OPINION

เบื่อ

สุรพร เกิดสว่าง
12 มี.ค. 2561
เป็นเวลาที่เธอควรจะอยู่ที่ระดังความสูงสามหมื่นฟุตแล้ว แต่นี่เธอยังต้องนั่งต่อในสนามบินเป็นชั่วโมงที่สี่ พร้อมกับกังวลว่า การที่เครื่องบินดีเลย์ไปสองชั่วโมงกว่า ทำให้เธอต้องไปถึงสนามบินดอนเมืองตอนตีสองกว่า แล้วยามนั้นจะหาแท็กซี่ลำบากหรือไม่? และการที่เธอจะได้นอนแค่สามชั่วโมง จะทำให้การประชุมในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างไร?  
 
ความกังวลเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว ทำให้หญิงสาวไม่สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือฆ่าเวลาได้ เธอจึงเปลี่ยนไปฟังเพลง แต่แล้วก็ไม่สามารถปล่อยอารมณ์ไปกับเพลงได้อีก เพราะเธอก็เริ่มเหนื่อยและง่วง ซึ่งก็ไม่สามารถงีบได้อีกเช่นกัน เพราะที่นั่งไม่มีพนักพิงสูงพอ เธอกลัวด้วยว่า ถ้าเกิดหลับลึกเกินไป แล้วไม่มีคนปลุก ก็จะยุ่งแน่
 
หญิงสาวถอนใจ พลางเอานิ้วปัดหน้าจอโทรศัพท์ scroll ไล่ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ตามองยังภาพจอที่วิ่งผ่า่น แต่ในใจคิดว่า ถ้าไปถึงกรุงเทพแล้วแท็กซี่ไม่พอ เธอจะต้องรออีกนานเท่าใด   
 
ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนเธอจะทำได้ในตอนนี้ ก็คือ ยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งเฉยๆรอ
 
และนั่นคือความเบื่อหน่ายอย่างสุดๆ 



ความเบื่อ มีสาเหตุซับซ้อนกว่าความรู้สึกว่าเบื่อ เราคิดว่า วิธีแก้ปัญหาแบบตรงไปตรงมาคือ “หาอะไรทำ” แต่เอาเข้าจริงอาจไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะ อาการเบื่อ อาจไม่ใช่แค่ “ไม่มีอะไรทำ” หากมาจาก “ทำอะไรไม่ได้ เลยไม่มีอะไรจะทำ” มากกว่า
 
นักจิตวิทยาบอกว่า สาเหตุความเบื่อประการแรกอยู่ที่ “ทำอะไรไม่ได้” หรือ ความรู้สึกว่า ตนเองไร้อำนาจ ไร้ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นๆ นอกจากรอเวลาให้เวลาผ่านไป จนเรื่องจบหรือดีขึ้นเอง
 
หรือ สาเหตุประการทีสองก็คือ เรากำลังทำในสิ่งที่ไม่มีความหมาย ประเภททำไปก็เท่านั้น แต่ก็ต้องทำอย่างเสียไม่ได้ ซึ่งก็ถือเป็นประเด็น “ทำอะไรไม่ได้” ได้เหมือนกัน เพราะเท่ากับว่า เราไม่มีอำนาจปฏิเสธ นอกจากทนไปเรื่อยๆ
 
เมื่อสาเหตุของความเบื่อเป็นเช่นนี้ การแก้ปัญหาโดยหันไปหาเรื่องอื่นมาทำ อาจไม่ถูกจุดนัก เพราะไม่แน่ว่า สิ่งที่หามาทำใหม่นั้น จะไม่เกิดอาการเบื่อขึ้นมาอีก เพราะจริงๆแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจจะทำมาตั้งแต่แรก
 
ใน Journal of Personality and Social Psychology ในปีี 1989 พูดถึงการทดลองที่แบ่งกลุ่มให้คนฟังเทปเกี่ยวกับบทความจิตวิทยา (ซึ่งต้องมีสมาธิฟังถึงจะรู้เรื่อง) โดยกลุ่มหนึ่งนั่งฟังท่ามกลางเสียงดังลั่นจากโทรทัศน์ กับอีกกลุ่ม นั่งฟังโดยมีเสียงโทรทัศน์ไม่ดังมาก แต่ก็พอที่จะรบกวนสมาธิได้โดยไม่รู้ตัว
 
ผลก็คือ กลุ่มที่พยายามฟังบทความให้รู้เรื่องโดยมีเสียงทีวีอย่างดังกวนสมาธิ กลับรู้สึกไม่เบื่อ แต่กลุ่มที่มีเสียงทีวีรบกวนเพียงเล็กน้อยกลับรู้สึกเบื่อหน่าย  ทั้งๆที่ทั้งสองกลุ่มก็ไม่มีสมาธิในการฟังพอๆกัน - ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้?
 
