
ประเทศไทยเริ่มจัดงานวันแม่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน ต่อมามีการเปลี่ยนกำหนดงานวันแม่หลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519
คณะกรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้ชัดเจน จึงได้กำหนดวันแม่ใหม่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา

เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่
เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ไทย ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกล หอมนานและผลิดอกทั้งปี หากมองในด้านสมุนไพรนั้น ดอกมะลิสามารถนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอม บำรุงหัวใจ คนไทยมักนำดอกมะลิมาร้อยเป็นมาลัยถวายพระหรือมอบให้แก่ผู้ที่เราเคารพรักใคร่ และยังนิยมนำเอาดอกมะลิมาใช้เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ ด้วยกลิ่นหอมเย็นและสีขาวบริสุทธิ์ของดอกมะลิ เชื่อกันว่าบ้านใดที่ปลูกต้นมะลิเอาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน จะช่วยเสริมให้คนในบ้านได้รับความปรารถนาดี เป็นที่รัก และเป็นที่คิดถึงของคนทั่วไป อีกทั้งยังทำให้คนในบ้านมีจิตใจที่บริสุทธิ์ รู้จักกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
คุณสมบัติที่กล่าวมาจึงทำให้ดอกมะลิถูกเลือกเป็นสัญลักษณ์แห่งวันแม่ แม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต ผู้มีความรักที่บริสุทธิ์ต่อลูก ไม่ว่าจะนานเท่าใดหรือไกลแค่ไหน ความรักของแม่จะติดตามลูกไป เฉกเช่นกลิ่นหอมของดอกมะลิที่หอมชื่นใจและส่งกลิ่นหอมไปไกล
วันแม่ปีนี้ขอให้คุณแม่และลูกทุกคนมีความรักความผูกพันธ์ ที่ผูกกันไปตลอดเหมือนกับดอกไม้ที่นำมามอบให้กับคุณแม่ เราไม่จำเป็นต้องระลึกถึงคุณแม่ในเฉพาะวันแม่เท่านั้น แต่ทุกๆ วันของปีก็สามารถเป็นวันของแม่ได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง : http://www.thainannyclub.com/article




