OPINION

จุดไม่ยืน : เรื่องของ normalization

สุรพร เกิดสว่าง
29 เม.ย. 2562
อาการที่เราเริ่มคุ้นเคย หรือเกิด “ความรู้สึกด้าน” กับ สิ่งที่เคยรู้สึกแปลกๆ หรือ สิ่งที่เคยไม่ยอมรับมาก่อน จนชักจะเห็นเป็นของธรรมดาที่พอยอมรับได้ เรียกว่า “normalization”
 
Normalization ในทางสังคมถือเป็นเรื่องทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่จะรับได้นั้นเป็นเรื่องบวกหรือลบ เช่น ยอมรับได้ว่า "ใครๆก็เป็นโรคซึมเศร้าได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย" ก็น่าจะเป็นสิ่งดี แต่ถ้าเป็นการยอมรับว่า "คนโกงคนไม่ดีก็เป็นผู้นำได้" ก็น่าจะเป็นปัญหา
 
Normalization อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา เพราะใครที่เห็นการกระทำผิดๆจนชิน ก็ย่อมจะเริ่มมีอาการด้านกันทั้งนั้น  ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ อยู่ตรงที่ normalisation นั้นดูแสนธรรมดาเสียจนเราอาจมองข้ามความซับซ้อนของมันไป
 
เพราะที่จริงแล้ว normalization เป็น process ทางจิตวิทยาที่ทรงพลังและอันตรายยิ่ง อีกทั้งยังเป็น process ที่มักได้ผลที่ “ติดหนึบ” หรือ sticky เสียด้วย
 
นักสังคมศาสตร์มองว่า กระบวนการ normalisation นี่เอง คือตัวการเปลี่ยนโฉมหน้าของประวัติศาสตร์  ยิ่งในยุคปัจจุบันของข้อมูลข่าวสาร รวมทั้ง fake news ที่ระบาดหนักในโลกโซเชียล วิธีการ normalization ถูกนำมาใช้ครอบงำพฤติกรรมของสังคมได้ดี  และถือเป็นเรื่องน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง 
 
เพราะอะไรที่ไม่ควรจะเป็น ก็เป็นไปได้ หรือ อะไรที่ไม่พึงประสงค์ ก็กลายเป็นที่ยอมรับได้ เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ได้ภายในเวลาอันสั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นดูไม่น่าจะเป็นไปได้
 
ในแง่จิตวิทยา คำว่า normal คือเรื่องของสองอย่างมารวมกัน นั่นคือ “ความมาก ความถี่” + “ความต้องการในอุดมคติ หรือ ideal” 
 
เมื่อเรานึกถึง ความปกติ / ความ normal คำแรกที่เรานึกถึงคือ ปรากฏการณ์นั้นต้องเกิดซ้ำกันมากๆและถี่ จนไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ แต่จริงๆแล้ว คนเราคิดถึงความ idealistic หรืออุดมคติและความหวัง แฝงอยู่ในนั้นด้วยโดยอาจไม่รู้ตัว
 
มีการทดลองโดย Bear และ Knobe แห่ง Yale University รายงานไว้ใน journal Cognition เล่าว่า เมื่อลองตั้งคำถามว่า “เวลา เฉลี่ย ที่ใช้ในการดูโทรทัศน์คือกี่ชั่วโมง?” เปรียบเทียบกับ “เวลา ปกติ ที่ใช้ในการดูโทรทัศน์กี่ชั่วโมง?” จะได้ตำตอบไม่เหมือนกัน โดยผู้ตอบมักจะบอกว่า เวลาเฉลี่ย คือ 3 ชั่วโมง ในขณะที่เวลาปกติ คือ 2.5 ชั่วโมง
 
เช่นเดียวกับคำถามในทำนองเดียวกันนี้กับเรื่องอื่นๆ พบว่า “เวลาเฉลี่ย” กับ “เวลาปกติ” นั้น คนเราถือว่ามีความหมายต่างกัน โดย เวลาเฉลี่ย คือเวลาที่คนส่วนใหญ่ใช้ แต่ เวลาปกติ คือเวลาที่คนส่วนใหญ่ “ควร” ใช้
 
