OPINION

ปลุกฉัน เมื่อเดือน “กันยา” สิ้นสุดลง

สุเทพ ศรีสมุทร์
16 มิ.ย. 2560
       จะมีใครคิดว่าหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว คลื่นจะซัดถาโถมให้เราจมลงทะเลอีกครั้ง...



       หลังจากที่ชีวิตของผมเป็นปกติสุข คอยให้กำลังใจผู้คน ไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยว่าปลายเดือนสิงหาคม ปี 2557 คุณพ่อที่สุขภาพแข็งแรงจะล้มป่วยอย่างหนัก เส้นเลือดในสมองตีบและโรคแทรกซ้อนหลายโรค ทำให้คุณพ่อต้องกลายเป็น “ผัก” จำใครไม่ได้แม้กระทั่งภรรยาของตัวเอง คนเดียวที่เขาจำได้คือ “ลูกชายของเขาเอง”

       ผมใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แทบไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ ครั้งแรกที่พบหน้าพ่อในห้อง ICU เสียงเครื่องช่วยหายใจ ทำให้ผมเจ็บปวด เมื่อเขารู้สึกตัวสิ่งแรกที่ผมเห็นคือ น้ำตาเขาไหลตลอดเวลาและพูดไม่ได้ จากหัวหน้าครอบครัวที่เก่ง ขยัน มีหน้าที่การงานมั่นคง ทุกอย่างเป็นอันต้องหยุดลง ตอนนั้นผมและแม่ความรู้สึกเหมือนดิ่งลงเหว ต้นเดือนกันยายน ผมเปิดเพลง Wake Me Up When September Ends ของ Green Day ฟังซ้ำไปซ้ำมาแล้วอยากจะหลับไปจนเดือนนี้สิ้นสุดลง ทุกอย่างเปลี่ยนไป การทำงานของเขาในด้านการบินพาณิชย์ ได้จบลงเพราะผู้ไม่หวังดี ที่ฉวยโอกาสในขณะที่เขาล้ม แม่จำเป็นต้องหางานทำ ผมเองจากเด็กที่เคยใช้ชีวิตสบาย อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่เคยลำบาก ตอนนี้กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางความลำบากอย่างเต็มตัว

       ความคิดตอนนั้นคือ หากเราหลับไปตลอดเดือนกันยายน และหวังให้ใครสักคนปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาในเดือนตุลาคม ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่นอน ผมนอนหลับทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ทำอะไร ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลเหมือนเป็นบ้าน ต้องอยู่ที่นั่นเพื่อเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ ในช่วงนั้นเองเขาต้องกายภาพบำบัดและทำการรักษาในทุกวิถีทางเพื่อให้ดีขึ้น ทุกครั้งที่เขามองหน้าผมน้ำตาก็ยังคงไหล ผมภาวนาอย่างหนัก จนปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เขาเริ่มพูดได้ คำแรกที่ผมได้ยินจากปากของเขาคือ “แทบขาดใจตาย” เวลานั้นเองที่ผมได้คิดว่า ผมจะหลับตลอดทั้งเดือนกันยายนไม่ได้ เราจะคิดแบบนั้นไม่ได้ แล้วใครล่ะที่จะเป็นกำลังใจให้กับเขา ประโยคหนึ่งที่ผมพูดกับคุณพ่อคือ “กันยายนปีที่แล้วพ่อพูดว่า เอ็งต้องเข้มแข็งนะ เป็นลูกผู้ชายอย่าหัดอ่อนแอละ อย่าร้องไห้ให้ใครเห็น วันนี้ผมจะบอกพ่อเหมือนกันว่า "พ่อเห็นแม่กับผมเข้มแข็งได้ขนาดนี้แล้ว พ่อจะยอมแพ้หรือสู้ต่อ อดทนอีกหน่อยเดือนหน้าก็เป็นเดือนตุลาคมแล้ว”



       ถึงแม้ภายหลังเดือนกันยายนผ่านไป ยังคงมีโรคมากมายรุมเร้าเข้ามา ทั้งปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่พ่อก็มีผมและแม่ เป็นกำลังใจที่สำคัญมาก ความคิดผมเปลี่ยนไป เตือนตัวเองตลอดว่า เราจะหลับไม่ได้ มันเป็นการหนีปัญหา เราจะต้องตื่น และใช้เวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันกับคนที่เรารักให้มากที่สุด



       ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะเสียใจหรือไม่ ที่พ่อคุณเกิดป่วยจำคุณไม่ได้ คุณจะเสียใจหรือไม่ ถ้าแม่ของคุณจากไปโดยที่คุณยังไม่ทันตั้งตัว สำหรับผม…เกินคำว่าเสียใจ
             
       สุดท้ายสิ่งที่สอนผมคือ ไม่ว่าภัตตาคาร อาหารหรูหราแค่ไหน ก็ไม่ดีเท่ามื้ออาหารที่นั่งพื้นทานกับครอบครัวที่บ้าน ไม่มีสถานที่ไหนสวยงามเท่าสนามหญ้าหน้าบ้านกับม้าหินตัวเก่าที่เห็นพ่อแม่นั่งอยู่ และไม่มีช่วงเวลาไหนมีค่าเท่ากับตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิต..สำหรับคนที่สูญเสียพ่อแม่ไป ผมขอแสดงความเสียใจ คุณได้ทำหน้าที่ลูกอย่างดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับคนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตกลับไปเถอะครับ กลับไปหาหญิงแก่คนนั้นกับเสื้อผ้าตัวเดิมๆใช้ชีวิตแบบเดิม กลับไปหาชายคนนั้นที่นั่งรอการกลับมาของคุณอย่างใจจดใจจ่อ อย่าเอาแต่นอนหลับในเดือนกันยาจนถึงตุลาแล้วคุณยังไม่ทำอะไร อย่าปล่อยให้เข็มนาฬิกาเดินผ่านไป ในขณะที่คุณยังไม่เคยแม้แต่บอกรักพวกเขาสักคำ
 



รูปภาพจาก www.pixabay.com

 
About the Author
สุเทพ ศรีสมุทร์ (โจ)
ชายหนุ่มผู้ที่เคยคิดปลิดชีวิตตัวเอง กลายเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อตัวเองและผู้อื่น จากเด็กที่โดนปฏิเสธทุกโอกาสในการแสดงความสามารถ เริ่มสร้างทุกโอกาสให้ตัวเอง ปัจจุบันบทบาทของเขาคือ Creative ใน Johjaionline
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลายคู่รักที่คบกันมาแสนนานเป็นอันต้องหยุดลงกับเหตุผล เราไปกันไม่รอด คุณเคยได้ยินไหม ความรักไม่ได้แย่ คนต่างหากที่แย่ วันนี้ผมขอพูดถึงมุมของผู้หญิงที่ผู้ชายอาจจะนึกไม่ถึง..
 
ในยุคของคน GEN C มีพฤติกรรมเสพติดการเชื่อมต่อ แชร์ได้ทุกเมื่อ จึงเกิดนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง ไอเดียใหม่ๆที่เข้ามาเปลี่ยนโลก แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า ลืมว่า ไฟยุคใหม่ที่ติดขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเก่า..