OPINION

ณ ขณะนี้…ดีที่สุด

(จันทร์กรกฎ)
18 ม.ค. 2561
เรามักจะได้ยินข้อความที่พูดกันบ่อยๆ ว่า อย่าไปสนใจเรื่องที่ผ่านมา หรือกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ให้อยู่กับเวลาของปัจจุบัน นั่นแหละดีที่สุดแล้ว
 
คำพูดที่ว่ามันก็ดูเป็นเหตุเป็นผลและถ้าเอามาใช้กับชีวิตของแต่ละคนก็คงจะดีไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงหลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หลายคนก็ยังคงเก็บเอามาคิด เอามาใส่ในสมองอยู่บ่อยๆ  เรียกว่าผ่านไปแล้วก็ยังไม่ลืม ถ้าแค่จำก็คงไม่น่าจะมีอะไรเสียหายมากนัก แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่องที่ผ่านไปแล้วนอกจากจะไม่ถูกลืม การเอามันกลับมาตอกย้ำอยู่บ่อย ๆ ถึงความผิดพลาดจนกลายเป็นความเจ็บปวด คิดเมื่อไหร่ก็อยากย้อนเวลาหรือรู้สึกผิดอยู่ตลอดว่าเราไม่น่าทำแบบนั้นเลย สิ่งนั่นแหละที่เรียกว่าเรากำลังทำให้เรื่องที่ผ่านมามีผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับชีวิตปัจจุบันของเรา
 
เพราะอะไรที่มันผ่านไปแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้จริงๆ   คล้าย ๆ กับคุณยืนรอรถเมล์สักสายอยู่ที่ป้ายรถ แล้วรถคันนั้นมาพอดีแต่คุณขึ้นไม่ทัน จังหวะที่คุณวิ่งมาถึงรถมันก็เคลื่อนตัวออกไปแล้ว  แน่นอนว่าคุณต้องอาจรู้สึกเสียดายหรือเจ็บใจว่าทำไมขึ้นไม่ทัน  ถ้าขึ้นทันป่านนี้เราคงไปทำงานไม่สาย ถ้าขึ้นทันเราคงไม่ต้องยืนรอรถอีกนาน และถ้าขึ้นทันเราคงจะ ๆๆๆ อีกหลายต่อหลายเหตุผล ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งนึกก็ยิ่งอารมณ์เสีย แต่นึกแล้วคิดแล้วรถเมล์คันนั้นมันจะย้อนกลับมาหาคุณไหม ก็ไม่ สมมติเป็นรถเมล์สาย 115  ที่เรากำลังยืนรออยู่ตรงหน้ารามคำแหง ช่วงที่คุณบ่นด่าโทษตัวเองโทษสิ่งรอบข้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  รถคันนั้นอาจวิ่งไปถึงสวนสยามแล้วก็ได้
 
แต่คุณยังมัวคิดอยู่ที่เดิม  ในขณะที่ทุกอย่างมันก็เดินผ่านไปแล้ว เหมือนรถเมล์คันนั้นมันก็ผ่านหน้าเราไปแล้ว มันไม่กลับมาหาเราแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือ ลืมมันซะแค่รอรถคันใหม่และพยายามขึ้นรถให้ได้ เพื่อที่จะได้ออกจากป้ายรถเมล์ตรงนั้นไปยังจุดหมายของเส้นทางที่เราตั้งใจ นั่นน่าจะดีกว่าอะไรทั้งหมด
 
สิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็เช่นกัน  ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้น จะดีจะไม่ดีไม่มีใครรู้ ต่อให้เป็นชีวิตของเราเองก็ยังไม่อาจรู้ เพราะคุณไม่ได้เป็นคนกำหนดสิ่งนั้น เช่นเป็นเรื่องความรักของคนสองคน แล้วถ้าพรุ่งนี้มีเหตุให้ใครอีกคนก้าวเข้ามาเป็นบุคคลที่สามในชีวิตของทั้งคู่ จะด้วยจังหวะโชคชะตาหรืออะไรก็ตามแต่ที่มันมาถึงพอดี  คุณจะไปห้ามสิ่งนั้นไม่ให้เกิดได้ไหม
 