ทั้งนี้ก็เพราะว่า กลุ่มที่โดนเสียงดังรบกวนสมาธิรู้ชัดเจนว่า นี่คือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาตั้งใจฟังไม่ได้  และวิธีแก้ปัญหานั้นง่ายนิดเดียว ก็คือ ไปหรี่เสียงให้ลดลง แต่กลุ่มที่ถูกรบกวนเพียงเสียงค่อยๆจากทีวี คิดไปว่า พวกเขาเองต่างหาก ที่ไม่มีความสามารถที่จะฟังบทความวิชาการให้รู้เรื่อง ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ต้องทนรับสภาพไป ก็เลยเกิดอาการเบื่ออย่างหนัก
 
ในชีวิตประจำวัน เราอาจพบกับสถานการณ์แบบนี้ก็ได้ นั่นคือ เราสามารถขจัดความเบื่อหน่ายให้หมดไป โดยการไปปรับเปลี่ยนตัวแปรที่เป็นอุปสรรค เช่นเดียวกับกลุ่มที่รู้ว่า แค่ไปหรี่เสียงโทรทัศน์ก็จบ
 
แต่ที่มักเป็นปัญหาคือ เรามักเป็นเหมือนกลุ่มที่สอง ที่ไม่รู้ว่า สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดความเบื่อคืออะไร แล้วไปทึกทักเอาว่า เรื่องที่กำลังทำอยู่นั้นนั่นเอง คือสาเหตุแห่งความเบื่อหน่าย เช่น กลุ่มที่สองอาจเกลียดบทความจิตวิทยาทำนองนี้ไปเลยก็ได้ เพราะคิดว่าฟังแล้วไม่รู้เรื่อง โดยมองไม่เห็นว่า จำเลยแท้จริงคือเสียงรบกวนสมาธิจากทีวี 
 
เช่นเดียวกับคนที่เรียนวิชาหนึ่งแล้วรู้สึกเบื่อ ก็อาจจะเกลียดวิชานั้นไปเลย ทั้งๆที่สาเหตุแท้จริิงไม่ได้เกี่ยวกับเนิ้อหาวิชานั้นเลย เช่น อาจมาจากผู้สอนที่สอนไม่รู้เรื่อง หรือ เวลาเรียนที่เช้าไปทำให้ยังง่วงอยู่เลยเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง สารพัดเหตุผลที่ซ่อนอยู่ แต่ถูกมองข้ามไป   
 
ดังนั้น เมื่อเกิดอาการเบื่อ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่รีบหาอย่างอื่นทำ หากควรกลับไปมองก่อนว่า อะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เราเสมือนไร้ความสามารถ ? และจะปรับแก้ได้ไหม? ซึึ่งบางอย่างถ้าไม่ได้ สังเกตดีๆอาจจะมองไม่เห็นเลย  และอาจทำให้ชีวิตเราพลาดสิ่งดีๆไปอย่างน่าเสียดาย
 
นักจิตวิทยาบางคนบอกว่า ในอีกมุมหนึ่ง ความเบื่อ อาจถือเป็น “ความหรู” อย่างหนึ่งก็ได้ เพราะ คนเราจะรู้สึกเบื่อได้ ก็ต่อเมื่อไม่ได้อยู่ในสภาพที่ร้ายแรงนัก คนที่ใช้ชีวิตในสนามรบหรือสงครามกลางเมือง ย่อมยากที่จะเกิดความรู้สึกเบื่อ ดังนั้น การมีความเบื่อหน่ายได้ จึงชี้ว่า ชีวิตก็ไม่ได้แย่จนเกินไป
 
ถึงโดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรง แต่ความเบื่อก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เกลียดชังอย่างสุดๆอยู่ดี ในงานศึกษาโดย University of Virginia ในปี 2014 ที่ลงพิมพ์ใน Science กล่าวถึงการทดลองที่ ให้เลือกระหว่างนั่งเฉยๆเป็นเวลา 15 นาที กับยอมถูกช็อตไฟฟ้าแล้วไม่ต้องทนนั่งจนครบ 15 นาที ผลปรากฏว่า คนครึ่งหนึ่งเลือกที่จะยอมถูกไฟฟ้าช็อตแล้วจบมากกว่า เพราะทนนั่งเฉยๆ 15 นาทีไม่ไหว 
 
การทนเบื่อไม่ได้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อคนที่เบื่อต้องการหาอะไรทำโดยไม่คิด ขอเพียงขจัดความเบื่อหน่ายออกไปให้เร็วที่สุดก่อน ส่วนต่อจากนั้นผลจะเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที
 
ในปี 2009 ที่สหรัฐ มีการทำ survey พบว่า 50% วัยรุ่นที่ยอมรับว่าเป็นพวกขี้เบื่อเป็นพวกชอบขับรถเร็ว อีกทั้งคนที่เบื่อง่ายมักจะโอกาสมีปัญหามากกว่าคนทั่วไปในเรื่องการพนัน ติดเหล้า ยาเสพติด รวมทั้ง กินเพลินจนอ้วน อาการซึึึมเศร้าก็มาจากความเบื่อหน่ายด้วยส่วนหนึ่ง
 
