OPINION

ความน่ากลัวของ ของขวัญวันวาเลนไทน์

สุรพร เกิดสว่าง
11 ก.พ. 2562
“All you need is love, love, love is all you need.”, Beatles
 
เราจะอ้างเพลงนี้ได้ไหมในวันวาเลนไทน์ ที่หลายคนคาดหมายของขวัญ ว่า ของขวัญนั้นไม่สำคัญ?
 
การให้ของขวัญวันวาเลนไทน์ ถึงแม้จะดูเหมือนเวลาแห่งความโรแมนติก แต่ลึกๆแล้ว มีความเครียดแอบแฝงอยู่ เพราะ ของขวัญวันวาเลนไทน์ มีความเป็น strategic gift มากกว่าของขวัญปีใหม่หรือวันเกิด หรือวันไหนๆ มากมายนัก เพราะมันคือ การ “make statement” หรือ “การประกาศ” ตัวตนที่มีความอ่อนไหว
 
งานศึกษาของ University of Utah โดย Russell Belk และ Gregory Coon ที่ทำให้ Assoiciation of Consumer Research บอกว่า ของขวัญ คือรูปแบบของการสื่อสารอย่างหนึ่ง ยิ่งมีในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวอย่างวันวาเลนไทน์แล้ว ของขวัญเป็นตัวแทนของคำพูดในวันนั้น และถูกตีความว่า เป็นส่วนขยายของตัวตนผู้ให้ หรือ “extended self” เพราะเป็นการแสดงออกหรือ self presentation อย่างชัดเจน
 
Belk และ Coon ชี้ว่า การให้ของขวัญที่ไม่ตรงบุคลิก ไม่ตรงรสนิยมของผู้รับ ไม่ตรงกับขั้นตอนของความสัมพันธ์ หรือ stage of relationship ที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเข้ากันหรือ compatibility ระหว่างทั้งสองได้ ส่งผลให้ “คะแนน” ของผู้ให้ลดลง หรือกลายเป็นศูนย์ก็มี
 
เขายกตัวอย่างที่สัมภาษณ์มา ฝ่ายหญิงคาดหมายอัญมณี แต่ฝ่ายชายให้กระทะทำกับข้าว ผลคือสาวบอกเลิก หรือ ฝ่ายหญิงจำต้องทนใส่กระโปรงน่าเกลียดที่ได้เป็นของขวัญวาเลนไทน์ เพื่อถนอมน้ำใจแฟน จนในที่สุดก็คิดได้ว่า รสนิยมห่างกันเกินไป ไม่น่ารอด หรือ คนหนึ่งให้ของขวัญมูลค่ามากมายทั้งที่ความสัมพันธ์พึ่งเริ่มต้น ก็อาจทำให้อีกฝ่ายอึดอัดไม่สบายใจ กลัวผูกมัดเร็วไป จึงถอยออกมา
 
ความเสี่ยงในการให้ของขวัญวาเลนไทน์จึงสูงกว่าของขวัญที่ให้กันในเทศกาลอื่นๆอย่างมาก ดีไม่ดี ของขวัญนี่เองเป็นตัวทำให้ความสัมพันธ์พัง
 
การให้ของขวัญวาเลนไทน์จึงเป็นอย่างที่ game theory เรียกว่า “prisoner’s dilemma” นั่นคือ เป็นสถานการณ์ที่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าอีกคนคิดอย่างไร อยู่บนสภาพ assymetric information คือ ไม่มีข้อมูลที่สมบรูณ์ (ต่อให้คิดว่ารู้ใจ อย่างไรก็ไม่ถึง 100% อยู่ดี)  ทำให้ต้องตัดสินใจบนการคาดเดาอย่างเลี่ยงไม่ได้ 
 
ความเป็น prisoner dilemma จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นอีก เพราะต่างคนต่างสามารถเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคาดหมายได้ตลอดเวลา แล้วแต่ อารมณ์ใหม่ ข้อมูลใหม่ แรงยุใหม่ ความเห็นคนอื่นที่ฟังมา และที่สำคัญก็คือ “FOMO” fear of missing out  คือการเปรียบเทียบเคสของตนเองกับคนอื่น ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การคาดเดาอีกฝ่ายยากยิ่งขึ้น เพราะไม่รู้ว่า ขณะนี้ เธอหรือเขาไปเห็นตัวอย่างคู่อื่นที่ไหนมา แล้วอยากเอาอย่างบ้าง
 
ด้วยเหตุนี้ ทำให้หลายคนเสี่ยงน้อยไว้ก่อน โดยหันเข้าหาของขวัญตามประเพณี หรือ traditional gift นั่นคือ ดอกกุหลาบ สิ่งของรูปหัวใจ (หมอน ลูกโป่ง ตุ๊กตาหัวใจ) และช็อกโกแลต แทนการสรรหาของขวัญเฉพาะ
 
แต่ Paul Oyer แห่ง Stanford University เขียนไว้ใน New York Time ว่า เนื่องจาก 64% ของผู้ชายให้ดอกไม้เป็นของขวัญ 50% ให้ช็อกโกแลต จึงหมายความว่า หากใครให้ traditional gift เป็นของขวัญ คนนั้นก็คือ “คนส่วนใหญ่” นั่นเอง ปัญหาคือ ใครก็ตามที่เป็นแฟน มักต้องการความสนใจที่พิเศษหน่อย ไม่มากก็น้อย แต่ขอไม่โหลก็จะดี
 
นั่นหมายความว่า การหันไปหา traditional Valentine gift ไม่ได้ลดความเสี่ยง หากจะเพิ่มความเสี่ยงอีกด้วยซ้ำ จึงไม่น่าใช่ทางออกที่ดี ดังนั้น traditional Valentine gift จึงเหมาะในการให้เพื่อนฝูงหรือใครที่ไม่ใช่แฟน 
 
นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เวลาคนเราอยากจะให้ของขวัญกันนั้น เราคาดว่า ความสุขจากการให้ หรือ enjoyment ควรจะมากกว่า ต้นทุนที่ได้ของนั้นมา หรือ cost ไม่อย่างนั้นแล้ว การให้ของขวัญจะไม่เกิด หรือพูดได้ว่า enjoyment ลบ cost ต้องออกมาเป็นบวก
 
ถ้าผลต่างจาก enjoyment ลบ cost เท่ากันทั้งสองคน ก็จะถือว่าเป็นเรื่อง win-win ทั้งคู่ มีความสุขจากการให้เท่าๆกัน อันเป็นสภาพ optimal ในอุดมคติที่พึงปรารถนาในการให้ของขวัญ
 
ในแง่ของ game theory คือ ทั้งสองคน น่าจะร่วมมือกัน หรือ play cooperate strategy  คือ ซื้อของขวัญมาให้กันและกัน เพื่อที่จะได้มีความสุขจากการให้และจากการรับไปด้วยกัน
 
แต่เนื่องจากในความเป็นจริง เป็นไปได้ยากมากที่ ผลต่าง enjoyment ลบ cost จะเท่ากันได้ทั้งสองคน ด้วยเหตุว่าเดาใจเรื่องของขวัญกันไม่ถูก ผลลัพธ์ที่ออกมาในนาทีแกะห่อของขวัญจึงไม่เหมือนที่คาดไว้ แต่จะเป็นว่า คนหนึ่งจะได้เปรียบมากกว่าอีกคนหนึ่ง  หรือคิดในแง่ของเกม จะต้องมีคนหนึ่งจะชนะ อีกคนจะแพ้ อยู่เสมอ
 
ในแง่ของ game theory คนที่ “ชนะ” คือ คนที่ผู้รับพอใจมากกว่า ได้ความสุขจากการให้มากกว่า จึงมี enjoyment - cost สูงกว่า ส่วนอีกคนที่ “แพ้” คือ คนที่ผู้รับไม่ปลื้มกับของขวัญ ทำให้ enjoyment - cost ต่ำกว่า หรือไม่ก็ติดลบไปเลย หากไม่ enjoy เสียแล้ว เพราะไม่สบายใจ รู้สึกผิด หรือเสียหน้า
 
และที่สำคัญ ไม่ใช่ปัญหานี้เกิดขึ้นในเกมเท่านั้น หากยังเกิดปัญหานอกเกมด้วย เพราะของขวัญที่ทำให้ผิดหวัง อาจจะเป็นชนวนทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหา ลุกลามได้ อย่างตัวอย่างหวังอัญมณีแต่ได้กระทะ
 
นั่นหมายถึงว่า ในการให้ของขวัญ การหวังดีต่อกัน กลับนำไปสู่ปัญหา
 
หรือในเชิง game theory อาจบอกได้ว่า ตั้งใจเล่น cooperative strategy (ร่วมมือ win-win) แต่กลับกลายเป็นเล่น dominant strategy (เอาชนะ win-lose) ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกของการให้ของขวัญวันวาเลนไทน์คืออะไร?
 
ในแง่ game theory สิ่งที่พึงแสวงหาเป็น “ทางออก” คือ “สภาพสมดุล” ที่ทั้งสองคนยอมรับได้ ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนหวังไว้แต่แรก แต่ก็ถือว่านี่คือสภาพที่ที่ดีสุดแล้ว และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงใดๆอีก สภาพนี้เรียกว่า “Nash Equilibrium” (ตามชื่อของ John Nash นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ชีวิตเขากลายเป็นภาพยนตร์ “The Beautiful Mind”)
 
แปลกแต่จริงว่า สำหรับในการให้ของขวัญนั้น สภาพสมดุลที่สุดหรือ Nash Equilibrium คือ “การไม่ให้ของขวัญ” อันเป็นสภาพที่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ดีใจเสียใจ แต่ “เสมอ” กันทั้งคู่
 
กลายเป็นว่า ทางออกที่ดีที่สุด สำหรับเทศกาลวาเลนไทน์ อันเต็มไปด้วยความเสี่ยง คือ ตกลงกันว่า จะไม่มีการให้ของขวัญ !
 
บางคนมีความเห็นว่า ทางออกอีกอย่างคือ ไปดินเนอร์แทนการให้ของขวัญ เพราะไม่ต้องเสี่ยงจากการเดาใจเท่ากับของขวัญ อีกทั้งดินเนอร์เป็น experience ไม่ใช่สิ่งของ ตรงกับที่ทางจิตวิทยาบอกว่า หากจะหาความสุข ให้ซื้อ experience เพราะ ยิ่งนาน ยิ่งมีค่า หวนคิดถึงเมื่อใด ก็มีความสุข ส่วนสิ่งของนั้น ภายใน 6 เดือนก็จะเฉยๆกับมันแล้ว
 
นอกจากนั้น การไปดินเนอร์ ยังเสี่ยงน้อยกว่าในแง่การลงทุนและส่วนรวมอีกด้วย
 
Presh Talwalkar นักคณิตศาสตร์ที่มีผลงานเขียนด้าน game theory หลายชิ้นบอกว่า หากเราลงทุนในของขวัญวาเลนไทน์ แล้วต่อมาเกิดเลิกเป็นแฟนกัน ของขวัญนั้นอาจจะเป็นที่ไม่ต้องการขึ้นมาทันที  เพราะคนรับไม่อยากเห็นมันอีก ดีไม่ดีถูกทิ้ง ซึ่งถือเป็นการสูญเปล่าทั้งในแง่ลงทุน และสูญเปล่าในแง่เศรษฐศาสตร์ที่ใช้ทรัพยากรผลิตของนั้นมา เป็นผลเสียต่อส่วนรวมอีกด้วย
 
แต่ถ้าหากไปดินเนอร์ ทั้งสองคนย่อมได้รับประโยชน์จาก dinner experience นั้นเรียบร้อยในวันวาเลนไทน์ หากต่อมาเกิดเลิกรากัน ดินเนอร์นั้นก็ไม่สูญเปล่า เพราะความสุขในคืนวันวาเลนไทน์ได้สัมผัสไปเต็มๆแล้ว
 
ยิ่งคิดถึงประสบการณ์ของ match maker ดังอย่าง Helen Chen ที่ว่า  “85% ของคู่เดทจบลงด้วยการเลิกกัน”  ก็ยิ่งทำให้การลงทุนในดินเนอร์ make sense มากกว่าการลงทุนในของขวัญมากมายนัก เพราะดินเนอร์แทบไม่มีทาง fail (นอกจากทะเลาะกันในตอนนั้น) ส่วนของขวัญมีโอกาส fail อย่างน้อยก็ 85% ในทันที ต่อให้ในนาทีแกะห่อออกมาจะเต็มไปด้วยความปลื้มก็ตาม
 
แต่ในความเป็นจริง หากคิดดูดีๆแล้ว การที่ไปทานข้าวในคืนวันวาเลนไทน์ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีอีก
 
เพราะอาจไม่โรแมนติกเหมือนอย่างที่คิดก็ได้  ด้วยเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “tragedy of commons” อันเป็น สภาพที่เวลาคนคิดเหมือนกัน แห่ทำอย่างเดียวกัน จะทำให้สิ่งที่แต่ละคนคาดหมายไว้ว่าจะได้ กลับไม่ได้
 
คืนวันวาเลนไทน์ คือคืนแห่ง tragedy of commons เพราะเป็นที่รู้กันว่ารถติดมากที่สุดคืนหนึ่งของปี ร้านอาหารแน่น บริการช้า ร้านที่ตั้งใจจองอาจเต็ม หรือ ไม่จองก็เสี่ยงไปแล้วไม่มีที่นั่ง ล้วนแต่เป็นบรรยากาศที่ไม่โรแมนติกเท่าไหร่
 
และที่เสี่ยงอีกก็คือ เมื่อได้ที่นั่งแล้ว โต๊ะข้างๆอาจมีการให้ของขวัญกัน เกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาทันที ตามด้วยอาการ FOMO “อยากได้อย่างนั้นบ้าง”
 
ดังนั้น ดูเหมือนว่า ด้วยเหตุผลทั้งปวง ที่ดีสุดคือ ไม่ต้องให้ของขวัญ ไม่ต้องดินเนอร์ ไม่ต้องทำอะไรเลยในวันวาเลนไทน์
 
เพราะความรักเป็นเรื่องส่วนตัวของสองคน ที่ไม่ต้องไปอิงกับวันสาธารณะใดๆให้เสี่ยงปัญหา หากรู้ใจกัน ก็สามารถโรแมนติกได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาวันวาเลนไทน์ เพราะทั้งสองคนรู้อยู่แก่ใจว่า:
 
“All we need is love”, and nothing else.
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บางครั้ง "คำธรรมดา" ก็อาจกลายเป็น "คำไม่ธรรดา" สำหรับคนบางคน
การสมัครงานไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณใส่ใจและไม่ขี้เกียจจะทำมันออกมาให้ดี คุณก็จะเป็นคนที่ถูกเลือกได้ไม่ยากเลย