OPINION

ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน!...ตอนที่ 3

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
24 พ.ค. 2560
หลังจากแม่แท็กยินยอมให้ฉันบินได้ ในวันต่อมาฉันจึงไปซื้อกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์หารับประทานในการทำงาน ก็คือเสื้อผ้าโป๊ๆ เอาแบบฟิตๆ สั้นๆ ชนิดเสมอจิ๋มกันไปเลย เพื่อใส่ทำงานนี้โดยเฉพาะ เพราะอายุเรามากแล้วถ้าไม่ใส่แบบนี้ก็จะสู้เด็กๆ รุ่นลูกไม่ได้แน่
เช้าวันรุ่งขึ้นฉันเตรียมตัวบินไปบาห์เรนกับผู้หญิงรุ่นน้องอีกหนึ่งคน อายุ 22 ปี ซึ่งฉันชวนนางโกอินเตอร์ไปด้วยกัน...แล้วเหตุการณ์เหี้_ๆ ก็มาเกิดขึ้นที่สนามบินจนฉันเกือบจะไม่ได้บินออกนอกประเทศซะแล้ว!! (ขอข้ามตอนไม่เล่าถึงเรื่องนี้ละกัน แต่ถ้าใครอยากรู้ ก็ต้องบินเอง แต่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นนะคะ!!)
 
