OPINION

ช่างแม่งกับให้อภัยใกล้กันนิดเดียว

JAZZYKWANG
17 ส.ค. 2561
“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” ประโยคนี้มองได้ทั้งสองมุม ไม่ว่าจะโลกสวยแบบลาเวนเดอร์นับล้านดอก หรืออาจจะเป็นประโยคปลงแล้วปลงอีกแบบพอกันทีเดี๋ยวก็ดีเอง ความหมายเป็นไปได้หมด มันอยู่ที่คุณเจออะไรในเหตุการณ์นั้น และรู้สึกกับมันอย่างไร แต่โดยส่วนมากก็คิดว่า ปลง น่าจะเหมาะที่สุดกับประโยคนี้

หลากหลายเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายที่เกิดในชีวิตนั้น ล้วนเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก แต่กว่าจะผ่านพ้นไปแต่ละเรื่องได้ มันไม่ธรรมดาเหมือนที่คนอื่นพูดปลอบใจเราหรอก ความเจ็บปวดชอกช้ำเหมือนเอามีดมาเสียบแล้วเสียบอีก เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ตายสักที นั่นล่ะทรมานสุดขั้วหัวใจ แล้วในบางคนยิ่งเจ็บยิ่งจม แต่ในบางคนยิ่งเจ็บยิ่งต้องหาทางออก ซึ่งทางออกมันก็ไม่ได้เจอกันง่ายๆ ระยะเวลาที่เดินหาประตูบานนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่ บาดแผลก็ยิ่งลึกลงไปทุกที การให้อภัยกับความช่างแม่งจึงเกิดขึ้นในหัว เพราะเผื่อบางทีอาจจะรอดไปแบบดีๆเลยก็ได้
 
ผู้ใหญ่หลายคนที่สอนๆเรา มักจะบอกว่า การให้อภัยอย่างไม่ผูกใจเจ็บนั้นเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ความโมโหโทสาที่พร้อมปาระเบิดใส่ทุกคนแบบไม่ยั้ง จะเอาอะไรมาให้อภัยได้ ความคิดไตร่ตรอง หาที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ใช่ว่าจะคลี่คลายความเจ็บช้ำจนสู่การให้อภัยได้ มันยิ่งย้ำซ้ำเติมไปกว่าเก่าเป็นร้อยเท่า การให้อภัยแบบส่งเดชน่าจะพอมีลุ้นมากกว่าการให้อภัยอย่างจริงใจ นั่นอาจจะหมายความว่า ช่างแม่งไปเถอะเดี๋ยวก็ดีเอง
 
เมื่อความช่างแม่งและการให้อภัย ที่เราให้ความหมายต่างกันแบบด้านมืดและด้านสว่าง ถูกนำมาใช้เป็นทางออกในหลายๆเหตุการณ์ ถามจริงๆเถอะว่า สำหรับคุณแล้วช่างแม่งหรือให้อภัย อันไหนดีกว่ากัน แน่นอนคุณอาจจะลังเล ตอบไม่ได้แบบทันทีทันใดว่าจะเลือกอะไร เพราะอะไรรู้ไหม เรื่องพวกนี้ไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก การจะเดินไปทางไหน เราวัดกันที่ความรู้สึกตอนนั้นล้วนๆ
 
“จิตใจแห่งความช่างแม่ง” ในตอนนั้นถามว่ารู้สึกอย่างไร ตอบง่ายๆมันคือความปลงแบบไปตายเอาดาบหน้า เพราะกว่าจะถึงระดับความช่างแม่งนี้ได้ เราคงคิดหาเหตุผล หาคำตอบสารพัดที่จะหา หาแล้วหาอีกก็ยังดูไม่ใช่ทางออกที่ดี จนสุดท้าย ความช่างแม่งในตอนนั้นดูเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่คุณอยากจะเลือก
 
ความช่างแม่งรู้สึกอย่างไร
-    ไม่สนใจอะไรแล้วโว้ย
-    ผลจะออกมาอย่างไร ไม่รู้ ไม่ใส่ใจ
-    ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปเอง
-    เลิกคาดหวัง เลิกคาดเดา
-    เดินหน้าต่อไป อย่าไปคิดอีก
-    เสียเวลา
-    ช่างแม่งโว้ย
 
นี่คือความรู้สึกของความช่างแม่ง ที่ดูแล้วอาจจะร้ายๆลบๆสักนิด แต่เอาจริงๆจิตใจในตอนนั้นเข้าขั้นเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมามาก เพราะความช่างแม่งคือ การเสียสละอย่างหนึ่ง สละความคาดหวัง สละว่าจะต้องได้อะไร สละแบบไม่คิดอะไรแล้ว และเชื่อว่า ปล่อยมันไปเถอะ ถ้าจะดีเดี๋ยวมันก็ดีเอง
 
การให้อภัยรู้สึกอย่างไร
-    รู้จักเหตุ รู้จักผล ในสิ่งที่เกิดขึ้น
-    เรียนรู้ว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้น
-    ทุกเหตุการณ์เป็นบทเรียน
-    ไม่ซ้ำเติมใครทั้งสิ้น ถือว่าเป็นประสบการณ์
-    เรียนรู้จากทุกๆการกระทำ ว่ามันก็มีเหตุและผลของมัน
-    ผูกใจเจ็บ ไม่เคยมีอะไรที่ดีจากสิ่งพวกนี้
-    เรียนรู้ที่จะให้อภัย เพื่อไม่ผูกใจต่อกัน
 
ความรู้สึกของการให้อภัย ดูเหมือนจะคนละขั้วกับความช่างแม่งแบบสุดโต่ง มันช่างสวยงามจริงๆนะคุณ การให้อภัยดูมีเหตุมีผลให้จดจำ แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ จิตใจอาจจะบาดเจ็บมาสาหัส จนก้าวสู่ขั้นด้านลบ แล้วก็ผ่านบทเรียนมาจนรู้ว่า ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นมาได้ การให้อภัยจึงเดินเข้ามา แล้วบอกกับเราว่า ทางออกนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำ
 
ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเริ่มต้นด้วยสาเหตุอะไร แล้วจบด้วยเหตุการณ์อะไร เหนือสิ่งอื่นใดจิตใจของมนุษย์ย่อมมีบทบาทกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น และมักจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะบอกว่า คุณจะเลือกทางออกแบบไหน ช่างแม่ง หรือ ให้อภัย
 
การเรียนรู้ความรู้สึกตัวเอง การเรียนรู้ที่จะอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆได้ และภาวะการตัดสินใจที่ดี ย่อมเป็นสมการที่สำคัญที่จะทำให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาแย่ๆไปได้ไม่ยาก หรือจะยากก็จะผ่านไปได้ เพราะคุณเชื่อไหมว่า หากเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ใดแล้ว การปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับความรู้สึก ไม่ว่าจะลบหรือจะบวกก็ตาม และการไม่รู้เท่าทันตัวเอง นั่นเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะมันจะทำให้คุณทำอะไรอย่างไม่มีเหตุมีผล ใช้อารมณ์อยู่เหนือความจริงที่ต้องตัดสิน แล้วทุกอย่างอาจจะพังอย่างที่คุณก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือเรียกง่ายๆว่า คุณต้องมีสติทุกความรู้สึกที่คุณมี มันจะทำให้คุณรอดไปเจอทางออก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 


การให้อภัย และความช่างแม่ง ดูๆไปก็เหมือนนางฟ้ากับซาตาน ด้านลบด้านบวก แง่ดีแง่ร้าย ดูสุดขั้วไปทั้งสองทาง แต่นั่นมันก็เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด มันผ่านอารมณ์ เหตุผล และความรู้สึก
มาตั้งแต่สับสนจนเริ่มตั้งสติได้
 
เหตุการณ์ครั้งก่อนคุณเดินออกทางไหน เหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นอะไรจะบอกได้ว่า ถ้าเกิดแล้วจะต้องเลือกอะไร มันไม่มีอะไรบอกได้อย่างจริงจัง มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้น ที่ต้องระงับ ยับยั้งใจ หยุดอารมณ์ขุ่นมัว แล้วค่อยใช้ประสบการณ์และสติแก้ปัญหา หากเหตุการณ์นั้นมีทางออกมากกว่าการช่างแม่งและให้อภัย นั่นก็เป็นเรื่องที่คุณต้องลองเลือก แต่หากประตูนั้นมีเพียงสองบานนี้ คุณก็คิดง่ายๆว่า คุณอยากให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไร แล้วการกระทำของคุณจะนำผลลัพธ์นั้นมาหาคุณเอง
 
จะให้อภัยหรือจะช่างแม่ง สุดท้ายไม่สำคัญไปกว่า คุณได้อะไรจากเหตุการณ์นี้ ให้อภัยแล้วคุณได้เรียนรู้อะไร ช่างแม่งไปจะเกิดอะไรกับตัวคุณบ้าง นั่นต่างหากที่ควรจะใส่ใจมากๆ เพราะข้างหน้าไม่รู้จะเกิดอะไรบ้าง สองทางนี้ก็ถือว่าเลือกเอา อยากทดลองแบบไหน ก็จำผลลัพธ์นั้นไว้ให้ดี ครั้งหน้าเกิดขึ้นอีก จะได้มีประตูทางออกที่ดีกว่าเดิม
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในยุคของคน GEN C มีพฤติกรรมเสพติดการเชื่อมต่อ แชร์ได้ทุกเมื่อ จึงเกิดนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง ไอเดียใหม่ๆที่เข้ามาเปลี่ยนโลก แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า ลืมว่า ไฟยุคใหม่ที่ติดขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเก่า..
สั่งเบียร์มาถือ 1 ขวด แล้วหมุนหามุมเหมาะๆ ยืนประจำการ กวาดสายตาหาเหยื่อผู้โชคดี...ทุกครั้งที่ฉันต้องมาอยู่ในสภาพนี้ก็อดถามตัวเองไม่ได้ทุกที “นี่เหรอวะอาชีพของกู เมื่อไหร่จะจบเสียทีกับชีวิตเน่าๆ”