เรื่องที่เกิดในชีวิตไม่ใช่บทหนังหรือบทละคร ที่เราคือคนเขียนบทที่จะสามารถสร้างเรื่องขึ้นมาเองได้ว่าให้ใครพบเจอกับอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนถึงจบเรื่อง แต่ของจริง สนามชีวิตจริงๆ  มันไม่ง่ายอย่างนั้น
 
แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นเราทำอะไรได้ คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ ทำความเข้าใจกับมัน ก็เท่านั้นเอง
 
เข้าใจว่าเมื่อมันผ่านไปแล้ว มันก็จะกลายเป็นเรื่องของเมื่อวานที่เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย  นอกจากปล่อยให้มันผ่านไป เข้าใจว่าเรื่องที่ยังไม่เกิดอย่าไปเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า และต่อให้มันจะเกิดขึ้นจริงๆ  ยังไงมันก็ต้องทุกข์อยู่ดี แต่การที่เราชิงทุกข์ไปก่อนคิดไปก่อน ก็เท่ากับเราเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองเป็นสองเท่าด้วยซ้ำ
 
แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่างหากที่เราควรทำ การเตรียมพร้อมที่หมายถึงการตั้งรับหรือคาดคะเนว่าถ้าเกิดแบบนี้จะรับมือกับมันอย่างไร มีแผนหนึ่งแผนสอง  เหมือนการขับรถนั่นแหละว่าเราจะขับรถไปทางนี้ดีไหม จะไปถึงหรือเปล่า ถ้ามัวแต่คิดโน่นนี่คุณก็ขับไปอย่างไม่มีความสุข อาจเกิดอุบัติเหตุ วิวสองข้างทางก็ไม่ทันได้ดู เพราะคิดแต่ว่า ทางข้างหน้าจะเป็นยังไง แล้วหลุมบ่อจะเยอะไหม  ลองเปลี่ยนมาคิดว่าถ้าเจอหลุมเจอบ่อจะต้องหลบไปทางไหนยังไงดีกว่า
 
เมื่อวานคือสิ่งที่ผ่านไป พรุ่งนี้คืออะไรที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่อยู่ตรงกลางหรือช่องว่างของห้วงเวลาทั้งสอง ก็คือคำว่าปัจจุบันที่เราต้องนิ่งกับมันให้มากที่สุดไม่ปล่อยให้จมหรือล่องลอยไป
 
การไม่จม คือการไม่จมอยู่กับสิ่งที่เกิดมาแล้วและย้อนกลับไปเปลี่ยนมันไม่ได้
การไม่ลอย ก็คือการไม่ปล่อยให้ใจล่องลอยไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิด จนกลายเป็นความวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เห็น
 
แต่ให้เรานิ่ง คือทำใจให้นิ่งและตั้งใจทำทุกเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างมีสติให้มากที่สุด  
 
เขื่อเถอะว่า ณ ขณะนี้ มันเป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้ว
เพราะมันเป็นเวลาที่เป็นของเราจริงๆ 
About the Author
ครีเอทีฟรายการทีวี / script copy writer / web content  / และนักฟังเพลง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อะไรถึงทำให้คนในยุคนี้ใส่ใจกับตัวเลขร้อยล้านได้อย่างน่าฉงนใจ เราไม่มีความค่อยเป็นค่อยไปเหมือนเมื่อก่อนกันแล้วหรอ
7 เคล็ดลับดีๆ จากหนังสือ “จงทิ้งสิ่งที่ดี เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด” ที่ทำให้คุณกล้าปฏิเสธคนอื่นได้อย่างนุ่มนวล