ดังนั้น เมื่อคนเราคิดถึงคำว่า normal หรือ ปกติ เราจึงหมายความถึงสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็น หรืออีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่เราต้องการให้เป็น หรือหวังให้เป็น 
 
ธรรมชาติคนเราจึงไฝ่หาความปกติ หรือ normal อยู่ทุกนาทีทุกวัน และมักใช้ความพยายามเท่าทีมี ปกป้องความ normal นี้เท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เพราะความ normal คือที่มาของความสงบสุขทางกายและใจ ไม่เครียด รู้สึกมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง เมื่อเราอยู่ในสภาพ normal เราจึงสามารถคิดต่อที่จะทำอะไรสนุกๆให้กับชีวิตได้เต็มที่ 
 
สิ่งที่ดูแสนธรรมดาที่สุด จึงกลายเป็น สิ่งที่มีค่าที่สุด ขึ้นมา
 
และด้วยความมีค่ามากมายนี้เอง ที่ทำให้คนเรายอมที่จะเปลี่ยนความเป็นตัวตนเพื่อให้ได้มาซึ่ง normal แม้จะเป็นเรื่องของการเปลี่ยน “core value” เปลี่ยนจุดยืน ของเราก็ตาม
 
ด้วยการ ยอมเปลี่ยน หลักการ ความเชื่อ ที่เคยยึดถือมา ยอม compromise เมื่อเผชิญกับสิ่งที่เราเกลียดอย่างเลี่ยงไม่ได้  เพื่อที่จะได้รู้สึก “normal” หรือ สบายใจกับสิ่งใหม่ที่เผชิญอยู่ อันถือเป็นสัญชาติญาณหาทางออกของมนุษย์อย่างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจพบกับความเครียดต่อเนื่องซึ่งบางคนทนไม่ได้  การเปลี่ยนจุดยืนจากการถูก normalized จึงไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืนจากการวิเคราะห์ ที่ใช้เหตุผลและหลักการ
 
และนี่เอง ที่อธิบายว่า ทำไมบางคนถึงเปลี่ยนท่าทีกระทันหัน เปลี่ยนจุดยืนที่เคยแสดงออก เมื่อต้องอยู่ภายใต้ผู้มีอำนาจคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใน กลุ่ม ที่ทำงาน องค์กร หรือประเทศ แต่เดิมพูดอย่าง-วันนี้พูดอย่าง เรื่องอื้อฉาวกลายเป็นเรื่องยอมรับได้ เรื่องจงใจทำผิดกลายเป็นแค่เรื่องพลาดพลั้ง นิสัยก้าวร้าวกลายเป็นแค่เรื่องอารมณ์เสียช้่ววูบ เพราะนี่คือทางออกที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องเครียดและเสี่ยง การว่ายตามกระแสน้ำที่ถูกสร้างขึ้นมา ย่อมสบายกว่า
 
นอกจากนั้น ธรรมชาติที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งของกระบวนการ normalization คือ จะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าหากมีเคสที่ extreme ขนาดแรกเห็นแล้วรับไม่ได้ มาให้เห็นบ่อยๆ กลายเป็นว่า ยิ่งฟังเรื่องร้ายๆเท่าไหร่ ยิ่งถูก normalized ง่าย - ทำไมเป็นอย่างนั้น?
 


นักจิตวิทยา Joseph P Overton แห่ง the Mackinac Center for Public Policy ที่สหรัฐ อธิบายว่า ในคนเราจะมี “ขอบเขตของความเห็นที่รับได้” เสมือนช่องหน้าต่างหรือ window  ถ้าเลยขอบ window นี้แล้ว ก็จะยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อใดคนเราไปได้ยินได้ฟังเคสที่ extreme บ่อยๆ ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ในที่สุดก็จะถือว่าเคสเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติไป และเริ่มมองว่าไม่ได้มีความ extreme เหมือนที่รู้สึกแต่แรก
 
ผลต่อมาคือ เราจะขยาย window แห่งความคิด ให้ครอบคลุมเคส extreme เหล่านี้จนได้ นั่นคือเปลี่ยนจาก
“รับไม่ได้เลย” กลายเป็น “ก็..พอยอมรับได้” ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นด้วยอยู่ก็ตาม แต่เท่ากับว่า เราเลิกต่อต้านเรื่องนั้นไปแล้ว
 
“Overton window” ที่เรียกตามชื่อ professor Overton นี้ ถูกนำมาใช้อธิบายว่า ทำไมคนอเมริกันทนกับพฤติกรรมบางอย่างของประธานาธิบดี Donald Trump ได้ ซึ่งอาจเป็น case study ที่น่าสนใจ ที่พอเอาไปเทียบเคียงกับเคสอื่นๆได้ ไม่ว่าจะในระดับองค์กรหรือระดับประเทศ
 
ในสหรัฐ ฝั่งที่ไม่ชอบประธานาธิบดี Trump มีความกังวลอย่างหนักว่า คนอเมริกันกำลังเกิดความเฉยๆกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของ Trump มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Trump สามารถทำและพูดในหลายสิ่งหลายอย่างที่ประธานาธิบดีคนก่อนๆไม่มีทางกล้าทำ เพราะจะถูกสังคมประนามอย่างแรง แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ไม่ว่า Trump จะทำเรื่องไม่ดีอะไร ดูเหมือนว่าจะหลุดรอดได้ทุกครั้ง เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ติดใจเท่าไหร่  เห็นเป็นของธรรมดาไปแล้ว ชักจะชิน
 
นั่นคือ Overton window ของคนอเมริกัน ได้ขยายกรอบหน้าต่างความคิดเข้าครอบคลุม extreme case ของพฤติกรรม Trump ไปแล้ว แน่นอนว่า หลายคนอาจไม่ได้เห็นด้วยว่าสิ่งที่ Trump พูดและทำเป็นสิ่งที่ดี แต่แล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะเมื่อได้ยินเป็นรายวันก็เริ่มมีอาการชา ไร้ความรู้สึก  สื่อฝั่งตรงข้ามTrump อย่าง Daily Beast, Vox, New Yorker หรือแม้กระทั่ง Psychology Today ก็พูดถึงเรื่อง normalization กับ Trump ในทำนองเดียวกัน และเรียกร้องให้คนอเมริกันตระหนักถึงเรื่องของ normalization ว่าจะพาอเมริกาเสื่อมถอย
 
และที่น่าเป็นห่วงมาก (ในสายตาของผู้ที่ไม่ชอบ Trump) ก็คือ ปรากฏว่า หลายคนที่เคยต่อต้าน ด่าว่า Trump เสียๆหายๆ ตอนนี้กลับเฉยเมย เช่นเดียวกับสื่อหลายสำนักที่มีทีท่าอ่อนลง ไม่ด่า Trump แรงๆ เหมือนเคย จนสื่อหลักอย่าง the New York Times เตือนว่า “แสดงว่า normalization กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
 
ทั้งนี้มาจากสาเหตุของ normalization ที่ว่า เมื่อคนที่เคยต่อต้าน Trump เห็นว่า Trump ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็ไม่อยากทนเครียดต่อ เลือกหันมามองในแง่บวกแทน ซึ่งเรื่องที่เป็นบวกนั้น จะเป็นเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง ไม่สำคัญ ขอให้เป็นการมอง Trump ในแง่ดีก็พอ เพราะทนเครียดในการเป็นฝั่งตรงข้ามไม่ไหว การอยู่ข้างผู้ชนะหรือผู้มีอำนาจทำให้สบายใจกว่า 
 
