OPINION

นึกถึงตอนนั้นที่.. : เรื่องของ “that moment”

สุรพร เกิดสว่าง
26 พ.ย. 2561
“...ลมหนาวปะทะหน้า เส้นขอบเนินหญ้าสีเขียวขจีวิ่งไหลผ่านสายตา ท้องฟ้ากว้างแกว่งขึ้นลงตามจังหวะม้าควบ ผมเตือนตัวเองว่าจงดื่มด่ำให้มากที่สุด อีกไม่นานสิ่งเหล่านี้จะหายไป กลายเป็นเพียงความทรงจำ”
 
“บางสิ่งบางอย่างในชีวิตคนเรา แม้ได้สัมผัสด้วยเวลาอันสั้นเพียงชั่วครู่ ก็สามารถคงอยู่ในความทรงจำนานแสนนานไปจนตลอดชีวิต แม้เหตุการณ์นั้นผ่านไปนานแล้ว เพียงแค่ระลึกถึง ก็หวนนำความอิ่มเอิบมาให้ไม่รู้จบสิ้น”
 
จากหนังสือ “มองผ่านหูม้าที่มองโกเลีย” - ที่ผมเขียนไว้นานมาแล้ว



ในบางจุดของเวลา อาจจะเป็นหน่วยวินาที ความทรงจำนั้นถูกบันทึกไว้ตลอดไป นานเท่านานทั้งชีวิตที่เหลือ เรียกความทรงจำดีๆนั้นว่า “that moment” 
 
That moment มักเกิดขึ้นเพียงแว็บเดียว แต่ภาพที่ติดตานั้นเหมือนกับถูกถ่ายภาพไว้ตลอดกาล ซึ่งอาจจะเป็นจุดของเหตุการณ์ที่ไม่มีความสำคัญใดๆในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่มีความหมายยิ่งสำหรับคนที่เป็นเจ้าของความทรงจำนั้น
 
That moment อาจจะกลายเป็น “turning point” หรือจุดเปลี่ยนชีวิตในเวลาต่อมาหรือไม่ก็ได้ หากจุดเวลานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ ที่ส่งผลกับชีวิตในเวลาต่อมา
 
ความแตกต่างระหว่าง that moment กับ turning point อยุ่ที่  turning point นั้น อาจเป็นเหตุการณ์ที่ในขณะนั้นเราไม่รู้ว่ามีความสำคัญจนกระทั่งเวลาต่อมา และครอบคลุมช่วงเวลาเป็นนาทีหรือเป็นวัน แต่ that moment เป็นจุดเวลาที่เรารู้ว่ามีความหมายยิ่งในทันที และเชื่อมต่อกับอารมณ์ในวินาทีนั้นอย่างมากมาย จนกลายเป็นความทรงจำตลอดกาล
 
That moment จึงเป็นสิ่งที่มีค่า ยิ่งมีหลาย that moment ก็ย่อมหมายความว่าชีวิตน่าสนใจ น่าจดจำ เมื่อหันหลังมองกลับไปในอดีตและระลึกถึงเมื่อใด ก็นำความสุขใจลึกๆมาให้เมื่อนั้น และนั่นทำให้หลายคนพยายามสะสม that moment เป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งของชีวิต
 
แน่นอนว่า that moment มักเป็นประสบการณ์หรือ experience ไม่ใช่สิ่งของ ซึ่งตรงกับที่นักจิตวิทยาแนะนำว่า หากต้องการให้ชีวิตมีความสุขพร้อมกับความหมายแล้วละก็ ให้สะสมประสบการณ์เข้าไว้ อย่าไปเสียเงินซื้อโน่นนี่ให้มากนัก เพราะการสะสมสิ่งของไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้นาน ว่ากันว่า ภายในไม่เกิน 6 เดือนเราก็จะรู้สึกเฉยๆ กับของนั้นแล้ว หรือ บางครั้งพอซื้อได้ตามที่อยากได้นักหนาแล้ว ของนั้นหมดความหมายไปทันที เพราะจริงๆแล้ว เราแค่อยากได้ ไม่ได้อยากใช้
 
แต่คุณค่าของ that moment จากประสบการณ์จะอยู่ตลอดไป ยิ่งนานวัน ยิ่งมีค่า
 
ใครๆก็อยากประดับชีวิตด้วย that moment แต่อะไรที่ทำให้เกิด that moment ขึ้นมาได้?
 
