OPINION

คำถามที่อันตรายที่สุด

สุรพร เกิดสว่าง
26 มี.ค. 2561
...ความไม่มั่นใจในตนเองเพื่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลานานแล้ว ที่เขารู้ว่าทำพลาดและถูกมองไม่ดีจากทั้งที่ทำงานและลูกค้า ทำไมเขาถึงตัดสินในลงไปเช่นนั้น? ทำไมเขาถึงเป็นคนที่พลาดได้ขนาดนั้น?
 
เขาทรุดตัวลงกับโต๊ะทำงาน ในใจพะวงกับการพยายามค้นหาคำตอบคำถามเหล่านี้ ด้วยว่ามันน่าจะช่วยให้เขารู้จักตนเองได้ดีขึ้นและตั้งสติ “ทำไมคุณถึงทำลงไปแบบนั้น?” คำถามจากหัวหน้างานยังคงก้องอยู่ในหัว ทุกคนรุมยิงคำถามว่ามาทำไม และเขารู้สึกว่ามีพันธะหน้าที่ที่จะต้องหาคำตอบมาให้ได้
 
แต่แล้วชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไป คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองอย่างปราศจากคำตอบ นอกจากคิดกลับไปกลับมาระหว่างการพยายามแก้ตัวและตำหนิตัวเอง  ยิ่งคิด ก็ดูเหมือนยิ่งย้ำไม่ให้เขาลืมในสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งคิด ก็เริ่มหมดความมั่นใจในตนเอง เพราะสิ่งที่เขาค้นพบกลับเป็นว่า เขายิ่งไม่เข้าใจในตนเองมากขึ้นไปอีก...
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
เป็นที่เชื่อกันว่า หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาแล้ว คำถามแรกที่ควรจะเป็นคือ “ทำไม” ทำไมมันถึงเกิดขึ้น? ทำไมถึงเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น? และคำตอบที่ได้มา จะเป็นบทเรียนที่ทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก ถ้าตอบคำถาม ”ทำไม” ไม่ได้ ก็ย่อมจะไม่มีการเรียนรู้
 
จึงถือกันว่า การตั้งคำถามว่า “ทำไม” ถือเป็นการหันมามองตนเอง หรือที่เรียกว่า self reflection , self awareness หรือ self introspection อันเป็นการสำรวจตนเองค้นหาคำตอบที่กังขาในใจออกมาให้ได้ เพื่อที่จะเคลียร์ตนเองจากความคลุมเครือไปสู่แสงสว่าง และเมื่อนั้น เมื่อเราเห็นชัด รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ย่อมจะพร้อมที่เดินหน้าต่อไป อย่างมั่นใจกว่าเดิม การที่เราเข้าใจตนเอง ย่อมทำให้เราไปสู่การยอมรับตนเอง อันจะทำให้การดำเนินชีวิตมีความหมาย..ฯลฯ
 
ทว่า จากผลการศึกษาพบว่า การตั้งคำถามว่า “ทำไม” จริงๆแล้ว ไม่ได้นำไปสู่ผลดีอย่างนั้น แต่กลับให้ผลตรงกันข้ามเสียมากกว่า โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องของตัวเราเองหรือตัวบุคคล
 
ในเรื่องของการบริหารจัดการ การตั้งคำถามว่าทำไม เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เราจะเรียนรู้อะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้สาเหตุว่า “ทำไมมันถึงเกิดขึ้นได้”
 
ในเรื่องของการศึกษาเรียนรู้ก็เช่นกัน คำถามว่าทำไม เป็นคำถามที่สำคัญที่สุด และคนเราใช้คำถามนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว อีกทั้งเป็นคำถามอันดับหนึ่งตั้งแต่เด็กเริ่มพูดได้เสียด้วย  ถ้าไม่มีคำถามนี้ ก็ไม่มีการศึกษาเกิดขึ้น
 
แต่นั่นเป็นการตั้งคำถามว่า “ทำไม” ไปยังสภาพแวดล้อม สถานการณ์ องค์การ หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร 
 
ปัญหาจะมีเมื่อมีการตั้งคำถาม “ทำไม” ไปยังตัวของเราเองหรือตัวบุคคล  จนมีคำแนะนำอย่างแรงว่า ให้เลี่ยงคำถามนี้กับคนให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้
 
