OPINION

ประโยคน่าเบื่อที่คนวัยสามสิบได้ยินแล้วเบื่อมาก

JAZZYKWANG
7 พ.ย. 2560
ไม่มีคำพูดไหนที่น่าฟังไปกว่าคำพูดที่เราอยากฟัง แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้จริงๆกับประโยคที่ไม่ค่อยอยากฟังสักเท่าไหร่ ที่ได้ยินหนแรกๆก็แค่ยิ้มๆไว้ แต่พอครั้งที่สอง สาม สี่ ความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้นทันที จริงๆถ้าเปลี่ยนช่องแบบกดรีโมทได้ จะกดเปลี่ยนช่องเลยล่ะ
 
ประโยคที่ว่าสุดแสนจะเบื่อหน่ายที่คนวัยเราๆต้องเจอกันมานับไม่ถ้วน ก็ดูจะหนีไม่พ้นคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตของเรา ใช่แล้ว ชีวิตของเรา!! ถามว่าชีวิตเรา เราไม่อยากให้ใครต้องมารับรู้กันทุกๆมุมใช่ไหม ใช่เลย!! บางมุมเราอยากบอก บางมุมเราไม่อยากพูด ชีวิตเรามันไม่ได้สาธารณะอะไรขนาดนั้น แต่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยหรือบางท่านอาจมีนัยยะสำคัญในคำถามนั้นๆก็ตาม มันทำให้เราต้องมีวิธีรับมือหรือวิถีการเอาตัวรอดในแต่ละครั้ง ตามสถานการณ์ที่จะว่ากันต่อไปนี่ล่ะ

“เป็นไงบ้างตอนนี้ทำงานที่ไหน เงินเดือนเท่าไหร่แล้ว”
 
คำถามแรกยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก ถือเป็นการอัพเดทชีวิตกันเบาๆเผื่อได้พึ่งพากันอะไรอย่างนั้น (เราคิดแบบนั้น) แต่คำถามที่สอง เงินเดือนเท่าไหร่ ในส่วนของคำถามนี้ไม่แน่ใจว่าคำตอบที่ได้นั้น ผู้ถามจะนำไปเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แต่ที่เคยเจอมักจะมีประโยคถัดมาไม่เกทับก็ชื่นชม ซึ่งในส่วนของผู้ตอบแล้ว เราคิดว่าบางคำถามเราแค่ยิ้มให้แค่นั้นก็พอ
 
“จะแต่งงานเมื่อไหร่”
 
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำถามนี้ คาดว่าคงไม่ต่างกันมากสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบในสถานะคนโสดที่เปล่าเปลี่ยวหัวใจไร้คู่ หรือเพิ่งอกหักมาหมาดๆ เจอคำถามนี้เข้าไป ไม่หน้าชื่นอกตรม ก็อาจจะหลุดคำพูดห่ามๆไปได้เหมือนกัน ขณะเดียวกันกับคู่ที่เป็นแฟนกัน จะหวานชื่นหรือมีปัญหา เชื่อว่าคำถามแบบนี้ก็กดดันไม่น้อยเมื่อถูกถามบ่อยๆ สำหรับคำถามนี้วิธีการตอบจะตอบแบบไม่มีคำพูด คือส่งแค่รอยยิ้มก็ได้นะ แต่ของเราก็ตอบไปเลยว่า “เดี๋ยวร่อนการ์ดทีเดียวเลยค่ะ” ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ ฮาฮ่า
 
“เรียบจบอะไร ทำไมไม่ต่อโทล่ะ”
 
สำหรับคำถามนี้นับเป็นคำถามปวดกะโหลกระดับชาติที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษา หลายครั้งที่เราเจอคำถามนี้ก็จะชอบชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ บางท่านโต้แย้งได้ลำบากเพราะมีเจตนาเพียงแค่ว่า ใบปริญญาเอามาเพื่ออัพเกรด แต่บางท่านก็ให้คำแนะนำที่ดีเพราะนี่คือการเปิดโลกอีกใบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าว่าด้วยคำถามนี้ เจตนาส่วนใหญ่ที่เคยเจอ “เรียนไปเถอะลูก จบโทเท่นะ” ... บัย


 
“ให้เงินเดือนพ่อแม่เท่าไหร่”
 
ครั้งแรกที่ได้ยินคำถามนี้ ในใจตอนนั้นนี่คิดประมานว่า “ช่างกล้าหาญอะไรเยี่ยงนี้” เราจำเป็นแค่ไหนที่ต้องให้ข้อมูลพวกนี้เป็นสาธารณะขนาดนั้น เขาจะเอาคำตอบของเราไปชื่นชมหรือเอาไปเปรียบเทียบกับลูกที่บ้าน อันนี้ไม่รู้เลย แต่คิดว่าไม่มีประโยนช์อะไรเลยที่ต้องตอบ แต่ถ้าต้องตอบจริงๆก็คงบอกไปกลายๆว่า “อืม...พ่อแม่เขาก็แฮปปี้ดีนะคะ ไม่ได้ว่าอะไร” (แล้วป้าจะรู้ไปทำไม)
 
“เมื่อไหร่จะมีลูก”
 
จัดเป็นคำถามที่ฉลาดทีเดียว เป็นการรวบคำถามหลายข้อไว้ในข้อเดียว เพราะในสถานะคนโสดและคนที่มีคนรักมักจะตอบไม่เหมือนกัน มันก็เช็คได้ว่าคุณอยู่ในสถานะไหน แต่กันนั่นล่ะ ไม่ว่าจะถามในสถานะอะไร การถามถี่ๆนี่กดดันไม่แพ้กับคำถาม “จะแต่งงานเมื่อไหร่” เลยนะ
 
จะมีแค่ประโยคในนี้หรือมากกว่านี้เราจะรู้สึกดีขึ้นมานิดนึงถ้าเจตนาดีในการถาม และไม่ดูกดดันพวกเราจนเกินไป เพราะอย่าลืมว่าคนวัยสามสิบผู้ผ่านโลกมาแล้วครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งพวกเขากำลังสร้างให้มั่นคงในความสามารถที่พวกเขาพอจะทำได้ ความกดดันและการกล้าเผชิญโลก มันมาพร้อมๆกันในรูปแบบที่เราต้องหาเส้นทางของตัวเองให้เจอ จะอย่างไรก็ตามพวกเราที่ได้ยินประโยคข้างบนทั้งหมด นัยหนึ่งก็ดีใจที่ดูเป็นห่วงกัน แต่อีกด้านก็อย่าเอาคำตอบไปเป็นข้อเปรียบเทียบหรือกลับมาสร้างแรงกดดันให้พวกเราเลย โดนถามถี่ๆมันเหนื่อยนะ นี่คงเป็นสิ่งที่แทนใจคนวัยนี้ที่อยากจะบอกบ้าง :)
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ภูเขาไฟระเบิดในอีกซีกโลก ทำให้เกิดนิยาย Frankenstein และ จักรยาน ในอีกซีกโลก ทั้งที่สองเหคุการณ์ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย และนั่นคือ “Butterfly Effect” 
ที่กล่าวใน Chaos Theory ทฤษฎีว่าด้วยความปั่นป่วนโกลาหล... 
 
First look ใน First time ที่เราเห็นใครสักคน และมีคำว่า “ชอบ” เข้ามาในความรู้สึกตอนนั้น แต่จะทำอย่างไรล่ะ เขาถึงจะชอบเราบ้าง ?