ระหว่างนั่งอยู่ในเครื่องบินฉันวาดภาพไว้อย่างสวยหรู (เชื่อว่าเด็กแท็กคนอื่นๆ ก็ต้องคิดไม่ต่างจากฉัน!!) สำหรับฉันคิดว่าครั้งนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิตแล้ว กูจะตั้งใจทำงานให้หมดแท็กไวๆ ค่าแท็กหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ฟังแล้วโคตรจิ๊บๆ คาดว่าไม่ถึงเดือนก็น่าจะใช้หมด (อีน้ำโฆษณาไว้อย่างนั้น!) จากนั้นก็ส่งเงินให้แม่ใช้สักเดือนละหนึ่งหมื่นบาท แล้วเก็บเงินเข้าบัญชีตัวเองไว้ปลูกบ้านหลังใหม่ให้แม่ อีกส่วนหนึ่งก็เก็บไว้สำหรับทำทุนกลับมาค้าขายหรือเรียนเสริมสวยจะได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองในยามแก่ชรา!"
6 ชม. ผ่านไปฉันยังเพ้อเจ้อไม่ทันจบ เครื่องบินก็ค่อยๆ ลดต่ำลงสู่ภาคพื้นดิน ชั้นมองลงมาจากเครื่องบิน เพื่อส่องดูภูมิประเทศก็เห็นทะเลน้ำใสปิ๊ง แต่ตื้นมากจนเห็นปะการังสีดำกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ  เมื่อพ้นจากเขตทะเลก็เห็นความแห้งแล้งของทะเลทราย ให้ตายเถอะต้นไม้ต้นเหี้_อะไรก็ไม่มีให้เห็นสักต้น นอกจากต้นปาล์มกับต้นอินทผลัม ฉันเริ่มคิดในใจว่านี่มันประเทศอะไรวะเนี่ย? ที่นี่คงไม่มีหิมะให้กูตะลุยเล่นในยามหน้าหนาวแน่เลย เสียดายแท้ อุตส่าห์วาดภาพไว้อย่างสวยหรู ว่าหน้าหนาวของที่นี่คงจะมีหิมะตกเหมือนประเทศญี่ปุ่น (งานนี้อีน้ำหลอกกูซะแล้ว)
แต่ก็ช่างแม่งเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ แล้วความคิดเหี้_ๆ ก็บรรเจิดเกิดขึ้นในสมองฉันทันที (ว่าถ้างานนี้ไม่ดีหรืออยู่ไม่ได้ กูอาจจะหนีแท็ก แล้วแจ้งสถานทูตว่าถูกหลอกมาขายตัว เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยหนีแท็กมาแล้วที่ญี่ปุ่น!) เกือบตาย…แต่ไม่เข็ด!!
ตอนนั้นฉันยังไม่อยากคิดอะไรเยอะเพราะต้องรีบทำสมาธิเตรียมตัวเตรียมคำพูดไว้วัดใจกับไอ้พวก ตม. ตรวจคนเข้าเมือง ฉันรู้มาว่ากฎหมายอาหรับค่อนข้างเคร่งครัดรุนแรง และเรื่องศีลธรรมประจำชาติก็เข้มงวดไม่เหมือนชาติใดในโลก ดังนั้นถ้าเป็นผู้หญิงเดินทางเข้าประเทศอาหรับคงไม่ง่ายเหมือนเข้าประเทศแถบเอเชียเพื่อนบ้านเรา เพราะบาห์เรนไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ผู้หญิงจะมาทำอะไรได้นอกจากขายตัว งานนี้ก็ต้องคอยลุ้นกันว่าจะรอดหรือจะเด้ง แต่ฉันก็ท่องไว้ในใจตลอดว่ากูต้องรอด…กูต้องรอด…กูต้องรอด!
เมื่อมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองและถึงคิวที่ฉันต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่พาสปอร์ต  ตอนนั้นใจเต้นมาก มือก็เย็นเฉียบชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ปรากฏว่า ผ่าาาาาานค่ะ!  เฮ้อออออ…เล่นเอากูใจหลุดไปชั่วขณะ อุตส่าห์เตรียมคำตอบไว้เป็นร้อย แต่แม่งไม่ถามสักคำ ทำไมมันถึงได้เข้าง่ายดายอย่างนี้วะ? เสียดายนะที่รู้จักประเทศนี้ช้าไปหน่อย ไม่อย่างนั้นกูมาตั้งนานแล้ว!!
ทันทีที่เห็นหน้าแม่แท็ก ซึ่งมายืนรอรับฉันกับน้องขวัญที่ประตูทางออกภายในสนามบิน นางยังดูเป็นสาววัยรุ่นอายุน่าจะ 30 ปี ต้นๆ แต่งตัวสวยเซ็กซี่มาก ดูจากเสื้อที่สวมตัวเล็กรัดติ้วเพื่อเน้นให้เห็นเห็นหน้าอกที่โตตูมตามล้ำหน้ามาก ผมยาวเหยียดตรงมาถึงสะโพกและทำศัลยกรรมทั้งหน้า ตาโต จมูกโด่ง ปากบางเฉียบท่าทางจะปากจัดไม่เบา ฉันเห็นนางจ้องมองนังขวัญแล้วยิ้มกริ่มอย่างพอใจ เหมือนจะปลื้มกับสินค้าชิ้นนี้มาก แต่ทีกับกูนางจ้องมองพินิจพิจารณาตั้งแต่หัวจรดส้นเท้า ตอนนั้นฉันได้แต่ส่งยิ้มเพื่อเป็นการสร้างมิตรสัมพันธ์ไว้ก่อน แล้วนางก็หันมาพูดกับฉันว่า 
“ตัวจริงพี่สวยกว่าที่คิดไว้ซะอีก!”
            (ฮื่มมม…ค่อยโล่งอก กูบอกแล้วต้องเจอตัวเป็นๆ!!) ฉันแอบคิดในใจ
ขณะที่นั่งอยู่ในรถเพื่อไปยังห้องพักของแม่แท็ก อยู่ในเมืองมานาม่า ย่านเอ็กซิบิชั่นโร้ด ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 30 นาที ระหว่างทางฉันทอดสายตาชื่นชมทัศนียภาพภาพความแห้งแล้งและเห็นเปลวแดดพริ้วไหวตามพื้นถนนก็พอจะเดาได้ถึงความร้อนระอุของดินแดนอาหรับว่าต้องร้อนสุดติ่งแน่ อย่างน้อยต้องมีถึง 50 กว่าองศา อีกทั้งตึกรามบ้านช่องก็ไม่เห็นจะมีตึกสูงและสีสันก็ไม่ได้สวยงามเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เจริญแล้ว นอกจากสีเหลืองอ่อนและสีเทาขมุกขมัว สภาพเหมือนถูกพายุฝุ่นทรายพัดมาปิดคลุมจนมองไม่เห็นสีที่แท้จริงของตัวอาคาร รถยนต์สวยๆ เท่ๆ ที่จอดตามข้างถนนก็ถูกฝุ่นทรายครอบคลุมเหมือนเป็นซากรถเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน
หรือแม้แต่ตามท้องถนน มองไปทางไหนก็ไม่มีผู้คนออกมาเดินให้เห็นแม้แต่คนเดียว บรรยากาศดูแล้วก็ไม่ต่างกับอยู่ในเมืองร้าง...ฉันเริ่มคิดในใจ (นี่กูคิดถูกหรือคิดผิดวะที่มาบาห์เรน?) แล้วแม่แท็กก็เริ่มสาธยายไปเรื่อยเปื่อยว่า  
“มาแล้วก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินกันล่ะ ถ้าขยันๆ ไม่ถึงเดือนก็หมดแท็ก แต่ขอเตือนก่อนนะว่าห้ามติดแมงดาเด็ดขาด มีเด็กเจ๊หลายคนโชคดีได้ฝรั่งรับเลี้ยงและหลายคนที่เตือนแล้วไม่เชื่อไม่ฟัง สุดท้ายเหลือแต่ Hee กลับบ้านแทบทั้งนั้น พอกลับไปไม่ถึงสองเดือนก็วนกลับมาเป็นเด็กแท็กกันอีก” (แต่กูดูลักษณะท่าทางผัวของอีเจ๊ที่กำลังขับรถให้กูนั่ง คือแมงดาชัดๆ!)
คืนนั้นเป็นคืนวันแรกของการทำงาน แม่แท็กก็พาฉันไปเปิดตัวขายบริการในโรงแรมซีเชล... แต่ดูจากสภาพแล้ว ฉันขอเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ซ่อง” เพราะที่นี่มีแต่ผู้หญิงขายบริการล้วนๆ และรับรองว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่ได้ขายบริการจะกล้าย่างกรายเข้ามาสัมผัสเด็ดขาด ….(อ่านต่อตอนที่ 4)
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แบงก์ 100 ยูเอส สอดไว้ในพาสปอร์ต ห้ามให้ใครเห็นแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจคนเข้าเมืองทำการจ๊อบพาสปอร์ตเพื่อแลกกับการได้วีซ่า 1 เดือน เพียงแค่นี้ก็กลับไปทำงานที่บาห์เรนได้อีกครั้ง
 
แขกไม่ใช่ผัว มันก็แค่มา Yes แก้เซ็ง หน้าที่ของพวกเราคือรีบๆ ทำงานรีบเก็บเงินจะได้เลิกอาชีพนี้ ไม่ใช่ขาย Hee ไปยันแก่ตาย