดีดีให้กับลูกค้าที่มาเลือกซื้อแท่งดินสออยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าตู้ดินสอจะอยู่หลังร้านแทบจะไม่มีลูกค้าคนไหนเดินไปชะเง้อมอง แต่ไม่นานนัก ดินสอ 1 ก็ถูกซื้อตัวออกจากร้านไปบ้าง คนที่ซื้อดินสอ 1 นั้นเป็นแค่คุณลุงแก่ๆ คนนึงที่ดูจากการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดา และกระเป๋าตังค์ธรรมดาที่แกใช้แล้ว แกคงมีเงินไม่มากนัก แต่ดินสอ 1 ก็ยังส่งยิ้มหวานให้ ตอนที่ลุงให้ความสนใจในตัวของดินสอ 1 ผ่านตู้โชว์
ในขณะที่ดินสอ 1 ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในบ้านชานเมืองกับลุงอยู่หลายปี ดินสอ 2 กลับได้ใช้ชีวิตหรูหราในคอนโดร้อยล้านใจกลางเมืองใกล้ห้างห้าดาวกับคุณอาใส่สูท ดินสอ 2 รู้สึกระเริงใจว่าตัวเองมีค่ามากยิ่งนัก เพราะวันๆ คุณอาใช้เซ็นเอกสารสัญญานู้นนี้ รวมมูลค่ากว่าหลายล้านบาท เซ็นลายเซ็นที่คนอื่นอยากได้เพราะหลงใหลในชื่อเสียงของคุณอาที่โด่งดังไกลไปจนถึงต่างประเทศ จนดินสอ 2 พลอยคิดว่าตัวเองนั้นโด่งดังไปด้วย
“ถ้าไม่มีดินสอ 2 คุณอาคงไม่ได้ดีจนมาถึงวันนี้หร๊อก ต้องเพราะลายเซ็นของเราแน่ๆ ที่ให้โชค ให้ลาภ ให้ความร่ำรวย!” ดินสอ 2 คิดอยู่ในใจเรื่อยมา
แต่ไม่นานนัก คุณอากลับทิ้งดินสอ 2 ไปซื้อปากกาด้ามอื่น แล้วพากันออกงาน และพาเดินทางไปต่างประเทศด้วย สร้างความน้อยใจและเสียใจให้กับดินสอ 2 เป็นอย่างมาก อยู่มาวันนึง พอเพื่อนของคุณอาขอยืมปากกาเพื่อเซ็นเอกสาร คุณอาไม่รีรอ ยกดินสอ 2 ให้กับเพื่อนคนไหนไป แล้วบอกว่า “เอาไปได้เลยนะ ไม่ต้องคืน”
ดินสอ 2 ใช้ชีวิตถูกลืมบ้าง ไม่ถูกลืมบ้าง อย่างนี้เรื่อยมาอยู่หลายปี ในที่สุดปากกาแท่งนี้เพชรที่ฝังอยู่เกิดหลุด เจ้าของคนล่าสุดของดินสอ 2 ถึงกับโยนดินสอ 2 ทิ้งกับพื้นถนนอย่างแรง “น่าอายจริงๆ เธอทำฉันเสียเครดิตหมด ปากกาบ้าอะไรเขียนก็ไม่ได้เรื่อง สวยก็ไม่สวย” ดินสอ 2 ถูกโยนบนพื้นถนน ด้วยแรงกระแทกทำให้ด้าม ไส้ปากกา และชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ หลุดออกจากกันหมด
ดินสอ 1 นั้นมีชีวิตที่แตกต่างจากดินสอ 2 อย่างสิ้นเชิง เพราะรู้ว่าลุงนั้นชอบเดินทางออกไปนอกเมืองมาก ดินสอ 1 นอกจากจะตั้งอยู่บนโต๊ะเฉยๆ วันนึงเลยขอลุงนั่งรถไปด้วย “ไปด้วยแท่งนึงนะลุงนะ เบื่อเมืองนี้แล้วเหมือนกัน :)” ลุงก็ยินดีพาไปด้วย วันนั้นแหละคือจุดเริ่มต้น...
ขณะที่ลุงขับรถออกจากเมือง…
ดินสอ 1: “ทำไมลุงซื้อฉันมาจากร้านเครื่องเขียนหรอครับ ตั้งแต่ลุงซื้อมา ไม่เห็นลุงจะใช้เขียนอะไรเลย”
ลุง: “จริงๆ ลุงมีความฝันอยู่อย่างนึง แต่ลุงไม่กล้าสักที”
ดินสอ 1: “แล้วลุงกลัวอะไรหรอครับ…...”
