OPINION

ความทุกข์ของการมีความสุข

สุรพร เกิดสว่าง
21 ส.ค. 2560
มีเรื่องเล่าว่า.. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนแสนดีผู้ไร้ความสุขคนหนึ่ง ผิดหวังในชีวิตอย่างหนัก และกำลังจะฆ่าตัวตาย  เทวดาสงสารอยากตอบแทนความดีของเขา จึงมาห้ามไว้ พร้อมกับถามว่าต้องการอะไรให้บอก จะบันดาลให้  ชายผู้นั้นตอบว่า เขาเพียงต้องการให้ทุกสิ่งที่เขาทำสำเร็จหมดในทันที ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องเล่น เทวดาไม่ขัดข้อง และตอบตกลงในทันใด
 
จากนั้น ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไร ก็ทำสำเร็จหมด ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องมีการคาดหมายใดๆ เขารู้สึกมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่นั่นก็เกิดขึ้นในระยะแรกๆเท่านั้น เมื่อชีวิตที่ “คิดอะไรก็ให้สมหวังทุกประการ”ดำเนินมาระยะหนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าวันเวลาช่างไร้ความหมายสิ้นดี ไม่ต้องใช้ความสามารถ ไร้ความภูมิใจใดๆ ชีวิตแน่นอนจนน่าเบื่อ ปราศจากความตื่นเต้น จนเขาแทบบ้า และในที่สุด ก็เริ่มคิดจะฆ่าตัวตายหนีความไร้ค่าของชีวิตนี้ไปเสีย……. 
 
บางครั้ง ความสุขที่เราโหยหา เป็นเพียงความทุกข์ที่แปลงกายมาแค่นั้นเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนย่อท้อ ใครๆก็อยากได้ความสุข จนพูดกันว่า เป้าหมายในชีวิตที่สูงสุดก็คือความสุข ไม่มีอะไรสำคัญเท่า ทุกอย่างในชีวิตถูกทุ่มเทให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้   
 
ความต้องการความสุขมีความสำคัญอย่างมาก และมาก..จนกระทั่งบางคนยอมมีความทุกข์ เพื่อให้แลดูมีความสุขในสายตาคนอื่น  ด้วยการยอมใช้จ่ายเกินตัว ยอมแบกภาระหนี้โดยไม่จำเป็น หรือจำต้องทำงานที่ไม่ชอบ เพื่อปรุงแต่งชีวิตให้ดูดีมีความสุขในสายตาคนอื่น พร้อมกับการสะสมสัญลักษณ์แห่งความสุขต่างๆ จะมีก็แต่ตนเองกับคนที่สนิทรอบข้างเท่านั้น ที่รู้อยู่แก่ใจว่า เบื้องหลังสัญลักษณ์ความสุขที่สวยงามเหล่านี้ ต้องแลกมาด้วยความทุกข์อะไรบ้าง   
 
ความสุข จึงเป็นเรื่องที่สับสน ลึกลับ และกำกวมอย่างมากเรื่องหนึ่งในชีวิต มีปรัชญามากมายพยายามให้คำตอบ ส่วนนักวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ก็พยายามหาคำตอบมาให้เช่นกัน  
 
ทีมของนักจิตวิทยาคณิตศาสตร์แห่ง University College London พัฒนา “สมการแห่งความสุข” หรือ Happiness Equation ตีพิมพ์ใน Proceeding of the National Academy of Sciences โดยระหว่างการทดลอง ทีมงานได้ scan สมองของผู้ถูกทดลองด้วย MRI (magnetic resonance imaging) เพื่อดูว่าพื้นที่ของสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความสุขถูกกระตุ้นหรือไม่
 
ผลของการศึกษาพบว่า
1. ความสุขเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดีกว่าที่คาดหมาย 
2.ความสุขที่เกิดขึ้นจะแผ่วลงเมื่อเวลาผ่านไป นั่นคือ ความสุขในครั้งก่อนๆไม่ได้มีผลส่งเสริมมากมายกับความสุขในปัจจุบัน 

ซึ่งข้อสรุปนี้นำไปสร้างสมการคณิตศาสตร์ในการทำนายความสุข โดยสามารถใช้ทำนายอีก 18,000 คนได้อย่างแม่นยำ 
 
