OPINION

ณ วันที่ฉันตาย

วาริชไวรัลย์ ศรีไสย
23 พ.ย. 2560
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าบทความนี้ไม่ได้น่าหดหู่อย่างที่คิด เพียงแต่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของชีวิตและคุณค่าทางจิตใจ

‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นช่วงเวลาที่ไม่ว่าคุณหรือเราต่างหนีไม่พ้น...ขณะที่ร่างกายกำลังดับสูญเหมือนกระจกที่แตกร้าว วาระนั้นจิตของเราคงพรั่งพรูเรื่องราวต่างๆนานาเสมือนเศษกระจกที่ยังสามารถ
สะท้อนเงาให้เห็นได้อยู่ นั่นคือวาระแสดงคุณค่าแห่งชีวิตว่า ‘คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ...คุณได้ให้อะไรกับคนที่คุณรัก และ คุณทิ้งอะไรไว้ให้โลกรำลึก’ แล้วหรือยัง?

“Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.-จงใช้ชีวิตประหนึ่งพรุ่งนี้เป็นวาระสุดท้ายของชีวิต และจงเรียนรู้ให้เหมือนกับเรามีชีวิตนิรันดร์” คำกล่าวของมหาตมะ คานธียังคงซื้อใจคนได้เสมอ หาก ‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นวาระที่ทุกคนตระหนัก เราจะเห็นผู้คนทำสิ่งที่อยากทำเสียที หลายครั้งเราผลัดวันประกันพรุ่งโดยสะกดจิตตัวเองว่า “เราไม่พร้อม – เราไม่กล้า – เอาไว้ค่อยทำ” หลากหลายสาเหตุที่พยายามฉุดคุณให้อยู่กับที่ (ซึ่งไม่ใช่แค่คุณหรอก...เราก็ด้วย)
เราอยากลองเรียนทำขนม อยากจริงจังกับรายได้เสริม
  • เราอยากมีอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้ให้กับตัวเอง
  • เราอยากทำสมาธิก่อนนอนให้ได้ทุกวัน
  • เราอยากเรียนปริญญาโท และต่อเอก
หาก ‘ณ วันที่ฉันตาย’ คือวันนี้...กระจกในดวงจิตเราสะท้อนสิ่งที่อยากทำอะไรออกมาบ้าง? เราตอบเลยว่า “ยังไม่มี” เรากลัวว่าไปเรียนทำขนมแล้วหัวไม่ไป ถามว่าลองหรือยัง? ก็ยังไม่เคยลองหรอก ถามถึงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า...เราก็ออมบ้างไม่ออมบ้าง กลัวว่ามันไม่เวิร์กในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้... แล้วเรื่องต่อโทต่อเอก กลัวจังเลย...กลัวเหนื่อยจากงาน กลัวเรียนไม่จบ สารพัดจะกลัว...ถามว่าลองเริ่ม ลองทำอะไรหรือยัง...ไม่เคยลองแต่กลัวไปก่อน ดูเหมือนว่าเถาวัลย์แห่งความกลัวงอกจากหัวใจลามลงไปพันแข้งพันขาฉุดในเราอยู่กับที่

แล้วถ้าเรื่องคนที่เรารักล่ะ?
  • เราอยากร่วมกันเปิดร้านขนมกับแฟน
  • เราอยากใช้เวลากับแม่และครอบครัวให้มากขึ้น
  • เราอยากให้แม่หยุดทำงาน อยากเป็นคนรับผิดชอบครอบครัวแบบร้อยเปอร์เซ็นส์
เราได้แต่คิด...คิดสะระตะ แต่ถามว่าทำได้หรือยัง ยังไม่ได้เลย เรื่องเปิดร้านขนมเอาไว้ก่อนตอนนี้รายจ่ายปัจจุบันมากมาย เรื่องเวลาให้แม่เอาไว้ก่อน ตอนนี้เอาเรื่องงานเรื่องเงินสำคัญมาก ส่วนเรื่องรับผิดชอบครอบครัวแบบเต็มร้อยนั้นคงยังไม่ใช่เวลานี้ ขอให้เอาวันนี้ให้รอดก่อน เราปลูกเถาวัลย์ชนิดที่สองในหัวใจ พอรู้ตัวเถาวัลย์แห่งความผลัดวันประกันพรุ่งก็พันแขนพันเอวเราเสียแล้ว

แล้วถ้าเรื่องความรับผิดชอบต่อโลกล่ะ?
  • เราอยากเข้าร่วมมูลนิธิหาบ้านให้กับหมาแมวจรจัด
  • เราอยากลงแรงกายช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อผู้ทุพพลภาพ
แต่แล้วเราก็บอกตัวเองว่า  “เดี๋ยวก็มีคนทำ...เราทำเรื่องของตัวเองให้เสร็จก่อนแล้วค่อยคิด” นั่นคือเรากำลังปลูกเถาวัลย์ชนิดที่สาม ‘เถาวัลย์แห่งการมองเห็นแต่ตัวเอง’ ที่ค่อยๆเลี้อยมารัดคอเราทีละเล็กทีละน้อย จนในสุดจิตเราถูกเกาะกินโดยสมบูรณ์แบบเหมือนเถาวัลย์รัดแน่นเป็นกาฝากไม่ต่างอะไรกับซากต้นไม้ที่ตายแล้ว
           
หาก ‘ณ วันที่ฉันตาย’ เป็นวันนี้ เราจะเกลียดตัวเองที่ไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง เราจะหาคุณค่าของตัวเองไม่เจอ เราหาความภาคภูมิใจอะไรไม่ได้...แล้วเถาวัลย์ที่เราปลูกมาทั้งชีวิตไม่ได้มีแค่สามชนิดแน่นอน เรายืนยัน อาจจะห้า อาจจะสิบ หรืออาจจะร้อย แล้วอะไรล่ะสามารถกำจัดเถาวัลย์เหล่านี้ที่ค่อยๆกลืนกินจิตของคุณ คำตอบคือ ‘เริ่มทำอะไรสักอย่างสิ’ การเริ่มทำก็เหมือนคุณเอื้อมมือไปหยิบเลื่อยแล้วบรรจงเลื่อยออกทีละเล็กทีละน้อย เลื่อยได้บ้างไม่ได้บ้างก็ช่างมัน...แต่เชื่อว่ามันต้องมีสักเส้นล่ะที่ขาดออก

‘ณ วันที่ฉันตาย’ ไม่ใช่บทความแช่งชักหักกระดูกแต่เป็นการเตือนสติว่าวันนี้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ...คุณได้ให้อะไรกับคนที่คุณรัก และ คุณทิ้งอะไรไว้ให้โลกรำลึก’ แล้วหรือยัง...ถ้ายังก็เริ่มซะ!

อ่อ!ลืมบอกไป เราโทรไปสมัครคอร์สเรียนทำขนมเค้กแล้วนะ...สวัสดี
About the Author
Content Creator กร้านโลก ผู้มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง เชี่ยวชาญการผสมผสานชีวิตทั้งสองขั้วถ่ายทอดออกมาให้คนรอบข้างรู้สึกแกร่งได้อย่างน่าแปลกใจ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นี่แหละอาชีพขายบริการ ส่วนใหญ่จะหลงระเริงอยู่ในโลกมายาราตรี ที่เป็นเหมือนสวรรค์ในนรกกลืนกินชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว
 
เด็กในวันนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ เรามีพื้นฐานความคิดในวันนั้นเป็นอย่างไร วันนี้ก็เช่นกันมันไม่ไปไหนไกลก็จะเป็นคล้ายๆแบบวันนั้นนั่นเอง แต่ว่าไปชุดความคิดพวกนั้นบางอย่างก็ถูกเปลี่ยนไปแบบไม่เชื่อในเรื่องเดิมเลยก็มี นั่นก็คงต้องผ่านการพิสูจน์อะไรบางอย่าง จนรู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า ที่เคยเชื่อมันไม่ใช่เรื่องจริง