OPINION

ชีวิตคิดบวกได้ ด้วยคำขอบคุณ

ปิยะภัทร์ ศักดาประยูร
7 พ.ย. 2560
รู้หรือไม่ ว่าคำขอบคุณ สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้

อันที่จริงแล้ว ต้องบอกว่าคำขอบคุณ ที่ออกมาจากความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ถึงจะเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้
 
การพูดขอบคุณนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครที่ได้ฟังต่างรู้สึกดี แต่การที่ผู้พูดจะรู้สึกดีไปด้วยได้นั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความรู้สึกขอบคุณ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เพราะความรู้สึกขอบคุณนั้น จะเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้นรวมๆกัน ทั้งความรู้สึกของความซาบซึ้ง ความประทับใจ การรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ เป็นต้น
 
เพราะอย่างนั้น เมื่อเรามีความรู้สึกขอบคุณแล้ว การแสดงความขอบคุณจึงมีความหมาย

ในภาษาอังกฤษนั้น มีคำแสดงความขอบคุณที่ใช้ทั่วๆไป ให้เลือกใช้ตามระดับของความซาบซึ้ง ตั้งแต่

Thank you - ขอบคุณทั่วๆไป

Thankful - ขอขอบคุณอย่างเต็มใจ

Grateful - ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

Gratitude - ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง(แบบเป็นทางการ)

ซึ่งยังมีคำอื่นๆที่เกี่ยวกับการขอบคุณอีกมากมาย ให้เลือกใช้ตามแต่วาระโอกาส
 
ในส่วนของภาษาไทยเรานั้น ซิมเปิ้ล เราใช้คำเดียวในการแสดงความขอบคุณในทุกระดับความรู้สึก เพียงแต่ต้องใช้คำขยายมาช่วยบอกความรู้สึกในการขอบคุณ เช่น ขอบคุณอย่างมากจากใจจริง
 
ในภาษาไทย ก็มีระดับของคำศัพท์ในการแสดงความขอบคุณให้เลือกใช้ แต่เป็นการแบ่งด้วยระดับของความอาวุโสและความสนิทสนมของผู้ฟัง มากกว่าการแบ่งตามระดับความรู้สึกขอบคุณของผู้พูด

ขอบคุณ - ใช้ได้ทั่วไป ทั้งเด็กพูดกับผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่พูดกับเด็ก

ขอบใจ - ใช้กับคนที่อายุเท่ากัน หรือน้อยกว่า หรือกับคนที่สนิทกัน

ขอบพระคุณ - ใช้ในการวางตัวของผู้พูดที่แสดงถึงความอ่อนน้อมอย่างที่สุด

โดยส่วนตัว จะชอบใช้คำว่าขอบคุณ เนื่องด้วยน้ำเสียงของคำนั้น สามารถแสดงออกถึงการขอบคุณจากใจได้มากกว่า ส่วนคำว่าขอบใจ นั้นมีผลในด้านความสัมพันธ์ ที่สามารถให้ความใกล้ชิด สนิทสนมกับผู้ฟังได้มากกว่า
 
แต่ไม่ว่าจะใช้คำไหน การพูดแสดงความขอบคุณ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น เพราะแค่เพียงผู้พูดเลือกที่จะแสดงความขอบคุณออกมา นั่นหมายความว่า ผู้พูดมีความคิดที่เป็นเชิงบวกต่อสถานการณ์เหล่านั้น

เป็นสัญญาณที่ดีของการมีทัศนคติเชิงบวก ที่จะนำทางให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้สามารถมีความสุขกับชีวิตอย่างง่ายๆได้
 
เพราะเมื่อเราเรียนรู้ที่จะขอบคุณแล้ว ความรู้สึกจากการขอบคุณนั้นจะเป็นพลังบวกให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างมีความสุข และอยากที่จะทำสิ่งต่างๆให้ดี ให้เต็มที่กับความรู้สึกขอบคุณนั้น เช่น เมื่อมีคนทำดีกับเรา เรารู้สึกขอบคุณ และมีพลังบวกที่อยากจะทำดีให้กับคนอื่นๆต่อไปบ้าง
 