นักจิตวิทยาบอกว่า หากจะทำให้เกิดความทรงจำแบบฝังใจแล้ว สิ่งขาดไม่ได้คือ “อารมณ์ที่เชื่อมต่อ” หรือ อยู่ในสภาพ “emotional connected” ณ จุดเวลาที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น หากปราศจากอารมณ์แรงๆแล้ว that moment ก็เป็นเพียง “just another moment” ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะมีความสำคัญเพียงใดก็ตาม
 
อย่างเช่น งานแต่งงานอาจะถือว่ามีความสำคัญอย่างเป็นทางการ  แต่สำหรับหลายคน พิธีใดๆในงานแต่งงาน อาจไม่มีพลังอารมณ์เท่ากับ วันขอแต่งงาน หรือ วันที่บอกรักกัน ทำให้ภาพและความรู้สึกที่ฝังใจในวันแต่งงาน อาจไม่มีพลังความรู้สึกแรงเท่ากับวันสองวันนั้น ภาพตอนขอแต่งงาน อาจมีความเด่นชัดกว่า ภาพตัดเค้ก
 
จากการศึกษาของ Duke University เกี่ยวกับการจดจำเหตุการณ์ บอกอีกว่า ผู้หญิงมีความสามารถมากกว่าผู้ชายในการเชื่อมต่ออารมณ์กับเหตุการณ์ ซึ่งอาจหมายถึง ผู้หญิงอาจจะสามารถเก็บสะสม that moment ดีๆได้มากกว่า และมีโอกาสทำชีวิตให้น่าสนใจได้มากกว่าผู้ชาย 
 
นอกจากนั้น อารมณ์ที่ว่านี้ หากยิ่งสามารถแสดงออกมาได้ในจุดเวลานั้น ก็จะยิ่งทำให้เหตุการณ์นั้นฝังใจมากขึ้น
 
มีการทดลอง ให้คนนั่งดูวีดิโอที่กระตุ้นอารมณ์ โดยห้ามแสดงอารมณ์ใดๆ คือนั่งนิ่งๆทำหน้าให้เรียบเฉย แล้วมากเปรียบเทียบกับคนที่ยอมให้แสดงออกได้ทั้งสีหน้าและคำอุทาน พบว่า คนที่ถูกห้ามแสดงอารมณ์ไม่สามารถจดจำรายละเอียดในคลิปได้เท่ากับคนที่ปล่อยตัวตามอารมณ์
 
นั่นหมายความว่า หากในเวลา that moment นั้น เรามีอิสระที่จะปล่อยตัวปล่อยใจ อุทานหรือตะโกนด้วยความสะใจ หรือร้องไห้ด้วยความยินดี เราจะยิ่งได้ that moment ที่ฝังลึกมากขึ้น เก็บรายละเอียดได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น
 
นอกจากอารมณ์ร่วมแล้ว ความตื่นเต้น ความเครียด หรือ stress ทำให้ความทรงจำฝังยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี โดย stress ในเรื่องดีคือความตื่นเต้นสะใจ ความลุ้นว่าได้หรือไม่ได้ ความเสี่ยงอันตรายหรือเสี่ยงต่อความล้มเหลว อย่างเช่น การเล่นกีฬา กิจกรรม outdoor ท้าทายต่างๆ
 
นั่นหมายถึงว่า หากจะเกิด that moment ให้แน่นๆแล้ว ก็ต้องมีความเครียดพ่วงมาในตอนนั้นด้วย
 
ซึ่งชี้ว่า สิ่งที่เราถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีและมีความหมายนั้น ไม่ได้มาจากเรื่องสบาย “ชิลๆ”  ไม่ได้มาอย่างง่ายสักเท่าไหร่ หากมากับเรื่องที่ต้องใช้ความพยายาม บนความไม่แน่นอน มีความเสี่ยง ทำนองว่า No pain no gain ยิ่งมี stress มาก ยิ่งฝังใจมาก และอยู่ในความจำได้นาน
 
พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ จะเกิด that moment ดีๆได้ ก็ต้องกล้าออกจาก comfort zone
 
งานศึกษาหลายชี้นชี้ว่า แม้ทั้งอารมณ์ดีและไม่ดี ล้วนมีผลในการสร้างความทรงจำ imprinted ได้พอๆกัน แต่โชคดีที่ว่า ความทรงจำดีๆนั้น จะอยู่ได้นานกว่า และอาจจะตลอดไป นอกจากนั้น that moment ที่เป็นเรื่องดีๆ จะเต็มไปด้วยรายละเอียด สีสัน ความรู้สึก มากกว่าความฝังใจเรื่องแย่ ซึ่งรายละเอียดเหล่านั้น จะช่วยเสริมความจำให้อยู่คงนานขึ้นไปอีก
 
ส่วนถ้าหาก stress นั้นเป็นเรื่องแย่ หรือมีมากเกินไปที่จะสนุกหรือ enjoy ได้ ความทรงจำนั้นก็จะพลิกจากสถานภาพ that moment เป็น bad moment ไป
 
แต่โชคดีว่า ความทรงจำเรื่องแย่ๆทั้งหลายนั้น เช่น ความผิดหวัง รู้สึกผิด อับอาย ถึงแม้จะมีความแรงหรือ intensity มากกว่าความทรงจำเรื่องดีๆ แต่ถูกลืมง่ายกว่าเรื่องดีๆในระยะยาว เพราะคนเราจะพยายามลืมเรื่องที่ไม่ดีออกไปจากหัว  “ไม่อยากคิดถึงมัน” ทำให้ไม่มีการย้ำระลึกถึง จนทำให้เรื่องไม่ดีส่วนใหญ่ค่อยๆเลือนรางออกจากความทรงจำไป (นอกเสียจากว่า เรื่องไม่ดีนั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สามารถทำให้เกิด PTSD หรือ post traumatic stress disorder อย่างเช่น ทหารที่กลับจากสงคราม หรือ คนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง อาจมีภาพหลอนติดอยู่)
 
