OPINION

ตามล่าหาจุด check in

สุรพร เกิดสว่าง
8 ม.ค. 2561
..เธอจำได้ว่า วันแรกที่คิดจะไปเที่ยว คำถามแรกที่เธอถามคือ concept คืออะไร? จะไปเน้นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือธรรมชาติ? หรือแม้กระทั่งชอปปิ้งในเมือง? คำตอบที่ดูเหมือนกันจากเพื่อนคือ “ไปตามที่เขาไป”  และหลังจากนั้น แต่ละคนรวบรวมจุด check-in ที่โพสกันใน social media, blogs, และ web board ดังมาร้อยรวมเข้าด้วยกันเป็นรายการเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร มุมถ่ายรูป
 
จากแผนการเที่ยวที่ทุกคนช่วยกันร่างขึ้นมา แต่ละจุดที่ต้องแวะล้วนเป็นจุด check-in ดังทั้งสิ้น ทั้งทริปดูเหมือนเป็นเกมลากเส้นต่อตามจุด check-in เหล่านี้ให้เป็นตัวอะไรสักอย่าง
 
คำถามที่เธอมีอยู่ในใจตั้งแต่วันแรกที่คุยกัน ก็คือ จริงๆแล้ว เราต้องการอะไรจากการไปเที่ยว? เธอเคยไป backpack คนเดียว ตระเวนไปตามจุดที่ guide book แนะนำเหมือนกัน ซึ่งดูเหมือนไม่ต่างอะไรจากจุด check-in ที่ใครๆก็วิ่งตาม แต่ว่า ความแตกต่างคือ เธอไปเพราะแต่ละจุดมีความเป็นมา มีเรื่องราวให้ดูและค้นหา ซึ่งต้องใช้เวลาซึมซับกับแต่ละแห่ง มากกว่าจะไปเพื่อเก็บภาพลง social media แล้วรีบไปต่อ
 
ยิ่งเพื่อนเธอคุยกันถึงชุดที่จะใส่ถ่ายรูป กับเวลาน้อยนิดที่ปันให้แต่ละที่ โดยไม่พูดถึงเรื่องราวหรือความหมายของสถานที่เที่ยวเลย เธอก็เริ่มคิดว่า สงสัย highlight แท้จริงของทริปนี้ไม่ได้อยู่ที่จุดท่องเที่ยว หากอยู่บนจอมือถือแต่ละคนหลังโพสภาพ ต่างหาก


 
ปกติการโพส social media คือ by product ของชีวิต อันหมายถึงชีวิตดำเนินไป แล้วเก็บภาพตามไปเรื่อยๆ มาโพสเล่าสู่กันฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง 
 
แต่สำหรับบางคน ชีวิตกลับกลายเป็น by product ของ social media คือ ภาพมาก่อนแล้วชีวิตวิ่งตาม
 
นั่นคือกิจกรรมส่วนใหญ่ในชีวิต ถูกเรียบเรียงจัดขึ้นมาเพื่อการแสดงออกทาง social media โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะคิดก่อนว่า กิจกรรมนั้นสามารถโพสลง social media ได้ดีหรือไม่ มีคนชื่นชมมากแค่ไหน ส่วนความสุขในตัวกิจกรรมเองนั้นถือเป็นเรื่องรองลงมา จนอาจถือว่าเป็นเพียงผลพลอยได้มากกว่า ไม่ได้คาดหมายอะไร
 
ก่อนมี social media คนเราใช้ชีวิตตามที่เราอยากจะทำ แต่เมื่อมีเวทีให้แสดงบนอินเตอร์เนต หลายอย่างในชีวิตจึงตั้งใจถูกจัดเพื่อการแสดงบนเวทีนี้ จนเวที social media นี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต หรือ แกนกลางของขีวิตไปโดยปริยาย กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตถูกโยงมารวมศูนย์ที่เวทีนี้
 
ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็เท่ากับเป็นการสร้างความกดดันในทางบวก ในเมื่อคนอื่นๆมีชีวิตที่น่าสนใจ แล้วเราจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็คงรู้สึกไม่ดี จึงต้องหาทางใช้ชีวิตให้น่าสนใจบ้าง ถือเป็น peer pressure ในทางบวกกลายๆ 
 
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการแสดงบนเวทีโซเชียลนี้ ไม่ได้เป็น “ของจริง” อย่างที่ควรเป็น หากเป็นเพียง “การแสดง” โดยชีวิตถูกเขียน script ให้เดินตามบทบาทที่วางแผนจะแสดงบนโลกโซเชียล แทนที่ชีวิตจะมีอิสระในการเลือกกำหนด script เองและโลก social เป็นเพียงสมุดบันทึกตามหลัง อย่างที่ควรจะเป็น
 