ที่แย่ไปกว่านั้น อาการเบื่อง่าย เป็นนิสัยที่เปลี่ยนยาก เพราะเป็นเรื่องของระบบประสาทและฮอร์โมน ไมใช่แค่เรื่องของนิสัย นักประสาทวิทยาพบว่า  คนที่เบื่ออยู่บ่อยๆ หรือที่เรียกว่า “chronic boredom” นั้น มักเป็นคนที่มีตัวรับรู้ฮอร์โมน dopamine หรือ dopamine receptor น้อยกว่าคนทั่วไป โดยฮอร์โมน dopamine นี้ เป็นฮอร์โมนที่ขจัดความเบื่อได้ เมื่อใดที่หลั่งออกมา จะทำให้เกิดสมาธิ กระฉับกระเฉง ตื่นตัว  
 
ในเมื่อคนขี้เบื่อมี dopamine receptor น้อย จึงหมายความว่า พวกเขาต้องการฮอร์โมน dopamine ในปริมาณที่มากเป็นพิเศษถึงจะทำให้หายเบื่อได้ และนั่นทำให้พวกเขาต้องสรรหากิจกรรมที่กระตุ้นตัวเองอยู่ตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้ ทั้งนี้่เพื่อให้ dopamine หลั่งออกมามากๆ  ซึ่งหากเป็นเรื่องบวก ก็คือกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ เช่น extreme sports หรือ การแข่งขันต่างๆ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องลบ ก็คือกิจกรรมไร้สาระ เช่น ขับรถซิ่ง ทะเลาะวิวาท หรือ ท้าทายกฎหมาย   
 
อย่างไรก็ตาม พบว่า อาการเบื่อหน่ายสุดๆ อาจเป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์หรือ creativity ก็ได้
 
เพราะจากการทดลองของ University of Central Lancashire โดยการแบ่งกลุ่ม ให้กลุ่มแรกถูกทำให้เกิดความเบื่อจนถึงที่สุด เช่น ให้นั่งอ่านออกเสียงรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ หรือ นั่งมอง screen saver นานๆ จากนั้น มอบหมายงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์หรือ creativity ให้ลองทำ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่โดนแกล้งให้เบื่อ สามารถสร้างผลงานสร้างสรรค์ได้ดีกว่า อย่างเห็นได้ชัด
 
ทั้งนี้สันนิษฐานว่า เป็นเพราะความเบื่ออย่างสุดๆนี่เอง ที่ทำให้เกิดพลังต้องการหลุดพ้นให้ได้ หรือที่เรียกว่า “seeking state” จนเกิดความกระหายจะใช้ความคิดแผลงๆ ซึ่งก็คือ creativity นั่นเอง
 
กลายเป็นว่า ที่จริงแล้ว ความเบื่อนี่เอง หากใช้ให้ถูกวิธี สามารถผลักดันให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ดีๆออกมาได้ ไม่จำเป็นต้องมีแค่ “dark side” ด้านเดียว
 
แต่ประเด็นสำคัญของ “ความเบื่อเป็นแหล่งเพาะความคิดสร้างสรรค์” นั้น ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องจัดให้มี “เวลาและโอกาสได้คิดหลังจากเบื่อ” ด้วย 
 
ปัญหาปัจจุบันก็คือ เมื่อคนเราเบื่อแม้เพียงเล็กน้อย สิ่งแรกที่ทำก็คือคว้า smart phone ขึ้นมาเพื่อบรรเทาความเบื่อทันที ซึ่งผลคือ เป็นการปิดกั้นความคิดดีๆที่ควรจะตามมา แทนที่สมองจะได้ทำงานเชิง creative เพราะพึ่งถูกกระตุ้นด้วยความเบื่อ กลับต้องไปใช้ในเรื่องสะเปะสะปะที่ไร้พลังแทน เสียโอกาสดีๆไป
 
เป็นอันว่า ถ้าเบื่อขึ้นมา ก็อย่าพึ่งหันไปหยิบ smart phone   
 
แล้วอาจพบว่า ความเบื่อนั้น มันไม่ได้น่าเบื่อเหมือนชื่อก็ได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นี่คือเพลย์ลิสทั้ง 10 เพลงที่จะกดฟังทุกครั้งในเวลาใจป่วยๆ
social media นี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต หรือแกนกลางของขีวิตไปโดยปริยาย กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตถูกโยงมารวมศูนย์ที่เวทีนี้ ในเมื่อคนอื่นๆมีชีวิตที่น่าสนใจ แล้วเราจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็คงรู้สึกไม่ดี จึงต้องหาทางใช้ชีวิตให้น่าสนใจบ้าง