อย่างไรก็ตาม that moment ที่เกิดขึ้น มีต้นทุนในเชิงค่าเสียโอกาส หรือ opportunity cost ของมันอยู่ เพราะ that moment จะไป “แย่ง” ความทรงจำของ moment อื่นๆในเวลาใกล้เคียง ซึ่งหมายถึง เราอาจจะระลึกถึงความสุขอย่างลึก ณ จุดเวลานั้นได้ แต่จำรายละเอียดอื่นในเวลานั้นได้น้อยลง
 
นั่นเป็นเพราะในจุดเวลาที่เรามีอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างรุนแรง เราจะมองเห็นหรือสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแคบ หรือ narrow focus เพราะความสามารถของระบบประสาทคนเรามีได้แค่นั้น ทำให้เราไม่สามารถจดจำสิ่งอื่นในเวลาใกล้เคียงได้ชัด
 
นั่นหมายถึงว่า อีกเงื่อนไขสำคัญที่จะเกิด that moment ได้ก็คือ เราก็ต้องให้ความสนใจกับเหตุการณ์นั่นอย่างจริงจังแบบ zero in ไม่วอกแวก
 
ซึ่งดูเหมือนไม่ง่ายนักกับยุคนี้ ที่เราใช้กล้องมือถือบันทึกเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา มีงานศึกษาของ Fairfield University โดย Linda Henkel ได้แบ่งกลุ่มนักเรียนเข้าไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ กลุ่มหนึ่งให้ดูวัตถุที่จัดแสดงเฉยๆ อีกกลุ่มให้ถ่ายรูปตัวเองกับวัตถุ  ผลคือ กลุ่มที่ดูอย่างเดียว สามารถเล่ารายละเอียดของวัตถุที่จัดแสดงโดยไม่ต้องดูรูปได้ดีกว่ากลุ่มที่ selfie
 
Henkel สัณนิษฐานว่า เป็นเพราะเมื่อเราใช้กล้องบันทึกภาพ selfie เท่ากับเรา outsource ความจำให้กับรูปถ่ายเรียบร้อยไปแล้ว และสัญชาติญาณมนุษย์ก็จะถามต่อทันที่ว่า แล้วไงต่อไป? หรือ what’s next? ส่งผลให้จิตใจเราผละจากเรื่องที่อยู่ตรงหน้า มุ่งต่อไปยังเรื่องอื่นในทันที ผลก็คือ ทำให้ความจำของเหตุการณ์เบื้องหน้านั้นไม่แรงเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ไม่ควรติด selfie มากเกินไป โดยเฉพาะคิดถึงแต่เรื่องโพส แทนที่จะดูดดื่มกับเหตุการณ์ที่มีค่า
 
ในเมื่อ that moment เป็นสิ่งที่มีค่า ทำอย่างไร ถึงจะได้ that moment มาเก็บสะสมไว้เป็นความทรงจำ?
 
นั่นคือ มีสถานการณ์ไหน ที่เราสามารถ มี moment ที่ให้อารมณ์ตื่นเต้นสะใจ เกิด emotional connected + ความเครียดหรือ stress แบบลุ้นระทึก + ไม่อยู่ใน comfort zone + และสามารถแสดงออกอารมณ์ได้อย่างอิสระ ได้ในเวลาเดียวกัน ?
 
คำตอบอาจมีอยู่รอบตัว  แต่สำหรับหลายคน ที่บันดาลให้เกิด that moment ง่ายที่สุดคือ “ไปเที่ยว” และ “ไปเล่น”
 
คำตอบอาจจะง่าย แต่ต้องเป็นเที่ยวแบบไม่ง่าย และทำ activity ที่ไม่ง่าย
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็หลายคน หรือเห็นข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคนี้ก็ไม่น้อย ทัศนคติของเราในตอนนั้น ไม่ได้คิดบวกหรือติดลบต่อผู้ป่วยโรคนี้แต่อย่างใด แต่แค่รู้สึกว่าเป็นแล้วรักษาเดี๋ยวก็หายไปเอง ไม่เห็นแปลก…
               
 
หากวันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตคุณ เมื่อคุณจะไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก เหลือเวลาอีกแค่ 24 ชั่วโมงสุดท้าย ก่อนคุณจะจากไป เพราะชีวิตคือการวางแผนและเตรียมพร้อม เคยเป็นไหมที่คุณเคยทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด เพราะขาดการวางแผน การเตรียมพร้อมเพื่อสิ่งนั้น ไปสู่ความสำเร็จตรงนั้น