อาการนี้นักประวัติศาสตร์บอกว่าคล้ายกับ เยอรมันสมัยฮิตเลอร์เรืองอำนาจ คนเยอรมันหลายคนไม่ได้เห็นด้วยกับฮิตเลอร์ และมีความอึดอัดเป็นอย่างมาก แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด ก็เลยเลือกที่จะมองในด้านบวกของฮิตเลอร์ อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ จนกลายเป็นผู้สนับสนุนไปในที่สุด
 
กลายเป็นว่าด้วย normalization นั้น : ใครขึ้นมามีอำนาจ ก็ดีไปหมด 
 
ว่ากันว่า normalization ในยุคนี้ทำได้ง่าย เพราะมี fake news ในโลกโซเชียลเป็นวัตถุดิบให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนข้างสามารถนำมาใช้สนับสนุนเหตุผลและสร้างความรู้สึกดีๆได้โดยไม่ยาก  อีกทั้งกระบวนการ normalization เป็น contagious คือสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเราเห็นใครๆก็ถูก normalized หรือเปลี่ยนข้าง ก็ไม่ลำบากใจที่จะทำตามบ้าง ทำนองว่า เมื่อใครๆก็หันมาเลือกแบบนี้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ความรู้สึกผิดที่ทิ้งอุดมการณ์เดิมก็แผ่วลงไป
 
จนมีบางคนบอกว่า normalization อุปมาได้ดังกระบวนการทำให้มนุษย์กลายเป็น zombie ที่มีทั้ง การแพร่ระบาด + การไร้ความนึกคิด ทำลายความเป็น original ของตนเอง ไปพร้อมๆกัน 
 
นอกจากนั้น เมื่อ ความเป็นปกติ normal = ความเป็น ideal อันเป็นปัจจัยอันดับแรกที่จะทำให้คนที่คิด normalized ตัดสินใจง่าย ทำให้ ผู้ที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจ ไม่ว่าจะใน แก็งค์ข้างถนน องค์กร หรือประเทศ จะพยายามรักษาบรรยากาศความเป็น “ideal” ให้มากที่สุด โดยโยงกลับไปยังอดีตดีๆแบบ good old days (อย่างเช่น “Make America Great Again” ของ Trump หรืออ้างความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร Caliphate ของ ISIS)
 
Normalization จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลยในปัจจุบัน เพราะถ้าหากสังคมใดถูก normalized ง่ายแล้ว ก็ยากที่สังคมนั้นจะไปด้วยดีได้ในระยะยาว กลายเป็นสังคมที่ “ยังไงก็ได้”  
 
ดังนั้น อย่างน้อยการรับรู้เข้าใจในเรื่องของ normalization  ก็อาจจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง ยังคงความเป็นตัวของตัวเอง และยึดมั่นในหลักการไว้ได้ ถึงแม้จะนำพามาซึ่งความไม่สบายใจอยู่บ้าง
 
และคนที่ไม่ยอมถูก normalized ง่ายๆเหล่านี้นี่เอง อาจจะเป็นทางรอดระยะยาวของสังคมนั้น
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คืนนั้นพวกเรา 5 คน มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการรวมมากกว่า 50 คน หลังจากแจ้งยอด ไอ้หมงทำหน้าอึนๆ จนฉันเริ่มเห็นแววงก โหดเหี้ยม เห็นแก่ได้ของมันชัดเจนขึ้น...ก็อย่างว่าแหละไม่อย่างนั้นมันคงเป็นพ่อเล้าคุมกะหรี่ไม่ได้
 
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน คนหนึ่งคือ “เธอ”  อีกคนก็คือ “เขา” ส่วนคนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเรา แต่ดันเอาใจเข้า ไปยุ่งวุ่นวายกับคนใดคนหนึ่งในสองคนนั้น ก็จะกลายเป็นบุคคลที่สามและจะถูกดีดให้มาอยู่ในโลกที่สามอย่างไม่ทันรู้ตัว