OPINION

ทำไมใครใครก็ถูกคุกคาม?

วัลลภา วู
9 ก.ค. 2560
“เธอๆ พนักงานใหม่คนนั้น ‘เป็น’ ป่าวอะ”?
“เป็นสิ แหม หน้าวอกมาทำงานทุกวันซะขนาดนั้น ผู้ชายที่ไหนเค้าใช้รองพื้นกันอะเธอ
ฮ่าๆๆๆ (ทั้งสองคนหัวเราะกันร่วน)”
 
“แอ่นนา เธออยู่ไหนเนี่ย”
“อยู่นี่ค่ะ” (แอนน่าโบกมือให้สัญญาณคนที่เรียกหาอยู่ที่มุมห้อง)
“นี้เธอยืนแล้วหรอเนี่ย ฮ่าๆๆ วันหลังใส่รองเท้าส้นสูงมาทำงานนะ ก็รู้อยู่ว่าตัวเองเตี้ย เวลาฉันเรียก ฉันจะเห็นไหมเนี่ยว่าเธออยู่ตรงไหน”
 
“ณเดชน์ ช่วงนี้อ้วนขึ้นป่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ ไปทำไรมา ตัวบานเชี่ยๆ  ลดๆ มั่งก็ดีน้า  เราว่าตอนก่อนนู้น เธอดูดีกว่านี้อะ”
“เชอรรี่ ดำขึ้นป่ะเนี่ย ไปเที่ยวไหนมา ลืมลงกันแดดหรอจ้ะ ฮ่าๆๆ”
“ยัยแป้ง ผอมเชียวอะ ไปทำไรมา เธอผอมเกินไปแล้วนะ น่ากลัวมากอะ”
 
“เอ้ยแก แกว่าแดน ‘เป็น’ ป่ะว่ะ วันก่อนชั้นเห็นเดินกับผู้ชายกล้ามปูด้วยอะ”
“ฉันได้ยินมาว่าเค้าเป็นไบ คือได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง”
“ว้าย !  งั้นฉันไม่ยุ่งด้วยนะ ถ้านางมาสนใจฉัน แล้วฉันจะทำไงอะ ฮ่าๆๆ”
“ไม่หรอกมั้งแก  นมแกเล็กขนาดนี้ ไปเสริมก่อนปะ ฉันได้ยินมาว่าเค้าไม่ชอบอะไรเล็กๆ”   
 
“อี๋ มาร์คมันลาวจริงๆ เล่นไลน์ไม่เป็น ใครๆ เค้าก็เล่นกัน ไม่รู้นางไปอยู่บ้านนอกที่ไหนมาเนอะ”

…………………......

ถ้าคุณผู้อ่านเป็น พนักงานใหม่คนนั้น แอนน่า ณเดชน์ เชอร์รี่ ยัยแป้ง แดน หรือมาร์ค
คุณถูกคุกคามเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ

ตัวอย่างข้างบนคือตัวอย่างที่พวกเราบางคนอาจจะพบเจอกันบ้าง ในวันธรรมดาชิวๆ ในชีวิตประจำวันทั้งที่ทำงานหรือที่บ้าน คนไกลตัวคนใกล้ตัวเค้าก็  “ทักทาย”  หรือ  “แซวติดตลก”  หรือ  “หยอกล้อกันฉันพี่น้อง” กันอย่างนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเราพิจารณาดูกันลึกๆ แล้ว มันถือเป็นคำพูดที่หลายๆ คนไม่ชอบฟัง เพราะแสดงถึงการดูถูกกัน คนฟังรู้สึกถูกคุกคามถึง  “ความเป็นตัวตน” ของเค้า   เราทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกมีลักษณะรูปร่าง สีผิว เพศสภาพ และภูมิหลัง ของตัวเองได้   แล้วผู้พูดมีสิทธิอะไรที่จะไปคอมเม้นต์เชิงลบในความเป็นตัวตนของอีกคนนึง สิ่งนี้แหละคะที่เราเรียกมันว่า “การคุกคาม และการถูกคุมคาม” หรือ harassment

ในบางกรณี พอโดนแซวโดนล้อมากๆ เข้า  ก็ถึงกับทำให้คนที่ถูกคุมคามเบื่อที่จะไปทำงาน  ขาดแรงบันดาลใจ ไม่อยากร่วมงานกับคนที่ล้อและแซว  อยากเปลี่ยนทีมงาน หัวหน้างาน  บางครั้งเกิดการแกล้งกัน เอาคืนกันด้วยการเหน็บแนม  เพื่อนร่วมงาน ทำให้เพื่อนอีกคนต้องอับอายในความเป็นตัวเองที่คนอื่นกลับมองว่าเป็นปมด้อย  ทั้งๆ ที่บางครั้ง  การที่บางคนผิวสีเข้มมากขึ้น หรืออ้วนขึ้นหน่อย อาจจะเป็นความตั้งใจของเค้า  จะได้มีน้ำมีนวลขึ้น  หรือชอบสีผิวแบบนี้อยู่แล้ว

เอาเป็นว่า โดยรวมแล้วบรรยากาศในการทำงานกลับกลายเป็นเรื่องไม่สนุก ของคนที่ถูกล้อหรือถูกคุกคาม เพราะตัวเอง “อ้วน”  “เตี้ย”  “ดำ”  “นมเล็ก”  “แก่”  “ลาว”  “พม่า”  “กะเหรี่ยง”  “เจ๊ก”  “บ้านนอก” ….. บางคนอาจเกิดอาการเก็บกด  ต้องมาระบายลงในโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์พันทิปก็มีให้พวกเราอ่านถมเถไป สุดท้ายแล้วประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน  ทีมเวิร์ก ก็อาจลดลง  และอาจจะถึงขั้นลาออกได้เลยทีเดียว  เพราะทนไม่ไหวกับการไม่เคารพในสิทธิของความเป็นตัวตนที่แตกต่าง ของเพื่อนในที่ทำงานอีกต่อไปแล้ว

มีอยู่วันนึงผู้เขียนไปร้านอาหารเวียดนาม โต๊ะข้างๆ เป็นคนไทยกลุ่มนึงที่มาทานอาหาร  ขณะที่พวกเค้ากำลังสั่งอาหาร เด็กเสิร์ฟไม่สามารถอธิบายได้ว่าขนมเบื้องญวนหน้าตาเป็นอย่างไร  เพราะน้องก็เพิ่งมาทำงานใหม่ ลูกค้าคนนั้นถึงกับโมโห เอ่ยปากด่าเสียงดังว่า  

“เอ้ย มึงมาจากไหนเนี่ย อ้อ พูดไทยไม่ชัด พม่าสิเนี่ยมึง ชนเผ่าไหนวะ ท่าทางจะกะเหรี่ยง ฮ่าๆๆ ใช่ไหม?  พูด!”

พนักงานคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนเพราะความอาย โกรธ แต่โต้ตอบไม่ได้  พวกเราลองสังเกตดูสิคะ ว่าทำไมเวลาเราได้รับบริการจากพี่น้องแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เค้าไม่ค่อยอยากเปิดเผยว่าตัวเองเป็นคนเชื้อชาติอะไร นอกจากเหตุผลอย่างเรื่องแรงงานถูกหรือผิดกฎหมายแล้ว  อีกเหตุผลนึงก็เพราะพวกเค้าถูกหลายๆ คน “แซวติดตลก” และ “หยอกล้อกันฉันพี่น้อง” อย่างนี้ละคะ ทำให้เค้าอับอายในความเป็นตัวตนของเค้า สูญเสียความภาคภูมิใจในเชื้อชาติที่เค้าควรมี  เหมือนๆ กับพวกเราคนไทยทุกคน



พฤติกรรมการแสดงออกที่มีเหยียดสีผิว ลักษณะรูปร่าง ศาสนา ภาษา อายุ ภูมิหลัง เชื้อชาติ หรือความปกติของสภาพร่างกาย  อย่างข้างต้นนี้แหละคะที่ถือว่าเป็นการคุกคาม (harassment)  เพราะพฤติกรรมดังกล่าวบั่นทอนสภาพจิตใจของพนักงานได้  สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นมิตร ทำให้พนักงานไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ นี่คือลักษณะการคุกคามที่คนไทยเราไม่ค่อยคำนึงถึง ส่วนมากจะได้ยินแต่กรณีการคุกคามแรงๆ ในข่าว อย่างเช่น การคุกคามทางเพศที่เราจะกล่าวต่อไปนี้

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้ยินข่าวฉาวหลังจากการลงจากตำแหน่งของ Dave McClure ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ 500 Startups ซึ่ง The New York Times ได้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เข้าข่ายถึงขั้นคุกคามทางเพศที่ Dave ปฏิบัติต่อผู้ประกอบการหญิง โดยหนึ่งในนั้นคือผู้ประกอบการหญิงชาวมาเลเซียอย่าง Cheryl Yeoh อดีต CEO ผู้ก่อตั้ง MaGIC  ที่ได้ออกมาแฉถึงพฤติกรรมของ Dave  ที่ขอร่วมหลับนอนและมีการคุกคามกอดจูบเธอหลังจากประชุมงานเสร็จ  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเอง  คำถามคือ ทำไม Cheryl เพิ่งจะมาเล่าเรื่องนี้สามปีให้หลัง  คำตอบก็คือ เพราะว่าตอนนั้นเธอกลัวว่าถ้าพูดไปแล้ว จะทำให้เกิดปัญหากับข้อตกลงระหว่างธุรกิจกับ 500 Startups ที่ Dave เป็น CEO อยู่  พูดง่ายๆ ก็คือ ยอมไม่พูด เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาทางธุรกิจ แล้วมันคุ้มกันหรอคะกับสภาพจิตใจ  และความรู้สึกที่ถูกคุกคาม?   มัน professional และยุติธรรมกับเธอ กับเพศหญิงไหม  ที่จะต้องปิดบังในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างนั้น?  การปิดบังกลายเป็นว่าเธอสนับสนุนให้พฤติกรรมเหล่านั้น ยิ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ซีอีโอหรือนายทุนบางคนเค้าก็ทำกันได้? ไม่เป็นไรปล่อยไปเถอะ เธอคงคิดมากไปเอง นานๆ ไปเวลาจะเยียวยาจิตใจ แล้วเธอก็คงชินกับพฤติกรรมแบบนี้ไปเอง ตัวเธอหรือพวกเราควรคิดอย่างนี้กันหรือเปล่าคะ?  

หนึ่ง พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงทางกาย ที่มีการสัมผัสอย่างใกล้ชิด ถึงเนื้อถึงตัว โดยไม่มีการขออนุญาต หรือการให้ความยินยอม สอง การใช้ความรุนแรงทางวาจา ออกความเห็น หรือถามคําถามเกี่ยวกับลักษณะรูปร่าง วิถีชีวิต หรือรสนิยมทางเพศ   สาม การแสดงออกโดยไม่ใช้วาจา แต่แสดงท่าทางที่สื่อความหมายทางเพศแทน อย่างเช่น ผิวปากเรียกสาว ส่งรูปภาพสาวสวยเซ็กซี่ในไลน์กลุ่มของที่ทำงาน  ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศ (sexual harassment) ทั้งสิ้นค่ะ  ในหลายกรณี การคุกคามทางเพศก็เพื่อที่จะแลกประโยชนกัน เช่น การขึ้นค่าตอบแทน การเลื่อนตําแหน่ง หรือการอนุญาตให้ทำงานต่อไปก็มี  และเช่นกันมันส่งผลกระทบแก่ผู้ที่ถูกคุกคามเป็นอย่างมาก ทั้งบั่นทอนสภาพจิตใจ  ยิ่งกว่าในกรณีของการคุกคามทั่วไป เราจึงเข้าใจหัวอกของ Cheryl  ได้เลยว่า ในช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมานี้ เธอต้องเก็บกดในความรู้สึก และต้องอึดอัดที่จะปิดบังมันเอาไว้มากแค่ไหน



ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านทราบว่า   การคุกคามทั้งทางเพศและการคุกคามทั่วไปนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย  แต่จากตัวอย่างแรกๆ พวกเราคงได้ยินบ่อย จนมันกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน ถ้าผู้อ่านทำงานกับองค์กร สถานประกอบการเอง หรือบริษัทข้ามชาติ จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากคะ เพราะเค้าถือว่าการคุกคามทุกประเภทนั้น เป็นเรื่องไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง  เค้าสามารถไล่พนักงานออกจากสถานประกอบการ  ตัดเงินเดือน  และฟ้องร้องกันได้ง่ายดายมาก  