นอกจากความรู้สึกขอบคุณต่อคนแล้ว เรายังสามารถฝึกความคิดให้แสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ส่งผลให้เราให้ความสำคัญต่อเรื่องนั้นอย่างเต็มที่
 
ลองสังเกตรอบๆตัวของเรา แล้วตั้งคำถามดูว่า เราอยากขอบคุณอะไรบ้าง?



ฉันลองตั้งคำถามนี้กับตัวเอง

แล้วก็พบว่า ฉันมีลิสต์ของสิ่งต่างๆที่ฉันรู้สึกขอบคุณอยู่ยาวเหยียด

ถ้าจดลงกระดาษ ก็คงได้หลายหน้ากระดาษเลยทีเดียว

และมันยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน

ขอบคุณชีวิต ขอบคุณครอบครัว

ขอบคุณประสบการณ์ ขอบคุณโอกาส

ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณผู้คนที่ผ่านเข้ามา

ขอบคุณคนที่ฉันได้รัก ขอบคุณคนที่รักฉัน

ขอบคุณงานที่ทำ ขอบคุณบททดสอบ

ฯลฯ

เมื่อฉันรู้สึกขอบคุณ ฉันก็จะให้คุณค่า ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่

ยิ่งในวันที่อ่อนแอ ฉันยิ่งมองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น และมันกลับมาเติมพลังให้กับฉัน
 
ข้อเสียเพียงข้อเดียวของการรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆคือ มันยากในเวลาที่เราต้องแยกจากกัน

จากสิ่งที่รัก จากสิ่งที่เป็นความทรงจำในอดีต

ซึ่งเมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้องแยกจากกับสิ่งเหล่านั้น เพราะมันได้หมดหน้าที่กับเรา

คนโด มาริเอะ นักจัดบ้านชาวญี่ปุ่น บอกไว้ว่า ให้กล่าวขอบคุณกับสิ่งนั้น ขอบคุณต่อสิ่งต่างๆที่ผ่านมา จดจำเรื่องราวทั้งหมด ก่อนที่จะปล่อยมือแยกจากกันไป
 
ด้วยความรู้สึกขอบคุณนี้

ฉันมีพลังที่จะเปลี่ยนความคิดต่อเรื่องร้ายๆ ให้เห็นในส่วนที่ดีได้

ฉันมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆให้เต็มที่จากใจ

ฉันมีพลังที่จะส่งต่อความรู้สึกดีดีให้กับผู้อื่น

และฉันรู้สึกได้ว่ามันกำลังเปลี่ยนชีวิตฉันให้ดีขึ้น

และฉันก็ต้องขอขอบคุณที่มีโอกาสได้เขียนเรื่องนี้

และขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่ได้เข้ามาอ่าน
About the Author
ครีเอทีฟผู้คุ้นเคยการคิดเขียนคำโฆษณาสั้นๆ เริ่มหันเหเข้าสู่การเขียนบทความขนาดยาว บอกเล่าเรื่องราวถึงความคิดที่ค้างคา จากการสังเกตและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ชื่นชอบตัวอักษร และสนุกกับการเล่นคำ
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุณไม่ใช่คนเดียวแน่ๆที่หลงคิดมานาน ว่าสิ่งที่ขับดันชีวิตของคุณให้เจริญก้าวหน้าคือความฝัน ความหลงใหล ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียรต่างๆ เพราะแท้ที่จริงสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่พาคุณพิชิตเส้นชัยมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวนั่นก็คือ Deadline ต่างหาก!
การขังตัวเองอยู่ในเซฟโซนที่ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ถึงจะได้ออกมา  มันกลายเป็นความเคยชินประเภทหนึ่งที่ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆสักที