ON LOOKER

ไม่ดูแลพ่อแม่อาจถูกฟ้อง!

14 ก.พ. 2562
ในชีวิตจริงของครอบครัวที่มีลูก หลายครอบครัวก็หวังให้การมาเกิดของลูก เขาจะเป็นเด็กดีดูแลเราได้ยามเราเจ็บป่วย หรือแก่ชราลงไปๆ แต่แล้วก็มีข่าวสารบ้านเมืองให้เห็นเพิ่มมากขึ้น ถึงจำนวนลูกที่ทอดทิ้งพ่อแม่ให้ลำพัง หรือบางรายชอบโต้เถียงและหรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายพ่อแม่ แต่ถ้าในสังคมไทยลูกไม่กลับมาดูแลพ่อแม่ ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวที่สามารถคุยกันได้ ด้วยวัฒนธรรม ธรรมะประเพณี ที่หลายครอบครัวก็อยากจะจัดการด้วยตัวเองมากกว่าต้องให้ถึงอำนาจศาล แต่บางประเทศกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในบางที่พ่อแม่มีอำนาจสิทธิ์ 100% ในการฟ้องลูกที่ไม่ดูแลตน



ยกตัวอย่างบางประเทศ เช่นในบังกลาเทศ มีครอบครัวหนึ่งซึ่งคุณพ่อชื่อว่าทาร์เฮอร์ มีลูกสองคนเป็นลูกชายและลูกสาว เขาอาศัยอยู่กับภรรยา ในช่วงที่ชีวิตของเขายังรุ่ง เขาเคยมีร้านเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลในบังกลาเทศ แต่ผ่านมานานเขาก็เกษียณตัวเอง และในวัยเกษียณแน่นอนว่า ทาร์เฮอร์ไม่ได้ทำรัฐวิสาหกิจ ที่จะได้เงินก้อนจากการเกษียณ แต่เขากลับเหลือเงินติดตัวไม่มาก และแน่นอนว่าเค้าก็หวังพึ่งลูกๆทั้งสอง
ทาร์เฮอร์ให้สัมภาษณ์ว่า “เขาต้องพบเจอกับความลำบากมากกับภรรยาในการเลี้ยงลูกชายกว่าที่เขาจะโต แต่หลังจากที่ลูกชายแต่งงาน รู้สึกเหมือนว่าเขาเปลี่ยนไปและไม่กลับมาดูแลพวกเราอีกเลย” ทางฝั่งของลูกสาวถึงแม้ว่าเธอจะยื่นมือเข้ามาช่วยพ่อแม่บ้าง แต่โดยรวมแล้วสองตายายก็ยังลำบากอยู่ดี ทาร์เฮอร์ในวัย 75 ปีนั้นเล่าว่า เขากลับไม่มีทางเลือกใดๆเลย นอกจากต้องฟ้องลูกชายตัวเองให้หันกลับมาเลี้ยงดู ซึ่งคนสนิทของทาร์เฮอร์ก็เชียร์ให้เขาฟ้องมาสักพักแล้ว แต่แน่นอนคนเป็นพ่อมีความลำบากใจมากที่ต้องฟ้องลูกชายตัวเอง และเชื่อว่าเขาก็ไม่อยากทำ แต่ต้องฟ้องเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ทางด้านฝ่ายลูกชายได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด สองตายายลำบากลำบนกันมาอีกหลายสิบปี แต่ซึ่งลูกชายที่ทำงานธนาคารกลับบอกว่าเขาได้ช่วยเหลือพ่อแม่และการที่พ่อของเขาฟ้องก็เพื่อต้องการทำให้อับอายเท่านั้น

ทาร์เฮอร์ ได้ใช้สิทธิ์ฟ้องตามกฎหมายว่าด้วยการเลี้ยงดูพ่อแม่ ที่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากลูกที่ไม่ได้เลี้ยงดูซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่ในบังกลาเทศเท่านั้น ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลายพื้นที่ในยุโรป แต่กฏหมายนี้ยังไม่ค่อยพบเห็นการบังคับใช้ ทางด้านฝั่งเอเชียก็มีพบบ้าง นักวิจัยท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเอโมรี ศึกษางานวิจัยในเอเชียพบว่า คนเอเชียหรือไทยเองสอนและปลูกฝังเรื่องความกตัญญูกตเวที, การเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่แล้ว ซึ่งเด็กเอเชียส่วนใหญ่ก็จะได้รับการปลูกฝังมาแทบทุกครัวเรือน กฎหมายตัวนี้จึงถูกเรียกว่า “การขยายค่าอุปการะเลี้ยงดู”

ตัวอย่างที่ดีสำหรับหลายๆประเทศ มองไปถึงสิงคโปร์ซึ่งพ่อแม่ที่นั่นเมื่อสูงวัยจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่สามารถขอความช่วยเหลือเรื่องเงินจากลูกได้ และเช่นกันพ่อแม่สามารถดำเนินการได้เลยถ้าลูกไม่ยินยอมที่จะทำ ซึ่งสำหรับสิงคโปร์ศาลอาจตัดสินให้มอบเบี้ยเลี้ยงเป็นเดือนๆไป หรือต้องให้เป็นเงินก้อน แต่ก็สามารถที่จะไกล่เกลี่ยกันได้ ซึ่งก็มีไม่กี่กรณีที่ต้องให้ศาลตัดสิน ส่วนใหญ่จะไกล่เกลี่ยกันสำเร็จ
และข่าวดีเกิดขึ้นแก่ทาร์เฮอร์เมื่อบังกลาเทศเข้ามาช่วยเรื่องนี้แก่เขา ไกล่เกลี่ยกันระหว่างลูกชายและพ่อ โดยตกลงกันว่าลูกชายจะต้องจ่ายเงินราว 3,700 บาทให้พ่อทุกๆเดือน และลูกชายก็ยังทำตามสัญญาจนถึงวันนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bbc.com/news/business-45636236
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราสามารถมีความสุขได้แม้ว่าภาวะทางอารมณ์ของเราจะเป็นลบ
จัสติน บีเบอร์ ศิลปินที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายครั้งที่เขาประพฤติตัวไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความเกลียดชัง