OPINION

“คนเก็บของรก” กับ “นักสะสม” ต่างกันตรงไหน?

คธาพล รพีฐิติธรรม
11 มี.ค. 2562
“อายจัง บ้านรกมากเลยนะคะ”
“อย่าเพิ่งดูของในตู้หนังสือเลยครับ รกมากๆ เลย”
“ต้องดูตู้เสื้อผ้าจริงๆ เหรอคะ โห เราอายมากๆ”
“บ้านเรารก ไม่กล้าชวนเพื่อนมาเที่ยวเลยค่ะ”

เวลาไปเยี่ยมบ้าน ผมได้ยินคำพูดเหล่านี้เสมอ ผู้รับคำปรึกษาหรือโค้ชชี (Coachee) แต่ละคนเขินอายกับการเปิดบ้านและพื้นที่ส่วนตัวให้คนแปลกหน้าอย่างผมต้องมาเดินดูจนทะลุปรุโปร่ง
คำถามตามมาหลังจากนั้นก็คือ “บ้านแบบไหนถึงเรียกว่าบ้านรก

ปัจจุบันกระแสเรื่องการจัดระเบียบบ้านในเมืองไทยค่อยๆ ได้รับความสนใจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีสอนกันอยู่ในหลักสูตรการศึกษา

ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการทำความสะอาดซึ่งเป็นคนละเรื่องของการจัดระเบียบบ้านเลย
ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากยังมีความทุกข์เรื่องการจัดเก็บสิ่งของในบ้าน
ไม่รู้ว่าวางที่ไหน รวมถึงคิดไม่ตกอยู่ดีว่าทิ้งหรือเก็บสิ่งของได้อย่างไร

ผมเคยเจอบ้านมีตู้เสื้อผ้าโล่ง มีข้าวของในบ้านน้อยชิ้น แต่เจ้าของบ้านกลับหาสิ่งของไม่เจอ ไปจนถึงบ้านที่มีสิ่งของ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ขยะอัดแน่นจนล้นบ้าน แต่คนอยู่อาศัยกลับคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นระเบียบเรียบร้อยดี

ในเมื่อรสนิยมของเจ้าบ้านและผู้อยู่อาศัยแต่ละคนแตกต่างกัน แล้วเรามีอะไรเป็นเกณฑ์ประเมินว่า คุณกำลังอาศัยอยู่ในบ้านรกแล้วนะ
สัญญาณอย่างแรกที่บอกว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ในบ้านรก คือ

“บ้านที่มีข้าวของจำนวนมากเกินความจำเป็น”

หลายคนพอได้ยินผมพูดแบบนี้ รีบชิงปฏิเสธไว้ก่อนว่า ข้าวของทุกชิ้นในบ้าน มีไว้ในจำนวนพอดีจริงๆ และของทุกชิ้นซื้อมาเพราะต้อง “ใช้” พวกเขาไม่เคยซื้อของจำนวนมากเกินความจำเป็น

คนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมแบบนี้ครับ มีรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า หนังสือ รวมไปถึงถุงกระดาษ ถุงพลาสติก ปริมาณมากเกินความต้องการ

คนส่วนใหญ่ถามว่า คนเราควรต้องมีเสื้อผ้า หรือรองเท้าจำนวนเท่าไรเรียกว่าเหมาะสมและปกติที่สุด

ผมตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่า “ไม่มีตัวเลขแบบนั้นหรอกครับ” 

ไม่มีใครบนโลกใบนี้บอกได้ว่า คนเราควรต้องมีเสื้อผ้าหรือสิ่งของจำนวนเท่าไร  แต่ละคนมีความต้องการและความจำเป็นใช้สิ่งของแตกต่างกันไปครับ ผมเคยเจอคนมีชุดออกกำลังกายสำหรับวิ่งมากกว่า 50 ตัว มีรองเท้าเป็นร้อยคู่ หรือกระเป๋าและเครื่องประดับใช้ทุกวันโดยไม่ซ้ำกันไปได้อีกสิบปี

แต่พวกเขารู้สึกว่ามีสิ่งของไม่พอใช้
ผมเคยให้คำแนะนำแก่สามีภริยาคู่หนึ่งซึ่งชื่นชอบการออกกำลังกายและประกอบอาชีพที่ต้องพบผู้คนในงานต่างๆ ทำให้ต้องมีรองเท้าเพื่อใส่ออกงานหลากหลากแบบ

จริงๆ แล้วปริมาณรองเท้าของทั้งสองคน ไม่ได้มีเยอะเกินไปหรอกครับ
แต่สิ่งที่ผมสะดุดตา คือ “กล่องรองเท้า” วางกองเป็นภูเขาอยู่หน้าบ้านมากกว่า
บริเวณหน้าบ้าน มีกล่องรองเท้าวางกองเอาไว้ประมาณ 30 -40 กล่อง

“ข้างในกล่องทั้งหมดมีรองเท้าอยู่ทั้งหมดกี่คู่ครับ”
“น่าจะมีครบทุกกล่องนะครับ” เจ้าของบ้านยืนยัน “อย่างน้อยก็น่าจะ 20 คู่ขึ้นไป”
“งั้นขอผมลองเปิดดูกล่องทั้งหมดหน่อยนะครับ” ผมตัดสินใจเปิดกล่องแต่ละใบ
ในกล่องทั้งหมดมีรองเท้าเพียง 5 คู่ เท่านั้นส่วนที่เหลือเป็น “กล่องเปล่า”

ผมเชื่อครับว่า หลายๆ บ้านก็เป็นเหมือนกัน
การมีสิ่งของมากเกินความจำเป็น หรือไม่เคยใช้เลย ทั้งๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน  สะท้อน “บางสิ่ง” ภายใต้จิตใจของเราเสมอครับ

เมื่อโค้ชชีถามว่าควรมีสิ่งของปริมาณเท่าไร ถึงเรียกว่า “พอดี”
ผมให้คำแนะนำง่ายๆ คือให้แต่ละคนลองฝึกกะประมาณด้วยสายตาและความรู้สึกของตัวเองครับว่า ในแต่ละปีคุณมีความต้องการใช้สิ่งของเหล่านั้นในปริมาณเท่าไร ถึงเหมาะสม ไม่ขาดแคลนและสบายใจที่สุด
 
ผมเคยเจอคนชอบสะสมปากกา แต่พอเขามานั่งคิดทบทวนดีๆ แล้ว เขาต้องการมีปากกาไว้ใช้ไม่เกิน 3 ด้ามต่อปี หรือคนชอบซื้อเสื้อโปโล พอคุยและได้สอบถามกัน เขากลับอยากมีเสื้อเชิ้ตสีขาว 5 ตัวแทน

แต่ก็มีคนสงสัยว่า ระหว่าง “คนชอบเก็บของจนรก” กับ “นักสะสมของ” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ข้อสังเกตง่ายๆ คือคนชอบเก็บของ มีข้าวของมากเกินความจำเป็นหรือความต้องการใช้ของนั้นๆ แต่นักสะสมของ เช่น นักสะสมธนบัตร แสตมป์ เสื้อผ้า ตุ๊กตา หนังสือ พวกเขาค่อยๆ เก็บสิ่งของเพิ่มทีละนิดครับ และมีจำนวนเหมาะสม ไม่รบกวนต่อพื้นที่ใช้อยู่อาศัย

คนชอบซื้อหรือเก็บสิ่งของไปเรื่อยๆ ไม่ได้มาจากความสนใจความชื่นชอบของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ได้ใส่ใจหรือจดจำว่าซื้อมาเมื่อไร หรือครอบครองของสิ่งนั้นไว้ใช้ทำอะไรบ้าง ซึ่งบางทีพบว่าเป็นสิ่งของทั่วไปอย่างถุงพลาสติก ถุงช็อปปิ้ง ชุดจานชาม ตัวน็อต อะไหล่วัสดุต่างๆ ก็ได้

แต่นักสะสมของมีเป้าหมาย ความมุ่งหมายของการเก็บ มาจากความชอบความสนใจ บอกเล่าความเป็นมาของสิ่งของแต่ละชิ้นได้ว่ามีเรื่องราว ที่มาที่ไป  ประวัติ หรือความสำคัญอย่างไร รวมถึงรุ่นหรือปีการผลิต ได้ด้วย เช่น รองเท้า เสื้อผ้ารุ่นใดเป็นของมีจำกัด หรือเป็นรุ่นหายาก บางคนตัดสินใจขายสิ่งของสะสมนั้นต่อได้โดยไม่มีอาการหึงหวง เพราะรู้ถึงมูลค่าเหมาะสมกับของชิ้นนั้น

ในเรื่องของการจัดเก็บหรือดูแล คนชอบเก็บของเป็นจำนวนมาก วางไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย วางไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง หรือทำหายอยู่บ่อยๆ บางครั้งจำไม่ได้ว่าเคยซื้อมาตั้งแต่เมื่อไร หรือชอบซื้อสิ่งของที่เหมือนกันซ้ำกัน แต่นักสะสมดูแลทำความสะอาดอย่างเหมาะสม และมีที่จัดเก็บเป็นสัดส่วน เช่น สมุดสะสม หรือตู้โชว์

ถ้าสรุปง่ายๆ ก็คงบอกว่า นักสะสมคือคนเก็บ “ของรัก” ซึ่งไม่ใช่ “ของรก” อย่างแน่นอน
About the Author
นักกฎหมายกับอีกบทบาทคือ Declutter Coach หรือที่ปรึกษาการจัดระเบียบบ้านคนแรกของไทยกับความเชื่อว่า Life Coaching กับการจัดระเบียบบ้านจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นได้ที่เพจ “Proud จัดระเบียบเปลี่ยนชีวิต”
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Spotlight Effect คือ ความรู้สึกว่า มีคนมองหรือสนใจเราอยู่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่มี หรือ มีก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเราขนาดที่เราคิด
ฉันก็เดินตัวปลิวกลับห้องพักอย่างเบิกบานใจ ไม่ใช่เบิกบานเพราะโดน_หรอกนะ แต่เพราะรับเงินมา 100 บีดี