(ไม่มีเสียงตอบกลับจากลุง ลุงยังขับรถต่อไป ดินสอ 1 เลยเลือกที่จะไม่ถามต่อ)
ลุงพาดินสอ 1 ไปกางเต็นท์ดูดาวอยู่ในป่า ทำอาหารให้เด็กบนดอยกิน ช่วยชาวบ้านสร้างกำแพงห้องเรียน สร้างฝาย ปลูกต้นไม้ บางครั้งคุณครูไม่พอ ลุงก็ช่วยสอนหนังสือให้เด็กๆ เท่าที่ตัวเองพอรู้
ตกกลางคืนคนนั้น ดินสอ 1 จึงคะยั้นคะยอให้ลุงลองเขียนไดอารี่ตัวเองดูบ้าง
“ลุงจะได้ลองใช้ผมบ้าง ผมอยากทำตัวมีประโยชน์เหมือนลุง :)”
“แล้วถ้าลุงเขียนผิดละ”
“ไม่เห็นยากเลย ผมเป็นดินสอผมมากับยางลบบนหัว ลุงก็แค่ใช้ยางลบลบเอาสิครับ นอกเสียจากว่าลุงนั้นแหละที่จะขี้เกียจลบซะเอง :)”
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เรื่องราวไม่กี่บรรทัดทุกกิจกรรมออกนอกเมืองไปหาความฝันของลุง ที่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านไดอารี่หนึ่งหน้า สองหน้า จนกลายเป็นหลายเล่ม และได้ถูกถ่ายทอดผ่านสำนักพิมพ์ไปสู่ร้านหนังสือหลายแห่ง จากคนอ่านเพียงหนึ่งคนกับ(ดินสอ)หนึ่งแท่ง กลายเป็นคนอ่านหลายหมื่นคน ไม่นานนักลุงกลายเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมือทอง ชื่อดังที่สุดคนนึงของเมือง
ดินสอ 1: “วันนี้ผมตั้งใจเหลาดินสอมาเต็มที่เลยครับ อยากให้ลุงได้เขียนนานๆ เราลองมาเขียนเรื่องที่คนชอบมองข้ามกัน ดูบ้างไมครับ”
ลุง: “ดินสอ ขอบคุณนะ ลุงไม่กลัวแล้ว”
ดินสอ 1: “ลุงกลัวอะไรหรอครับ”
ลุง: “ลุงกลัวตัวเอง ว่าจะทำไม่ได้ แต่วันนั้นที่ดินสอถามลุง ลุงลืมกลัวไปอีกอย่างนึง”
ดินสอ 1: “ลุงกลัวอะไรหรอครับ (คิดในใจว่า ลุงนี้ชอบให้ผมถามซ้ำ!)”
ลุง: “ลุงลืมกลัวว่าถ้าลุงทำได้ แล้วลุงจะทำยังไงต่อไป เพราะลุงจะไม่สามารถกลัวอะไรได้อีกแล้ว!!”
ลุง: “ขอบใจนะดินสอที่ขจัดความกลัวของลุงไปซะหมดเลย”
ดินสอ 1 หมั่นเหลาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนั้นลุงจะทำความฝันของตัวเองหรือไม่ ดินสอ 1 ก็ยังพัฒนาตัวเอง เลือกที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดเสมอ ดินสอ 1 ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเท่าไรนัก นอกจากหน้าที่และการสร้างความสุขให้กับตัวเองอย่างเรียบง่ายและพอดี ในที่สุดความสุขของดินสอ 1 ก็แผ่ไปเผื่อลุงด้วย จนทำให้ลุงมีกำลังใจ ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เป็นดินสอธรรมดาที่รู้จักความวิเศษของตัวเอง
ถ้าวันนี้ดินสอ 1 ได้เจอกับดินสอ 2 อีกครั้ง คงอยากเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี ไม่ให้เพื่อนละเลยในการค้นหา เข้าใจ และหมั่นพัฒนาข้อดีของตัวเองที่มีอยู่แล้ว บางครั้งไม่ต้องทะเยอทะยานเปลี่ยนโฉมจนสูญเสียตัวตนของตนเองเพื่อให้ได้ดีก็ได้ เพราะต้องมัวแต่พึ่งคนอื่นที่เค้าไม่รู้จักเราดี ชื่อเสียงที่ได้มาในตอนแรกก็ไม่ได้ทำให้เพื่อนดินสอ 2 มีความสุขอย่างแท้จริงและยาวนาน ในที่สุด คนหลายคนก็ทิ้งเราไปอยู่ดี
ถ้าเปรียบเทียบดินสอและปากกาทั้งสองแท่งเป็นมนุษย์
คำตอบที่มัวแต่ตามค้นหากันทั้งชีวิต ว่าเราคือปากกาธรรมดาหรือดินสอวิเศษ
คงอยู่ที่เราเลือก “เป็น” เอง :)
เครดิตรูปภาพ https://www.everythingemoji.com/collections/erasers/products/emoji-3d-pencil-eraser-toppers-set-1






