OPINION

ถ้าลังเลมาก ก็ลองทำมันทุกทางไปเลย

JAZZYKWANG
9 ส.ค. 2561
เคยตกอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องลังเลไหม ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอะไร หรือไปทางไหนดี กลัวเหลือเกินความผิดพลาด กลัวจะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ กลัวมันจะทำให้ทางที่ดีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก และบางทีความลังเลก็อาจจะพอคาดการณ์ได้คร่าวๆ แต่ความพลิกล็อคก็มีตลอดเวลา ความไม่แน่นอนนั่นล่ะแน่นอนที่สุด
 
ภายใต้ความลังเล มักจะมาคู่กันแบบสองทางทั้งซ้ายและขวา คือ ใช่หรือไม่ใช่ ได้หรือไม่ได้ ทำหรือไม่ทำ พื้นที่ของมันมักจะอยู่ราวๆนี้ เหมือนคนเดินมาถึงจุดหนึ่งแล้วมาเจอทางแยก ซ้ายหรือขวาดีล่ะที่จะเป็นทางที่ถูกต้อง ถ้าเคยเดินมาแล้วก็จะตัดสินใจง่ายหน่อย แต่ถ้ายังไม่เคย ก็คงต้องเสี่ยงดวงตามประสบการณ์เท่านั้น
 
ในเมื่อทางแยกมีสองทาง ตัดสินใจไปทางไหนก็ไม่ถูก แต่ว่าไปเมื่อชีวิตคือการทดลอง เราลองผิดลองถูกมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ถ้าเรื่องนี้จะลองดูอีกสักเรื่อง นั่นก็น่าจะได้คำตอบที่ดีก็ได้ ตัวผู้เขียนเมื่อประสบปัญหาความลังเล จึงไม่ขอเสี่ยงดวงในกรณีที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์นั้นๆด้วยการเลือกหนทางใดหนทางหนึ่ง เราขอเลือกทำทุกทางแล้ววัดผลไปเลยว่า ทางไหนดีที่สุดสำหรับเรา
 
การเสี่ยงดวงเลือกเพียงหนึ่งทาง เหมือนเป็นการตัดโอกาสไม่ให้รู้เรื่องราวของอีกทางโดยปริยาย การทดลองเลยเกิดขึ้นในวันที่เราลังเลที่สุดและตัดสินใจไม่ได้ งั้นลองลุยทั้งสองทางตามที่คิดและตามความเป็นจริงที่ควรจะทำไปเลยดีกว่า นั่นน่าจะเห็นความแน่นอนที่สุด และภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ และชวนให้เราลังเลหัวจิตหัวใจนี้ การมองอย่างความเป็นจริง ตัดเรื่องมโนออกไปจากหัวให้เกลี้ยง นึกถึงความเป็นจริงและความเป็นไปได้เท่านั้น แล้วเลือกมาเลย สองทาง สามทาง จะกี่ทางก็ว่ามา แล้วก็พาตัวเองเข้าสู่เส้นทางของการทดลองความลังเล
 

 
1.เมื่อคุณตกอยู่ในสถานการณ์ชวนเวียนหัวที่หาทางออกไม่ได้ อันดับแรก ตั้งสติให้ดีก่อน ตัดอารมณ์ขุ่นมัว อารมณ์โกรธ อารมณ์ดีใจ ตัดอารมณ์ออกไปให้หมด ให้เหลือเนื้อแท้ของเรื่องราวเท่านั้น
2.ถามตัวเองดังๆว่า ตัวเองต้องการอะไรจากเหตุการณ์นี้ เคลียร์ตัวเองให้ชัด จะหากระดาษกับปากกามานั่งเขียนเป็นข้อๆก็ได้ เอาให้ชัดไปเลยว่าตัวเองต้องการอะไร
3.ถ้ารู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร จากนั้นต้องรู้ว่าตัวเองไม่ต้องการอะไร เขียนเป็นข้ออย่างละเอียด ข้อนี้จะช่วยไม่ให้เราสับสนง่ายๆ
4.คราวนี้เรามาคิดวิธีหาทางออกกับเหตุการณ์นั้นๆ ถ้ามีเพียงทางเลือกเดียว นั่นสบายมาก แต่ถ้ามีหลายทางเลือกจนคิดไม่ออกว่าจะเลือกทางไหน ก็เขียนเป็นข้อๆเช่นกัน เอาให้ละเอียดว่ามีวิธีการอย่างไร แล้วเราคาดหวังอะไรจากทางเลือกนั้นๆ
5.จากนั้นจัดการทดลอง เลือกวิธีที่สะดวกใจที่สุดมาทำก่อน ทำให้สุดเท่าที่เราอยากทำ จากนั้นวัดผลแล้วดูว่าระหว่างสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่ไม่ต้องการ อันไหนเข้าเป้ามากกว่ากัน
6.เมื่อทดลองและได้ผลลัพธ์แล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือการนำผลลัพธ์มาประเมินตามหลักความเป็นจริง แล้วคัดเหลือเพียงทางเดียว โดยวัดจากสิ่งที่ต้องการและไม่ต้องการ
7.หากยังเลือกไม่ได้ แสดงว่าคุณอาจจะยังอธิบายความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้ไม่ชัดเจน หรืออาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
8.ถ้าเป็นอย่างข้อ7. เราแนะนำให้คุณใช้เวลากับทุกๆทางเลือก เรียนรู้และเข้าใจในทางเลือกแต่ละทาง ระหว่างนั้นจะทำให้คุณเข้าใจตัวคุณเองมากขึ้น แล้วเวลาจะเป็นตัวสร้างปฏิกิริยาของส่วนประกอบทั้งหมด จนเป็นผลลัพธ์ที่ใช่ที่สุดกับคุณเอง
 
ข้อแนะนำด้านบนเป็นสิ่งที่ตัวผู้เขียนทดลองทำแล้วได้ผล มันทำให้สิ่งที่อยู่ในความคิดทั้งหมด ถูกไล่เรียงอย่างเป็นรูปเป็นร่าง แล้วหนทางที่ลังเลอยู่นั้นก็ชัดไปโดยปริยายจนไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว แต่ก็ขอเตือนก่อนว่าทั้งแปดวิธีนี้จะไม่ได้ผลเลยถ้าคุณไม่กล้าชัดเจนกับตัวเอง แน่นอนว่าปัญหาเดิมๆซ้ำๆก็จะพาคุณวนเวียนอยู่ในอ่างไปเรื่อยๆ
 
จะว่าไปแล้ว ความลังเลก็นับเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรามีสติ ฉุกคิด เกิดข้อสงสัยก่อนที่จะตัดสินใจ แต่ถ้าลังเลมากหรือยังลังเลกับเรื่องเดิมๆ แน่นอนว่าไม่มีอะไรดีแน่และเสียเวลามากจริงๆ ใครยังลังเลกับชีวิตลองนำวิธีทั้งหมดนี้ไปใช้กัน พอรู้ทางออกที่ชัดๆให้ตัวเองแล้ว ก็เลิกลังเลแล้วก็เดินหน้าต่อให้ดีไปเลย
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เป็นไปได้ไหมว่า ผลที่เกิดขึ้น มาจากกระบวนการตัดสินใจล้วนๆ หรือว่าที่จริงแล้ว ผลที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจเลย ตั้งแต่ปัจจัยภายนอกที่ไม่มีทางรู้ได้ในตอนนั้น หรือแม้กระทั่ง “โชค”
คนที่เป็น smiling depression มักเป็นคนที่มีสถานภาพสังคมดี เพราะมีความจำเป็นที่ต้องสวมหน้ากากยิ้มไว้ตลอดเวลา