OPINION

เมื่อไม่มีอะไรทำ

สุรพร เกิดสว่าง
16 ก.ย. 2562
กิจกรรมจำนวนไม่น้อยในชีวิตมาจาก “การไม่มีอะไรทำ” หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ “ไม่มีเรื่องสำคัญที่อยากจะลงมือทำในตอนนี้ เลยทำอย่างอื่นเพื่อฆ่าเวลาไปก่อน” 
 
แน่นอนว่า ในชีวิตมีเรื่องสำคัญมากมายรออยู่เสมอ แต่ในเมื่อเรายังไม่อยากทำในขณะนั้น หรือยังไม่จำเป็นต้องทำในขณะนั้น หรือไม่ก็ยังทำไม่ได้ ผลคือ เกิดสภาพ “ไม่มีอะไรจะทำ” ไปชั่วขณะ  
 
กิจกรรมที่ทำตอนไม่มีอะไรจะทำ คือกิจกรรมที่ไม่ได้มีจุดหมายจริงจัง ไม่ได้ทำเพราะอยากทำจริง ไม่ได้ทำเพราะสนใจ ไม่ได้ทำเพราะท้าทายหรือเพื่อเรียนรู้ และที่แน่ๆคือ ไม่ได้ทำเพราะ passion หากแต่ “ทำไปอย่างนั้นเอง” เพราะถือว่า อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ
 
คนเราชินกับกิจกรรมฆ่าเวลา จนบางคนมองเป็น default mode ของการใช้ชีวิตไปแล้ว
 
บางคนชอบเดินห้าง โดยไม่มีจุดประสงค์ใดพิเศษ เพราะไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปเดินเล่น แม้ว่าจะต้องต่อแถวรถติดหน้าห้าง หรือวนหาที่จอดหลายชั้นก็ยังยอมลำบาก อันแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของกิจกรรมเพื่อฆ่าเวลา เป็นได้ว่า ส่วนหนึ่งของรถติดบนถนนในวันหยุด ต้นเหตุอาจมาจากการไม่มีอะไรทำนี่เอง
 
หรือเมื่อใดเป็นวันหยุดยาว ต้องไปเที่ยวค้างนอกเมือง เพราะถ้าไม่ไป ก็จะไม่มีอะไรทำและเกิดความเสียดายวันหยุด แต่พอไปถึง ก็ไม่มีอะไรทำอีก นอกจากแค่ “เปลี่ยนที่กินที่นอน” ในสภาพ “แย่งกันกินแย่งกันใช้” หรือ บางคนไปเที่ยวแบบตามๆเพื่อนไป ทั้งที่ก็ไม่ได้สนใจใน agenda เที่ยว แต่ถ้าไม่ไป ก็จะรู้สึกเสียโอกาส แต่พอเมื่อได้ไปแล้ว ก็ไม่ได้อินอะไรมากอีก แม้แต่จำสถานที่เที่ยวยังจำไม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าดีกว่าอยู่เฉยๆ
 
บางคนพอนัดเจอแฟน ต้องหาเรื่องกินข้าวเพราะถ้าไม่กินข้าว ก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกเหมือนกัน เหมือนอย่างที่พูดว่าพอมีแฟนแล้วน้ำหนักขึ้น บางคนออกไปช้อปปิ้ง เพราะถ้าไม่ช้อปก็จะไม่รู้จะทำอะไร แม้ว่าของที่ซื้อมานั้นไม่ได้เอามาใช้ หรือใช้ครู่เดียวก็ลืม National University of Singapore และ Pennsylvania State University โดย Wirtz และ Mattila ประมาณว่า 62% ของการช้อปปิ้งตามห้างร้านเป็น impulsive buying หรือซื้อของเลยโดยไม่ไตร่ตรอง และการ survey ของบริษัทการตลาด Criteo พบว่า 80% ของการช้อป online เป็น impulsive buying  
 
เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เมื่อในใจว่างและเริ่มเบื่อ คนเราจะมองหาสิ่งกระตุ้นมาขจัดความเบื่อให้เร็วที่สุด หรือที่เรียกว่า sensational seeking และในยุคที่ชีวิตถูกกระตุ้นด้วยสิ่งล่อใจเร้าใจรอบทิศด้วย marketing หรือ FOMO “fear of missing out” ก็มักลงเอยด้วย impulsive buying ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือบริการ
 
ธุรกิจจำนวนมาก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการ “ไม่มีอะไรจะทำ” หากนับรวม business sector นี้แล้วจะเป็นมูลค่ามหาศาล อาจจะนับเป็น ”ภาคหนึ่งของเศรษฐกิจ” อย่างไม่เป็นทางการก็ว่าได้ ในทางตรงข้าม หากวันหนึ่งทุกคนลุกขึ้นมา “มีอะไรทำ” ตลอดเวลา คือทำแต่เรื่องที่ตนต้องการจริงๆ  ธุรกิจหลายรายอาจล้มหายตายจากไป อย่างน้อยก็อาจแถวๆ 62% หรือเกินครึ่งของยอดขาย retail 
 
นั่นหมายความว่า ในชีวิตหนึ่งๆ คนเราใช้เวลาไม่น้อยหมดไปกับกิจกรรมฆ่าเวลา และกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นของฟรี หลายอย่างไม่ใช่ราคาถูกๆ และที่สำคัญ ประโยชน์ที่ได้จากเงินที่จ่ายไป หรือ return on investment ROI อาจมีเพียงน้อยนิด หรือแม้กระทั่งติดลบ คือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงกว่าเดิม เช่น เป็นหนึ้โดยไม่จำเป็น
 
ถ้าอ้างพฤติกรรมผู้บริโภคจากงานศึกษาข้างต้น อาจพูดได้ในทางเศรษฐศาสตร์ว่า มากกว่าครึ่งของการใช้เงินช้อป ให้ผลตอบแทนกลับคืนมายังคนซื้อต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จะมีก็แต่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ส่วนผู้ซื้อไม่ค่อยได้อะไรกลับไป นอกจากความรู้สึกดีสั้นๆตอนช้อปและหลังช้อป  ทั้งนี้รวมถึงการซื้อบริการต่างๆด้วย
 
แน่นอนด้วยว่า กิจกรรมฆ่าเวลาเหล่านี้ทำไปก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสุขอะไรมากมาย ดังนั้น หากคนเราสามารถลดทอน หรือ minimize กิจกรรมฆ่าเวลาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ทำให้หมดไปเลยคงเป็นไปไม่ได้) ก็อาจจะทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น มีความสุขแท้จริงมากขึ้น เพราะการใช้ชีวิตเต็มไปด้วยกิจกรรมฆ่าเวลาเป็นหลัก ก็ย่อมหมายถึงการใช้ชีวิตที่ไม่คุ้ม มีชีวิตแบบครึ่งๆกลางๆ
 
ทางแก้ไขที่ตรงที่สุดคือ “หาอะไรทำ” และ “อะไร” ในที่นี้ก็ควรเป็นสิ่งที่มีสาระมีความหมายกับตัวคนที่ทำ ไม่ว่าจะเป็น งานอดิเรกทั้งหลาย กีฬา การออกกำลังกาย การเรียนรู้เรื่องต่างๆ กิจกรรมที่ท้าทายความสามารถ ไปจนถึง การเข้าสังคมที่มีสาระและมีคุณภาพ 
 
มีข้อโต้แย้งว่า การหาอะไรทำมักจะมีต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และหลายคนไม่สามารถแบกภาระนี้ได้ เช่น จะเล่นกีฬาก็ต้องซื้ออุปกรณ์ งานอดิเรกใดก็ตามพ่วงมาด้วยค่าใช้จ่ายและเอาเวลาไปทั้งนั้น ไม่จ่ายเงินเพื่อฆ่าเวลา ก็ต้องมาจ่ายเงินซื้อเวลาอยู่ดี ดีไม่ดีจ่ายมากกว่าอีก 
 
แต่ความแตกต่างอยุ่ที่ ROI return on investment ของการจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่มีความหมาย จะให้ผลตอบแทนกลับคืนมามากกว่ามาก
 
เช่น ค่าใช้จ่ายในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังอาจพอๆกับ impulsive buying ที่เกิดขึ้นระหว่างเดินเล่นในห้าง แต่นำพาประโยชน์ ตั้งแต่สุขภาพ รูปร่างที่ดี ความสะใจจากความท้าทายจากการเป็นทั้ง physical exercise และ mental excercise ในเวลาเดียวกัน ส่งผลทำให้เพิ่มความมั่นใจในตนเอง ไปจนถึงมีสังคมหรือ community ใหม่ให้ค้นหา เกิด network ของสังคมใหม่ที่เชื่อมโยงกับ network เดิมที่มี
 


ส่วนกิจกรรมฆ่าเวลาทั้งหลายนั้นไม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้เลย ความรู้สึกหลังจากเดินเล่นในห้าง กับ ความรู้สึกหลังออกกำลังกายเสร็จ ก็แตกต่างกัน การรอคอยวันหยุดว่าจะได้เล่นกีฬาโปรด ฝึกฝนตนเองให้ดีขึ้นอีกระดับ ได้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่มีความสนใจเหมือนกัน กับ การรอวันหยุดว่าจะได้ไปเดินเล่นในห้างเป็นครั้งที่ร้อยกว่า ย่อมให้รสชาติชีวิตที่ต่างกัน
 
และเป็นไปได้ว่า รวมๆแล้ว ค่าใช้จ่ายของกิจกรรมเหล่านี้อาจน้อยกว่ากิจกรรมฆ่าเวลา เพราะในกิจกรรมฆ่าเวลาเมื่อเป็นการใช้จ่ายที่ไม่ค่อยคิด ไม่ระมัดระวัง เราก็มักไม่ค่อยนับ ไม่ค่อยจำ หากรวมบิลทั้งหมดอาจเป็นจำนวนเงินที่ทำให้อึ้งก็ได้ และเงินที่จ่ายไปนี้ก็สูญเปล่าอย่างน่าตกใจ อย่างเช่น ในการ survey ของ Greenpace พบว่าครึ่งหนึ่งของเสื้อผ้าที่คนฮ่องกงช้อป ยังติดป้ายราคาอยู่ในตู้เสื้อผ้าอยู่เลย 
 
แน่นอนว่า ”การมีอะไรทำ” ไม่ได้หมายถึงแค่กีฬาหรือออกกำลังกาย แต่รวมไปถึงงานอดิเรกทั้งหมด รวมถึงการใช้เวลาเงียบๆไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนังที่มีสาระ ทำสวน วาดภาพ take course เรียนรู้เรื่องต่างๆ ก็สามารถมาขจัดเวลาไม่มีอะไรทำได้อย่างมีความหมายทั้งนั้น 
 
แต่ก็มีในบางสถานการณ์ ที่เราไม่สามารถมีเวลาพอ หรือไม่มีความสะดวกที่จะทำสิ่งน่าสนใจเหล่านี้ได้เลย เช่นมี gap ของเวลาว่างก็จริง แต่ไม่นานพอจะทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องไปจบที่กิจกรรมฆ่าเวลาอยู่ดี หรือไม่? 
 
ประเด็นนี้ นักจิตวิทยามีความเห็นว่า ถ้าหาสิ่งที่มีสาระต่อเราจริงทำไม่ได้ในเวลานั้น ก็ควรปล่อยให้ไม่มีอะไรทำไปเลยดีกว่า
 
เพราะถ้าหากใจของเราว่าง แล้วปล่อยใจให้ลอยคิดโน่นนี่ อาจทำให้เกิด creative thinking หรือความคิดสร้างสรรค์ได้ การค้นพบสำคัญในโลกนี้ ไม่ได้มาจากตอนนั่งทำงานสักเท่าไหร่ แต่มาจากการปล่อยใจระหว่างอยู่เฉยๆ หรือเดินเล่นในที่ปราศจากสิ่งกระตุ้นรบกวนสมาธิ 
 
มีงานศึกษาของ University of Central Lancashire UK โดย Sandi Mann ผู้เขียนหนังสือดัง The Science of Boredom และทีมงาน ชี้ว่า เวลาเกิดความเบื่อหน่าย ไม่รู้จะทำอะไร คนเราจะพยายามบังคับตนเองให้เกิดความคิดสร้างสรรค์โดยไม่รู้ตัว ทีมงานแกล้งทำให้คนเบื่อโดยให้นั่งอ่านสมุดรายชื่อโทรศัพท์ แล้วทดสอบความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา พบว่า กลุ่มที่เบื่อสุดๆจากการทนอ่านสมุดรายชื่อ ทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มอื่น
 
Mann แนะนำให้จัด “daydreaming time” หรือทำกิจกรรมที่ปราศจากสิ่งกระตุ้นให้เสียสมาธิ ยิ่งสามารถออกกำลังได้ไปด้วยระหว่างใจว่าง อย่างวิ่งหรือว่ายน้ำ ยิ่งดี คนอย่าง Warren Buffett หรือ Bill Gates ถึงกับจัดเวลาให้ตัวเองไม่ต้องทำอะไร นอกจากนั่งเฉยๆเพื่อให้ได้คิด
 
Concept ของ daydreaming time สอดคล้องกับการศึกษาของ Chinese Academy of Sciences โดยทีมงานของ Ming Song ที่พบว่า จากการ scan MRI สมองในระหว่างที่อยู่เฉยๆและปล่อยใจไปเรื่อยนั้น สมองมีการทำงานมากขึ้นในส่วนที่เชื่อมโยงระหว่าง posterior cingulate cortex อันเป็นศูนย์กลางของสมองกับพื้นที่สมองส่วนอื่น
 
Mann บอกว่า “Lightbulb moment” หรือ “Ureka moment” ที่มีไอเดียใหม่ๆแวบขึ้นมา ก็ตอนนี้
 
กลายเป็นว่า การมีเวลาว่างไม่รู้จะทำอะไรนี่เองเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง ถือเป็นความหรูหราของชีวิตอย่างหนึ่งที่มีโอกาสว่างเช่นนั้นได้ แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่เอาเวลานี้ ไป “ฆ่า” ทิ้งเสีย ด้วยการทำในสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ 
 
ดังนั้น เมื่อใดเหลือเวลาไม่มีอะไรทำจริงๆ อย่าฆ่าเวลา แต่อยู่กับเวลานั้นเงียบๆจะดีกว่า เพราะนั่นอาจหมายถึง โอกาสที่เราจะเจอบางสิ่งบางอย่างในสมอง ที่เฝ้ารอเวลาค้นพบมานานแล้วก็ได้  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แม้จะหนีออกจากซ่องมาได้ แต่ต้องไปขายตัวที่ญี่ปุ่น นางก็ยินดีไปตายเอาดาบหน้า เพื่อแลกกับชีวิตที่เป็นอิสระ
โต๊ะที่รก ส่งผลต่อความสัมพันธ์และความเคารพนับถือจากเพื่อนร่วมงาน เพราะทำให้รู้สึกได้ว่า เจ้าของโต๊ะเป็นคนไม่น่าพึ่งพิง