นั่นคือ เป้าหมายของการใช้ชีวิตจะวนเวียนอยู่กับการแสดงให้คนอื่นได้ดู มากกว่าที่จะสนองความต้องการแท้จริงของตนเอง ทำนองว่า “ชีวิตนี้คือละคร” เพราะมันคือละครจริงๆ
 
แต่เมื่อเป็นการแสดงให้คนดู จึงหนีไม่พ้นที่จะไปผูกกับคำถามว่า “คนดูชอบหรือไม่?” เท่ากับว่า ชีวิตจะมีความพอใจหรือมีความสุขได้นั้น ก็ต้องขึ้นกับคนอื่นจะว่าอย่างไร เป็นการมอบอำนาจให้คนอื่นในการทำให้เรามีความสุข
 
หากอยู่ในสภาพเช่นนี้มากเข้า ก็อาจจะเกิดอาการอ่อนๆของ “learned helplessness” ที่นักจิตวิทยาดัง Martin Seligman นิยามไว้ในหนังสือ Learned Optimism นั่นคือ ในกรณีนี้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะพอใจหรือมีความสุขได้ด้วยตัวเอง นอกจากคนอื่นจะให้การ approve เสียก่อน
 
นอกจากนั้น เมื่อเป็นการแสดง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นของจริง ชีวิตในโลกการแสดงจึงเต็มไปด้วยการสะสม “สัญลักษณ์ หรือ symbol”  มากกว่าจะสะสม “เนื้อหาหรือ content จากของจริง” จนเกิดเป็นทัศนะที่คิดว่าบริโภคแค่สัญลักษณ์หรือ “หน้าปก” ก็พอแล้ว ส่วนเนื้อหาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สนใจก็ได้
 
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิด “ธุรกิจจัดฉาก” ภายใต้ชื่อกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรม adventure หรือ outdoor แต่เน้นเพียงการมาถ่ายรูปลงโซเชียล โดยผู้ที่ใช้บริการ ไม่ได้ทำกิจกรรมนั้นจริง ไม่ได้เน้นความสะใจที่ทำได้ หากเน้นความสะใจจากจำนวน like กับภาพจัดฉากทำท่าเสมือนว่าได้ทำ แน่นอนว่า ธุรกิจเหล่านี้ควรทำเงินได้ดี เพราะลูกค้าแต่ละคนใช้เวลาไม่มาก หมุนเวียนเร็ว ทำให้รับลูกค้าได้จำนวนมาก และไม่จำเป็นต้องใช้เวลาดูแลระบบของกิจกรรมนั้นเท่าไหร่ เพราะที่จริงก็มันคือเพียง”ฉาก” หรือสัญลักษณ์เท่านั้น 
 
ธุรกิจจัดฉากที่ยั่งยืนมักจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจกิจกรรมจริง เพราะตัวกิจกรรมแท้จริงจะเป็นตัวสร้าง prestige ให้กับกิจกรรมจัดฉาก โดยที่กิจกรรมจัดฉากอาจจะเป็นแหล่งรายได้ที่มาอุดหนุนกิจกรรมของแท้ให้อยู่ได้ เพราะถ้าอาศัยลูกค้ากิจกรรมจริงกลุ่มเดียว อาจไม่พอ เพราะจำนวนไม่มากเท่า และ turn over ต่ำ (ใช้เวลาทำกิจกรรมนาน) ในขณะที่ลูกค้าจัดฉากผลัดเปลี่ยนกันมาแล้วไปในเวลาอันสั้น  ซึ่ง “dual-segment business model” นี้ เป็นการพึ่งพากันและกันระหว่างสอง segment ที่มีจุดประสงค์ต่างกันลิบลับ
 
Business model นี้ให้ประโยชน์ให้กับลูกค้าตัวจริงไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าลูกค้ากลุ่มนี้ได้ subsidy จากลูกค้าจัดฉาก ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการทำกิจกรรมจริงไม่จำเป็นต้องตั้งสูง เพราะลูกค้าจัดฉากได้ “จ่ายเผื่อ” ให้กลุ่มลูกค้าจริงไปแล้วโดยไม่รู้ตัว   
 
