ON LOOKER

ทำไมคำว่า ขอโทษ จึงเป็นดั่งยาพิษ และเราจะพูดคำว่าอะไรแทนได้บ้าง

8 ส.ค. 2561
คุณเผลอเดินชนคนบนถนน แน่นอน คุณกล่าวคำว่าขอโทษ คุณลืมวันเกิดคนสำคัญ คุณก็กล่าวคำว่าขอโทษ แต่ในเวลาที่มีคนไม่ให้เกียรติคุณ คุณจะกล่าวขอโทษเขาคนนั้นไหม
 
แน่นอน คำตอบคือ ไม่ แต่ลองมาดูตัวอย่างนี้กัน หากคุณนัดหมายการประชุมทางออนไลน์กับใครคนนึง แต่เขาคนนั้นกลับหายไปโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ หลังจากนั้นเขาโทรกลับมาแต่คุณไม่ว่างรับสาย แบบนี้ คุณยังควรขอโทษเขาไหม

โดยสถิติแล้ว ผู้หญิงคือเพศที่มักจะตกเป็นเหยื่อจากคำว่าขอโทษ ที่ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อจนเกินไป Perpetua Neo นักบำบัดและแพทย์ทางจิตวิทยากล่าวว่า มีคนจำนวนมากที่ใช้คำว่าขอโทษเพื่อการรักษาน้ำใจ และไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียใจหรือผิดหวัง กระทั่งไม่อยากสูญเสียความสัมพันธ์ดีๆ และความช่วยเหลือในอนาคตกับอีกฝ่าย เขายังบอกอีกว่า การกล่าวขอโทษ เปรียบได้กับการตะโกนดังๆว่า ไม่ต้องมาให้เกียรติฉันหรอก!

เพราะการกล่าวคำว่า “ ขอโทษ" บ่อยครั้งเกินไป อาจทำให้คุณสูญเสียคุณค่าและความมั่นใจในตนเองจนคนรอบข้างเริ่มให้เกียรติคุณน้อยลง ในที่สุด คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกมองข้ามความสำคัญได้ง่ายขึ้น ซึ่งจริงๆแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิง และเกิดบ่อยครั้งในที่ทำงาน โดยเฉพาะในเวลาที่ผู้หญิงต้องต่อกรกับผู้ชาย เพราะมีคนจำนวนมากที่ชอบทดสอบอำนาจของตนเองอยู่แล้ว จงอย่าตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้น ลองถามตนเองดูว่า คุณพูดคำว่าขอโทษบ่อยเกินไปหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ จำไว้เลยว่า คุณได้ทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายมากๆ

นอกจากการถูกอัดรัดเอาเปรียบแล้ว การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” บ่อยๆ ทำให้คุณรู้สึกผิดและรู้สึกตัวเล็กลงเรื่อยๆ และยิ่งคุณรู้สึกผิดมากขึ้นเท่าไร มันก็คือการส่งต่อสัญญานไปหาฝ่ายตรงข้ามว่า กรุณาข่มเหง กรุณารังแกฉันเถอะ!

นอกจากการกล่าวคำว่า “ ขอโทษ” ที่เกิดจากตัวคุณเองแล้ว หลายคนอาจปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องขอโทษ อาจเป็นในช่วงวัยเยาว์ที่เรายังไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมากนัก หรือช่วงหนึ่งในความสัมพันธ์ร้ายๆ เมื่อเติบโตขึ้น ว่ากันว่า หากเด็กคนนึงเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น เขาคนนั้นมักจะใช้คำว่าขอโทษพร่ำเพรื่อเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและต้องการพื้นที่ในการอยู่คนเดียว จนอาจกลายเป็นคนที่มีกำแพงกับคนรอบตัวเสมอ และวันนึง เขาคนนั้นก็อาจกลายเป็นคนที่กล่าวคำขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวอย่างไร้เหตุผล

เพราะแท้จริงแล้ว คนที่กล่าวคำนี้ อาจไม่ได้มีความต้องการแท้จริงที่จะกล่าวโทษตนเอง แต่อาจเป็นความคุ้นเคยในการได้รับคำตำหนิติเตียนจากคนอื่น วิธีทดสอบง่ายๆ คือการถามตนเองว่าคุณใช้คำว่า “ขอโทษ” เพียงเพื่อจะได้มีพื้นที่อยู่ตรงนั้นหรือไม่ หรือ “ ขอโทษ” เพราะรู้สึกผิดจริงๆ Perpetua Neo กล่าวอีกว่า คำๆนี้ อาจไม่ใช่คำที่คุณอยากพูดออกมาจริงๆ แต่เป็นตัวคุณเองในอดีตที่ปล่อยให้ตัวเองกล่าวคำเดิมๆ ซ้ำซากโดยไม่ได้มีความหมายที่แท้จริงอะไรเลยแม้แต่น้อย

หากคุณเป็นคนที่ชอบโทษตัวเองอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม นั่นอาจเป็นเพราะ การโทษตนเองแบบนี้คือวิธีที่คุณใช้จัดการรับมือกับความรู้สึกผิดของตนเอง แต่จงรู้ไว้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลยแม้แต่น้อย

Perputua Neo ไม่ได้หมายความว่า คำว่า “ ขอโทษ” คือคำต้องห้าม แต่เราทุกคนควรใช้คำนี้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และมันจะทำให้การขอโทษนั้นมีคุณค่าเสมอ ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่จะใช้คำนี้ ลองพยายามหาคำอื่นที่เหมาะกับสถานการณ์มากกว่ามาใช้ก่อน เช่น หากคุณมาช้านิดหน่อย และทำให้คู่สนทนาต้องรอ ให้เปลี่ยนจากคำว่า “ขอโทษ” เป็น “ขอบคุณที่เสียเวลารอนะ” หรือหากคุณต้องรีบเดินฝ่าฝูงชน ให้เปลี่ยนจากคำว่า “ขอโทษ” เป็น “รบกวนหน่อยนะ”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคำถามที่คุณใช้ทดสอบตนเองได้ เช่น คุณเคยทำร้ายจิตใจใครหรือไม่ คุณเคยดูถูกใคร ไม่ให้เกียรติใคร หรือทำตัวหยาบคายใส่ใครหรือไม่  หากคำตอบคือ “ใช่” แปลว่าคุณควรขอโทษ แต่หากคำตอบคือ “ไม่” ก็ให้ทิ้งคำนี้ออกไปจากหัวซะ จำไว้ว่า การไม่กล่าวคำว่า “ขอโทษ” ตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนไม่ดี การกล่าวคำนี้บ่อยเกินไปมากกว่า ที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนไม่ดีในที่สุด
 
แปลและเรียบเรียงจาก https://www.thisisinsider.com/sorry-can-be-a-toxic-word-2018-6?utm_content=buffer90ea8&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer-tiuk
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นวัตกรรมเพื่อการนอนที่สมบูรณ์ตลอดคืนสำหรับคนที่เป็นโรคนี้อย่าง MedCline หรือฐานรองหมอนขนาดใหญ่ ช่วยปรับระดับร่างกายขณะนอนให้เอียงข้างในระดับที่เหมาะสมที่สุด
รวมถนนอันตราย 10 แห่งทั่วโลกที่ไม่มีใครอยากไปเยือน