ถ้าเจอสภาพของการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด พนักงานควรตั้งสติ ทบทวนเหตุการณ์ ควบคุมความรู้สึกของตัวเอง แล้วให้คุยกับหัวหน้างาน หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท  แจ้งพฤติกรรมเหล่านั้น เพื่อให้ทางสถานประกอบการดำเนินการแก้ปัญหา  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คุกคามหรือลงโทษ พนักงานต้องเข้าใจนะคะ ว่าเรื่องของการถูกคุกคามมีตัวบทกฎหมายแรงงานที่ดูแลเราอยู่ชัดเจน  ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องอับอาย หรือต้องปกปิดไว้เพราะคนอื่นจะมองเราไม่ดี  แต่นี่คือสิทธิของตัวเราเองที่กฎหมายคุ้มครองเราอยู่แล้ว  สถานประกอบการเองก็ควรที่จะมีการให้ความรู้และสนับสนุนการสร้างสังคมทำงานที่เป็นมิตร  มีแรงบันดาลใจในการใช้สิทธิ  และมีความเคารพกันและกันอย่างแท้จริง  เพราะสังคมเช่นนั้นจะทำให้พนักงานทำงานกับสถานประกอบการได้นาน  เพราะเค้ามีความสุข และทำผลงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องคุ้นชินในการคอมเม้นต์ของคนในประเทศเรา ที่บางทีก็ว่า  “เมตตาน้องมันเลยแหย่เล่น”   “อยากให้สนิทกันเร็วเลยแซวมันมากหน่อย”   แต่บางครั้งการแหย่เล่นนั้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าจะรู้สึกเล่นๆ กับสิ่งที่เราพูดออกไปบ้างหรือเปล่า หรือลึกๆ แล้วน้องพนักงานไม่ได้รู้สึกดี และให้ความเคารพเราคืนกลับมา  แต่อาจจะต้อง “จำยอม” ด้วยการแสดงสีหน้าสดใส ข้างในใจคือ  “ยิ้มไว้เถอะ คิดซะว่าพี่เค้ารักหรอกจึงหยอกเล่น”
 
ที่เขียนมาไม่ได้จะบอกว่าแหย่  ล้อ  แซวกันไม่ได้เลย  แต่ควรต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกันและกัน  เพราะความคิดของมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง  ถ้าเอะใจว่าเรื่องที่พูดไปนั้นไม่เหมาะสม  อาจจะค่อยๆ ถามว่า  “ที่เราแซวเธอไป เธอโอเคไหม  ถ้าไม่โอเคเราจะไม่พูดแล้วก็ได้นะ”  หรือกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ และเปลี่ยนพฤติกรรมซะ  เราไม่รู้หรอกค่ะ  ว่าเรื่องที่แต่ละคนอ่อนไหวนั้นคือเรื่องไหน  แล้วสิ่งที่เราพูดหรือกระทำไปโดยไม่ได้ทันสังเกตหรือปรึกษาเค้านั้น  จะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและทัศนคติที่เค้ามีต่อเราเองมากแค่ไหน  เพราะฉะนั้น การแสดงออกถึงความเคารพกัน  หยอกล้อกันเรื่องอื่นที่ไม่ใช่มีแต่ปมด้อยหรือเพศสภาพ  จะทำให้น้องสนิทสนมกับพี่มากขึ้น และพี่เองก็จะได้รับความเคารพของน้องอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง

เพราะอยากให้สังคมไทย เข้าใจถึงสิทธิของตนเอง สิทธิของผู้อื่น
ร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ได้ และน่าอยู่ที่สุดคะ





ที่มารูปภาพ 
http://Thinksource.com
http://sankeylaw.com/types-of-sexual-harassment-in-the-workplace

http://www.itscorp.ca/training-harassment.html

 
About the Author
นักพัฒนากลยุทธ์ เเละความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและองค์กร
ที่ live&learn ในสามทวีปทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย
เธอชอบถ่ายทอดประสบการณ์แปลกใหม่ในมุมมองที่แตกต่าง 
ปลุกพลังและแรงบันดาลใจได้ง่าย ๆ จากเรื่องใกล้ตัวที่คนอื่นมองข้าม 
และหยุดพูดไม่ได้ถ้าคุณบังเอิญชวนเธอคุยเรื่อง women empowerment
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเปรียบเทียบสิ่งที่ไม่ดีในตัวเราเหมือนแมลงสาบ สรุปว่าคุณเลี้ยงแมลงสาบ หรือเคยเลี้ยงไว้บ้างสักตัวไหมละคะ?
ฝรั่งคนไหนโชคดีได้พบเจอคนที่ใช้มันได้ถูกต้อง ก็จะกลับชอบและประทับใจให้ตัวคนไทยคนนั้นไม่เคยลืม