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่า สอง segment นี้ อาจมีความขัดแย้งกันก็ได้ โดยที่หาก segment จัดฉาก ขยายใหญ่โตเกินไป ก็ย่อมจะทำให้ segment ของจริงเสีย prestige ไป และลูกค้ากิจกรรมจริงจะเริ่มหนีหายเพราะรังเกียจบรรยากาศ จนธุรกิจเจ้านั้นอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของการจัดฉากทั้งหมด ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ธุรกิจนั้นก็อาจจะสูญเสียลูกค้าทั้งหมดไปด้วย เพราะแน่นอนว่า ลูกค้าจัดฉากย่อมไม่อยากให้ใครคิดว่าเป็นเพียงแค่มาเพื่อถ่ายรูปแล้วเลิก หากต้องการสื่อในโลกโซเชียลว่า เขามาทำกิจกรรมนั้นจริงๆ
 
การแข่งขันระหว่างสอง segment แย่งใช้ทรัพยากรเดียวกัน แต่จริงๆแล้วต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงเป็นเรื่องท้าทาย business model นี้ ซึ่งหลายแห่งมีทางออกคือ จัดเวลาให้ต่างกัน หรือ แยกมุมกิจกรรมไป โดยพยายามไม่ให้เกิดความรู้สึกแยก segment ชัดเจน
 
ทั้งหมดนี้ชี้ว่า กลุ่มคนที่นิยมการจัดฉากบนโลกโซเชียล ต้องแบกความเสียเปรียบและภาระหลายอย่าง ตั้งแต่สภาพจิตใจ learned helplessness ความไม่มั่นใจในเรื่องตามกระแสทันหรือไม่ หรือ fear of missing out (FOMO) ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เสียเปรียบตั้งแต่ต้น (จ่ายเท่ากันแต่ใช้บริการนิดเดียว) ทั้งนี้ ยังไม่รวมเวลาที่ควรจะเอามาทำในสิ่งที่เราชอบจริงๆ แทนที่จะมาทำให้คนอื่นดู  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กระแสจัดฉากน้อยลงเลย
 
ส่วนบางธุรกิจ อาจไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการจัดฉากเท่าไหร่ อย่างในกรณีของร้านอาหาร มีการศึกษาจากเทปที่เคยบันทึกในปี 2004 เปรียบเทียบกับปี 2014 ของร้านอาหารในนิวยอร์ก พบว่า สาเหตุที่บริการช้าจนลูกค้าไม่พอใจ ทั้งที่ฐานลูกค้าเท่าเดิมและระบบงานทันสมัยขึ้น เป็นเพราะว่าลูกค้าใช้เวลากับมือถือ และถ่ายรูปอาหารเพื่อโพสลง social media  โดยลูกค้าใช้เวลาเฉลี่ย 3 นาทีในการถ่ายภาพอาหาร (ยังไม่นับการใช้เวลาผลัดกันดูรูป และเวลาโพส รวมถึงการใช้เวลาติดตาม feedback ของการโพส) ผลคือ ในปี 2004 ลูกค้าใช้เวลา 1.05 ชั่วโมง แต่ในปี 2014 ใช้เวลา 1.55 ชั่วโมง แต่ทำรายได้เท่าเดิม
 
เมื่อคนมีจุดประสงค์ทำกิจกรรมเพื่อลง social media มากกว่าที่จะทำกิจกรรมนั้นจริงๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไป ก็อาจจะทำให้ความคิดในสังคมเปลี่ยนไปด้วย นั่นคือ ความผิวเผินเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ และความรอบรู้ลงลึกกลายเป็นเรื่องที่ไกลตัวที่ไม่จำเป็นต้องสนใจ อีกทั้ง หมกมุ่นกับตัวเองมากขึ้น และสนใจสิ่งรอบข้างน้อยลง
 
แทนที่ social media จะเป็นตัวเชื่อมโยงเรากับโลกภายนอก กลับกลายเป็นตัว disconnect เราจากโลกความจริงที่เราเป็นเจ้าของ และฝังตัวอยู่ในโลกแห่งการแสดงที่คนดูเป็นเจ้าของแทน 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

‘อย่า อยู่ อย่าง อยาก’ ที่ตีความได้อีกแบบหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ฉันมักใช้เตือนตัวเองอยู่เสมอ
คือ ‘อย่าหยุดอยู่แค่คำว่าอยาก’ เป็นคำที่ผลักดันให้ฉันมีพลังที่จะก้าวออกไปเริ่มทำในสิ่งที่คิดว่าอยากถ้าเสียงในใจมันร่ำร้อง

ถึงแม้ตามสถิติชีวิตแต่งงานมีความเสี่ยงสูง แต่เราบริหารความเสี่ยงให้น้อยลงได้ อย่างแรกที่สำคัญมากคือ อย่าไปแสวงหาความ perfect ที่ไม่มีจริง