ON LOOKER

ทิ้งขยะลงท้อง ทิ้งจานลงพื้น

17 เม.ย. 2560

ที่จั่วหัวมาแบบนี้ไม่ได้รักช้อน หรือรังเกียจจานแต่อย่างใด แต่นี่เป็นเทรนใหม่ของคนหัวใจสีเขียว เป็นนวัตกรรมสินค้าที่หากิมมิกน่ารักมาเล่นกับของใช้ที่เราเห็นจนชินตา แถมยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะไปในตัวแบบที่เราไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใดใด

เพราะถ้าพูดกันตามจริง พฤติกรรมของเรานั่นแหละที่เป็นบ่อเกิดของขยะที่มีมากจนจะล้นโลกอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากวิถีแดกด่วน เคยสังเกตไหมเวลาเราซื้ออะไรกิน บรรจุภัณฑ์ที่ห่อส่วนใหญ่ก็จะเป็นกล่องโฟมแถมช้อนพลาสติก กินเสร็จก็ทิ้งไป ไม่ต้องแยแสใดใด ลองคิดดูเล่นๆ ว่า บ้านเรามีคน 60 ล้านคน มื้อกลางวันทุกคนซื้อข้าวกล่อง แต่ละกล่องก็มีช้อนพลาสติก คิดดูขยะจะเยอะขนาดไหน นี่แค่บ้านเราที่เดียวยังไม่รวมวิถีแดกด่วนในทั่วโลก

ในบรรดาขยะที่อยู่บนโลกใบนี้ ดูเหมือน...พลาสติก...จึงเป็นปัญหาระดับมหากาพย์ ตามรายงานของ COBSEA หรือ Coordinating Body on the Seas of East Asia ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท้องทะเลต้องเผชิญกับปริมาณขยะมากถึง 6.4 ล้านตันต่อปี โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 6 เป็นขยะจากถ้วย จาน ช้อน ส้อม มีด ขวดเครื่องดื่มพลาสติก หลายคนอาจยังนึกไม่ออกว่าไอ้เจ้า 6% มันมากแค่ไหน เอาเป็นว่าตัวเลขจริงๆ ของขยะเหล่านี้มีมากถึง 9,549,156 ชิ้นเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมที่ทิ้งเกลื่อนกันทั่วไปตามท้องถนนทั่วโลกเลย

จากตัวเลขที่น่าตกใจนี้ก็ทำให้เกิดความพยายามดีๆ ที่จะลดปริมาณขยะ หลากหลายแนวคิดจึงผุดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ถ้วยกินได้ ช้อนกินได้ แก้วกาแฟคุกกี้ เรียกว่ากินให้หมดไม่ต้องเหลือ หรือแม้แต่จานใบไม้ที่ทำมาจากใบไม้จริงๆ ย่อยสลายได้ในเวลา 2 เดือน ไม่ต้องรอเป็นชาติเหมือนพลาสติก

กินให้หมด อย่าให้เหลือ

นี่คือแนวคิดที่มาของ “ช้อนกินได้” อย่างล่าสุดที่อินเดีย ก็มีกระทาชายนายหนึ่งชื่อ Narayana Peesapaty นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านการเกษตรชาวอินเดีย มองเห็นปัญหาของจาน ชาม ช้อนพลาสติกที่ถูกทิ้งกองเป็นภูเขา ก็เลยคิดประดิษฐ์ช้อนกินได้ขึ้นมา โดยทำจากข้าวฟ่าง ข้าว ข้าวสาลีอบแห้ง ขึ้นรูปเป็นช้อน แถมยังมีหลากรส เช่น รสน้ำตาล รสขิงอบเชย รสขิงกระเทียม รสยี่หร่า รสเซลารี่ รสพริกไทยดำ รสมิ้นท์ขิง รสแครอทบีทรูท เรียกว่าเลือกกินกันไม่ถูกทีเดียว แถมยังเก็บได้นานถึง 2-3 ปี

แต่ว่าช้อนกินได้ของนาย Narayana Peesapaty จะใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ซะทีเดียว เพราะไอเดียคล้ายๆ กันนี้ ก็มี นายรอย เว็บบ์ (Roy Webb) คิดและนำไปพัฒนาร่วมกับ Triangle Tree บริษัทผู้ผลิตของใช้ในบ้านจากนิวยอร์คนำเสนอผ่านโปรเจ็กต์ที่ชื่อ Edible Spoons ที่แปลแบบตรงตัวก็คือช้อนกินได้ โดยเป็นการนำส่วนผสมออร์แกนิก ได้แก่ ข้าวโพด แป้งโฮลวีต ผงฟู เกลือ น้ำตาล ไข่ไก่ นม สมุนไพร และเครื่องเทศ มาเป็นวัตถุดิบหลัก แถมมมีให้เลือก 3 รส ไม่ว่าจะเป็นรสจืด รสหวาน ไปจนถึงรสเผ็ด

...เรียกได้ว่าแม้กระทั่งช้อนก็ยังกินอร่อย...หมดยุคของช้อนพลาสติกที่ใช้เวลาย่อยสลายเป็นพันปี

แถมท้ายให้อีกนิดถ้าใครลองเสิร์จคำว่า edible spoons ดูก็จะพบว่า จริงๆ แล้วคนคิดค้นช้อนกินได้นั้นมีหลากหลายเหลือเกิน มีหลายรายที่เริ่มผลิตและวางตลาดไปบ้างแล้ว แถมยังมีอีกหลายคลิปที่สอนวิธีทำช้อนกินได้อีกต่างหาก ว่างๆ ก็น่าจะลองทำกันดู เผื่อจะได้โพสต์ภาพเท่ๆ แบบไม่เสียดุลย์ใคร

จานลงถัง

ช้อนลงท้อง แต่ทำไมจานลงถัง อันนี้ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไร เพราะพวกถ้วยกาแฟที่เป็นคุกกี้ เป็นช็อคโกแลต แม้กระทั้งแก้วจานมันฝรั่งก็ยังมี แต่ที่บอกให้ทิ้งลงถังก็เพราะเป็นจานที่ทำจาก...ใบไม้ ไม่ใช่แค่เอาใบไม้ใบใหญ่ๆ มากางแล้วตักอาหารใส่ แต่เป็นนวัตกรรมที่เอาใบไม้มาขึ้นรูปเป็นจานเหมือนจานกระดาษที่เราใช้ๆ กัน

ก่อนจะไปถึงการพัฒนาในแง่ของดีไซน์ ที่อินเดียก็มีการทำจานจากใบไม้กันบ้างแล้ว ซึ่งใบไม้ที่ใช้ก็มีความหลากหลายแล้วแต่แต่ละท้องถิ่น เราเรียกจานแบบนี้ว่า Tapari โดยแรกๆ จะเป็นการเอาใบไม้มานั่งเย็บให้เป็นทรงกลมบ้าง ทรงเหลี่ยบ้าง มาตอนหลังก็มีการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมๆ มีการสร้างเครื่องจักร์ปั้มขึ้นรูปเป็นจานเรียบร้อยแล้ว

แต่ถ้าพูดถึงรูปแบบการผลิต จานใบไม้จากอินเดียดูจะกลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เพราะจานใบไม้ของเยอรมันที่คิดขึ้นมาโดย Leaf Republic บริษัทที่ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ก็ที่นำเส้นใยของใบปาล์มมาเย็บและเชื่อมต่อกันเป็นแผ่น จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการขึ้นรูปโดยใช้เครื่องจักรกดทับ โดยไม่ใช้กาวหรือน้ำมัน แต่ว่าในแง่การผลิตดูทันสมัยผิดกับในอินเดียอย่างเห็นได้ชัด และว่ากันว่าตอนนี้จานใบไม้นี้กำลังฮอตมากในเยอรมันจนต้องเพิ่มกำลังการผลิต

ส่วนบ้านเราก็ไม่แพ้กัน เพราะเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว ที่ ม.นเรศวร ก็มีการพัฒนาเอาใบทองกวาว เพราะลักษณะใบใหญ่ แถมมีฤทธิ์ในเชิงสมุนไพร ปกติแล้วใบทองกวางถ้าเอามาต้มน้ำจะสามารถใช้ขับพยาธิ รักษาริดสีดวง เป็นยาแก้ปวด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ที่เจ๋งคือได้ทดลองนำน้ำร้อนที่ต้มเดือดจัดมาใส่ในภาชนะที่ทำจากใบไม้ และตั้งทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็ไม่รั่วซึม ทั้งยังคงรูปทรงเดิม นอกจากนี้ใบยาง และใบไทร ใบสัก ที่สามารถทำขึ้นรูป และนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ได้เช่นกัน

ในอีกมุมหนึ่งเรื่องของจานใบไม้ก็มีดราม่ากับเขาเหมือนกัน เพราะในโลกโซเชี่ยวนั้นมีการกล่าวหาว่าเยอรมันลอกความคิดอินเดีย อาจเพราะมีการนำเข้าใบไม้จากอินเดียมาทำด้วยก็เป็นได้ แต่ถ้ามองในแง่ดีถ้าใครสักคนมีไอเดียที่จะช่วยโลกนี้ให้ดีขึ้นก็ทำไปเถอะ...ว่าไหม

เพราะโลกสีเขียวที่เรารณรงค์กันอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต่างก็มีผู้คนมองหารูปแบบและการออกแบบที่ดูทันสมัย ให้คนใช้แล้วรู้สึกว่าเท่ ถ่ายรูปอวดในโซเชี่ยลแล้วเก๋ ไม่อายใคร แม้ว่าต้องจ่ายแพงกว่านิดหน่อยก็ตาม

 

ในโลกใบนี้ยังมีมากมายที่ต่างมองเห็นปัญหาขยะอันเกิดจากการใช้จาน ชาม ช้อน จะว่าไปเทรนนี้แม้ไม่ใหม่นัก แต่ก็ถือว่าเป็นกิมมิคทางการตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เรามาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

  1. Pappami จานกินได้ คิดค้นโดย Trentonu di Rovereto ใช้ได้ทั้งกับอาหารแห้งและเหลว
  2. Wikipearl ผลิตภัณฑ์จากโครงการ Wikifood เป็นเจลาตินที่มีลักษณะเป็นเยื่อหุ้มบางๆ ใช้หุ้มก้อนไอศกรีมหรือโยเกิร์ตแช่แข็ง และเยื่อหุ้มนี้จะละลายเมื่อสัมผัสกับน้ำลาย
  3. Ooho อาศัยหลักการเดียวกับ Wikipearl โดยเจลาตินบางๆ นี้ ใช้บรรจุน้ำดื่มสำหรับหนึ่งอึกพอดี
  4. Jellowere แก้วสีสันสดใสจากวุ้นสาหร่ายทะเล เป็นที่นิยมให้หมู่ผู้ทานมังสวิรัติ และมีให้เลือกหลายรส
  5. Cookie cup แก้วกาแฟทำจากคุกกี้
  6. กระดาษห่อแฮมเบอร์เกอร์ จากร้าน Bob's ร้านอาหารฟาสฟู้ดสัญชาติบราซิลเซี่ยน ตัวกระดาษทำมาจากข้าว ซึ่งลูกค้าสามารถกัดกินได้ทั้งคำ
  7. Finger Biscuit อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำเป็นบิสกิตรูปนิ้ว สามารถนำไปสวมคล้ายถึงมือ นิยมนำไปจุ่มรับประทานกับช็อกโกแลต
  8. Do eat แก้วแวร์รีน แก้วขนาดเล็กสำหรับใส่ของหวาน ทำมาจากแป้งมันฝรั่ง สามารถเลือกขนาดได้ตามต้องการ
  9. Kup ถ้วยทำจากข้าว ผลงานของพี่ยุ่น ที่มาของชื่อ Kup คือการรวมกันระหว่างคำว่า Kuu ในภาษาที่ปุ่น ที่แปลว่า รับประทาน และคำว่า Cup แปลที่ว่าถ้วยในภาษาอังกฤษ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีคนสอนหรือเข้าคอร์สแต่อย่างใด โดยปกติเราก็จะพอผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง แต่สำหรับหลายคนอาจจะลืมสังเกต จนทำให้การสนทนาในครั้งนั้นดูน่าเบื่อไปเลย และผู้ฟังเองก็คงจดจำในสิ่งที่คุณพูดหรือบอกไม่ได้ด้วยซ้ำไป 
ภาพสามมิติรูปคน ที่เกิดจากการบรรจงขันสกรูกว่าพันตัว ให้เป็นรูปใบหน้าคนต่างๆ โดยนอกจากจะพิเศษที่เทคนิคการสร้างสรรค์ภาพแล้ว ยังมีความน่าทึ่งในการเป็นภาพที่คนตาบอดสามารถ “มองเห็น”ได้ ด้วยการสัมผัส