นั่นหมายความว่า หากเรากำลังมีความสุขจากความหวัง เราจะมีโอกาสทุกข์ได้มากกว่าปกติ  หรือในทางกลับกัน หากเรามีความทุกข์เพราะหมดหวัง แต่ปรากฎว่าเหตุการณ์ไม่เลวร้าย เราจะมีความสุข
 
กลายเป็นว่า จะเกิดความสุขได้  ก็ต้องทุกข์เสียก่อน หรือ จะมีความทุกข์ได้ ก็ต้องมีความสุขก่อน ถ้าไม่ลบก็บวก สลับกันไปมา แล้วแต่อะไรมาก่อนอะไร ซึ่งเมื่อหักกลบลบกันแล้ว ก็อาจใกล้ศูนย์ 
 
สมการความสุขนี้ ยังชี้อ้อมๆว่า โดยเฉลี่ย หรือ โดยผลสุทธิแล้ว ชีวิตคนเราไม่มีทางมีความสุขได้อย่างล้นพ้น เพราะความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เหมือนหยินกับหยาง  คนเราจะรู้สึกสุขได้ ก็ต่อเมื่อมีความทุกข์มาเปรียบเทียบให้เห็น ไม่อย่างนั้น ก็จะรู้สึก”ด้าน” หรือเฉยๆ หรือแม้กระทั่งเบื่อเซ็ง ความสุขจึงเป็น ค่าสัมพัทธ์ หรือค่า relative ไม่ได้เป็นค่าสมบรูณ์หรือค่า absolute เพราะมัันเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองไม่ได้ มันเป็นผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบ
 
นอกจากนั้น การที่ธรรมชาติของคนให้ความสำคัญกับความทุกข์มากกว่าความสุข เช่น หากเราขาดทุนหุ้น x บาท จะเจ็บใจในสัดส่วนที่มากกว่าความสุขจากได้กำไรหุ้น x บาท นั่นคือโอกาสที่ชีวิตตนเราจะ “ขาดดุลความสุข” มีมากกว่า “เกินดุลความสุข” อีกด้วย  ซึ่งทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะชี้ว่า ในปกติของชีวิตเรามักจะมีเรื่องทุกข์มากว่าสุข


 
เมื่อเป็นเช่นนี้ การแสวงหาความสุข จึงเกิดสภาวะขัดแย้งหรือ dilemma ขึ้นมา นั่นคือ ต้องมีทุกข์ด้วย จึงเกิดสุขได้  จึงมีคำถามว่า มันคุ้มหรือไม่ ที่จะตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความสุข ในเมื่อมีเงื่อนไขโดยธรรมชาติว่า ต้องพ่วงความทุกข์เข้ามาด้วยเสมอ จึงจะได้ผล?
 
ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาจึงมีความเห็นว่า อย่าไปวิ่งตามหาความสุขเลย เพราะจริงๆแล้ว มันคือเรื่องเดียวกันกับความทุกข์ เสมือนเป็นเหรียญสองด้าน ให้เปลี่ยนมาแสวงหา “ความหมาย” ในชีวิตจะดีกว่า 
 
ความหมายในชีวิต หรือ meaning of life เป็นสิ่งที่จะต้องแสวงหาอยู่ตลอดเวลา และเป็นเรื่องส่วนตัว ยากที่จะอวดให้ใครๆเห็นได้ อีกทั้งไม่สามารถทำ “ความหมายในชีวิตปลอม” ได้เหมือน “ความสุขปลอม” เพราะไม่มีสัญลักษณ์วัตถุนิยมอะไรที่เอามาจัดฉากได้ นอกจากเป็นกิจกรรมที่ต้องลงมือทำจริง 
 
ชีวิตที่มีความหมาย อาจจะเต็มไปด้วย ความทุกข์ ความยากลำบาก ก็ได้ แต่ที่แน่นอนคือ ความภูมิใจและความพอใจที่อย่างน้อยเราก็ได้พยายามสู้  ทั้งนี้ยังไม่นับถึงผลพลอยได้ ซึ่งก็คือ ความสำเร็จ - หากสามารถไปถึง  
 