นักจิตวิทยาบอกว่า คำถามทำนองว่า : “ทำไมเราถึงอารมณ์เสีย?” “ทำไมเราถึงเกลียดตัวเอง?” “ทำไมเราถึงรู้สึกผิด?” “ทำไมเราถึงเชื่อ?” “ทำไมเราถึงทำอย่างนั้นลงไป?” ถือว่าเป็นคำถามที่อันตรายกับตัวเอง 
 
เรามักชอบตั้งคำถามเหล่านี้ โดยเชื่อว่าเป็นวิธีการสำรวจตนเอง เพื่อการเรียนรู้สำหรับปรับปรุงตนเอง ซึ่งการศึกษาหลายชิ้นพบว่า มันกลับให้ผลตรงกันข้าม เพราะผลที่เกิดจริงคือ คำถามแบบนี้ทำให้คนเรารู้สึกหดหู่ ท้อถอย หมดกำลังใจ หรือในทางตรงข้ามก็คือ สำคัญตนผิด หลงตนเอง และที่สำคัญที่สุดคือ คำถามว่า “ทำไม” ก็ไม่ได้ช่วยให้ค้นพบคำตอบที่ถูกต้องอยู่ดี


 
นั่นเป็นเพราะ ตัวเราเองไม่สามารถมองข้าม bias หรืออคติต่างๆไปได้ และเราไม่รู้ตัวว่าเรามักตกเป็นเหยื่อของอคติด้วย อคตินั้นเป็นได้ทั้งในด้านตำหนิตัวเองและยกยอตัวเอง อีกทั้งเรามักอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการคำตอบอย่างเร็วที่สุด
 
และเพราะ คำถาม "ทำไม" หรือ ”why” สร้างความกดดันในเชิงอารมณ์ จึงทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า recency effect นั่นคือ เรามักหยิบเอาคำตอบแรกๆที่ปรากฏขึ้นมาในใจมาเป็น “คำตอบจริง” ไปเลย และยิ่งคำตอบนั้นไปสอดคล้องกับสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว คำตอบนั้นก็ยิ่งกลายเป็นบทสรุปจบในทันที ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายคำตอบที่เป็นไปได้รอคอยอยู่ ซึ่งต้องใช้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และปราศจากอคติ
 
อีกทั้งคำถาม why สามารถเพี้ยนไปเป็นเรื่องของ นามธรรม หรือ abstract ทำนองปรัชญา อันมีความ subjective หรือกำกวมอยู่แล้ว ดังนั้น การจะได้มาซึ่งข้อสรุปจริงก็ไม่ง่าย ไหนจะต้องฝ่าด่านอคติซึ่งมนุษย์ทุกคนมีอีก ผลก็คือ การตั้งคำถาม why กับตัวเองนั้น จะทำให้เราจมอยู่กับปัญหาเดิม ไม่ได้ move on วันเวลาหมดไปกับการพยายามวิเคราะห์ในสิ่งที่ไม่มีคำตอบชัดเจนถูกใจ ผลตามมาก็คือ มันจะฉุดความรู้สึกให้แย่ลงไปอีก   
 
ในการศึกษาของนักจิตวิทยา (Park & Millora) กับนักเรียน 1,400 คน พบว่าการให้สำรวจตนเองหรือ introspection ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง การทำ self analysis ทำให้เกิดความกระวนกระวายใจ และมีทัศนคติลบกับตนเอง  ผลเสียของการทำวิเคราะห์ตนเองนี้ทำให้รู้สึกแย่ไปถึง 12 ชั่วโมงต่อมา
 
ส่วนในการศึกษาของ Hixon and Swann นั้น มีการให้นักศึกษาทำแบบทดสอบที่จะบอกถึง “ความสามารถใน การเข้าสังคม ความเป็นที่ชื่นชอบจากเพื่อนฝูง และ ความน่าสนใจ จากนั้นให้นักศึกษาลองประมาณตนเองเพื่อ ดูว่า ที่ตนเองคิดนั้นตรงกันแค่ไหนกับผลการทดสอบ โดยหารู้ไม่ว่า ผลทดสอบนั้น ที่จริงเป็นผลหลอกๆที่แกล้งทำให้ออกมาแย่  แต่ก่อนจะเฉลย นักวิจัยจัดแบ่งกลุ่มให้ตอบคำถามก่อน โดยกลุ่มหนึ่งให้ตอบคำถามว่า “ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นคนอย่างนั้น?” และอีกกลุ่มหนึ่งตอบคำถามว่า “ฉันเป็นคนประเภทไหน?”
 
ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ตอบคำถาม “ทำไม” เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยยอมรับผลการวิเคราะห์ และหมดเวลาไปกับการแก้ตัว ส่วนกลุ่มที่ตอบคำถาม “อะไร” (“เป็นคนประเภทไหน”) ยอมรับผลวิเคราะห์มากกว่า
 
สรุปได้ว่า การตั้งคำถาม what ทำให้ใจเปิดกว้างต่อการเรียนรู้มากกว่าการตั้งคำถาม why
 
ไม่เพียงแต่เรื่อง self awareness หรือ ตั้งคำถามตนเอง เท่านั้น คำถามว่า “why” ยังไม่ควรนำไปใช้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน หรือความรัก
 
นักจิตวิทยา Tasha Eurich เจ้าของหนังสือ Insight : Why We are Not as Self-Aware as We Think พูดถึงการสัมภาษณ์ธุรกิจ “unicorn” หรือ startup ขนาดใหญ่ พบว่า ระหว่างการพูดคุย คำว่า why ปรากฏแค่ 150 ครั้ง ในขณะที่คำ what ปรากฏ 1,000 ครั้ง เจ้าของ startup คนหนึ่งบอกว่า ถ้าเขาถามตัวเองโดยใช้ why จะกลายเป็นทำให้ตัวเองเป็นเสมือนคนแพ้ และจะไม่กล้าทำกล้าคิดอะไรเลย
 
เพราะการยิงคำถามว่า “ทำไมคุณถึงทำแบบนี้” “ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น?” ทำไมคุณไม่ทำอย่างนั้น?” ไม่ต่างอะไรจากการตำหนิ และคำตอบที่ได้มาก็อาจจะเป็นการแก้ตัวมากกว่าจะเป็นคำตอบจริง จากนั้นก็เข้าสู่อาการวน loop เถียงกันไปมา ไม่เกิด solution แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการเถียงกับเพื่อนร่วมงาน คนรัก หรือ เถียงกับตัวเองก็ตาม
 
ดังนั้น แทนที่จะถาม why ให้ถาม what ว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกยังไง?” มีวิธีอื่นอะไรบ้างที่จะมองปัญหานี้?” “ฉันจะโต้ตอบกับปัญหาให้ดีขึ้นด้วยวิธีใด?” “มีอะไรที่เรียนรู้ได้จากปัญหานี้?” “ถ้าเจอแบบนี้อีก คราวหน้าจะทำอะไรได้บ้าง?”
 
Why ทำให้วนเวียนอยู่กับอดีต แต่ What ทำให้มองไปในอนาคต และการลงมือแก้ปัญหา
นั่นคือ  “ทำไม” นำเราไปสู่ข้อจำกัด เรามักความหาคำตอบเพื่อสนับสนุนว่า สิ่งที่เพิ่งทำลงไปนั้นเพราะอะไร แต่ถ้าถามว่า “อะไร?” จะทำให้เรามองไปข้างหน้า การเปลี่ยนจากคำถาม Why เป็น What จึงเป็นการเปลี่ยนคู่สนทนา จากสถานภาพเสมือน จำเลย ไปเป็นเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนคู่คิดที่ให้เกียรติกัน
 
และทั้งหมดนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ เริ่มจากการเปลี่ยนคำถามเพียงคำเดียว
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การไม่ร้องไห้ ไม่ได้แปลว่าเข้มแข็ง และการร้องไห้ ก็ไม่ใช่ว่าเราคือคนอ่อนแอเสมอไป
 
สังคมไทยไม่ต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไป ที่ให้ความสำคัญกับใบหน้า ใบหน้าที่หมายถึง คือ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ความน่าเคารพเชื่อถือ อันเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ แต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับการใช้ชีวิตของคนไทย