ในการทดลอง (โดย Huta & Ryan) ให้แบ่งกลุ่มคนทำกิจกรรมที่ “มีความสุข” เช่น กิน นอน เล่นเกม  กับกิจกรรมที่ “มีความหมาย” เช่น หาความรู้ อาสาสมัคร พบว่า ในช่วงแรกคนที่ทำกิจกรรมความสุข  ก็จะมีความสุขจริงๆ ตรงข้ามกับอีกกลุ่มที่จะพบกับอุปสรรคและความทุกข์ แต่แล้วเมื่อสามเดือนผ่านไป คนที่ทำกิจกรรมมีความหมาย กลับมีความพอใจในชีวิตมากกว่า ถึงแม้จะพบกับปัญหาตลอด ส่วนคนที่ทำแต่เรื่องของความสุข สบายๆ กลับไม่ค่อยจะมีความสุขเสียแล้ว และรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างว่างเปล่า
 
ส่วนการศึกษาคนจากหลายประเทศ 2,324 คน ที่ตีพิมพ์ใน American Psychological Association ย้ำว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น คือการได้สัมผัสในสิ่งที่มีความหมาย แม้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เกิดอารมณ์เศร้า หรือเป็นทุกข์
 
ซึ่งเท่ากับว่า ลึกๆแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ต้องการความทุกข์ด้วย ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม ไม่มีใครยอมเสียเวลาไปนั่งดูภาพยนตร์ที่ตัวละครมีแต่ความสุขเหลือล้นตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เราชอบที่จะมีอารมณ์ร่วมทุกข์ไปกับตัวละครในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งความเศร้าและผิดหวัง เพราะมันทำให้เนื้อเรื่องมีความหมาย
 
ความทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสียทีเดียว ในทางตรงข้าม งานศึกษาของ University of California at Berkeley บอกว่า การพยายามไม่มีความทุกข์ โดยไม่ยอมรับและกดมันไว้ต่างหาก ที่กลับจะทำให้ทุกข์มากขึ้นไปอีก เพราะจะทำให้เราคิดอยู่ตลอดเวลาถึงความทุกข์นั้น เหมือนกับเราบอกว่า จะไม่คิดถึง x ก็จะคิดถึง x ทันที ดังนั้น ยอมรับว่ามีทุกข์ดีกว่า ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกังวลว่ามีทุกข์ แล้วเรื่องจะผ่านไปเร็วขึ้น
 
สรุปได้ว่า ความแปลกประหลาดของ สุข vs ทุกข์ ก็คือ การพยายามมีความสุข กลับทำให้ไม่มีความสุข ส่วนความพยายามไม่มีความทุกข์ ก็จะยิ่งทุกข์
 
ด้วยเหตุนี้  ถ้าอยากจะได้ ความสุข ก็ลืมมันไปก่อน แล้วหันไปมุ่งสร้างชีวิตให้มีความหมาย จากนั้น ความสุขจะปรากฏตัวขึ้นเป็นผลพลอยได้ หรือ by product เอง โดยเราเองไม่มีทางไปวิ่งไล่จับมันได้ตรงๆ
 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
....เมื่อเทวดาได้รู้ว่าชายผู้นั้นกำลังมีอาการซึมเศร้าหนักกับ “ชีวิตที่สมหวังทุกประการ นึกสิ่งใด ได้สิ่งนั้น” จนไร้ความสุขและไร้ความหมายในชีวิต จึงมาปรากฏกายต่อหน้าเขาอีกครั้ง  สิ่งแรกที่ชายผู้นั้นพูดคือ ขอให้พาเขาพ้นจากสภาพนี้โดยเร็ว เขาโหยหาความตื่นเต้น ความท้าทาย และปัญหาและอุปสรรค ที่ครั้งหนึ่งเคยผจญอย่างภาคภูมิใจ
 
“ไปไหนก็ได้ ให้พ้นจากนี้ แม้กระทั่งจะพาไปนรกก็ยังได้ ไม่เกี่ยง” เขาพูดกับเทวดาอย่างจริงจัง
 
เทวดามองเขาอย่างประหลาดใจ นิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วพูดว่า “อ้าว ไม่รู้หรอกหรือ ก็นี่แหละคือนรก”
 
 
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นั่นคือสถานการณ์ที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า Prisoner's Dilemma ในวิชา Game Theory ที่แต่ละฝ่ายต่างไม่อาจล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้ และต้องตัดสินใจด้วยความเสี่ยงจากการคาดเดาว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอย่างไรอยู่
ธรรมชาติของคนไม่ชอบความไม่แน่นอน เราจึงมุ่งหา stability และกำจัดความไม่แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในนามของ“ความเข้มงวด”
...แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็หนีกฎธรรมชาติว่าด้วย stability breeds instability ไปไม่พ้น