ON LOOKER

กลุ่มคนต่อต้านการเกิดของเด็ก เสนอให้จบเผ่าพันธุ์มนุษย์

28 ส.ค. 2562
ตามปกติของการเป็นครอบครัว หลายคนเมื่อมีการแต่งงานกัน ย่อมอยากจะมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง เพื่อให้เกิดการสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลไว้ บ้างก็มีลูกมากมายด้วยฐานะที่มั่นคงและความพร้อม แต่เชื่อไหมว่ายังคงมีกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาบนโลกใบนี้อยู่! เรื่องนี้อาจดูเหมือนตลกยิ่งนัก แต่มันเป็นเรื่องจริงจังที่มีคนเชื่อมั่นว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่ควรจะเกิดเด็กออกมาและอยากให้เผ่าพันธุ์ชาวเราสูญไปเช่นเดียวกับไดโนเสาร์



อันที่จริงแนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดขึ้น แต่มีมาสักพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เป็นแนวคิดที่เรียกว่า การต่อต้านการเกิด กระทั่งเพิ่งมาบูมในโลกโซเชียลเมื่อไม่นานมานี้จากการมีเพจเฟซบุ๊คซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 35,000 คน และเพจต่อต้านการเกิดอีกเพจซึ่งมีคนติดตามอยู่ราว 6,000 คน น่าตกใจที่มีกลุ่มคนเหล่านี้กระจายไปอยู่ทั่วโลก ต่างให้เหตุผลที่พวกเขาสนับสนุนแนวคิดนี้อยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ไม่อยากเห็นความทรมานของเด็ก,การไม่พร้อมของพ่อแม่ที่จะมีลูก,กังวลเรื่องจำนวนประชากรที่จะเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ไม่ว่าเหตุผลจะแตกต่างกันยังไง ฟังขึ้นหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่ต้องการให้เด็กเกิด! เรื่องนี้มีการถกเถียงกันอย่างมาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก มีการให้เหตุผลว่าการที่ไม่ต้องการให้มนุษย์เกิดมานั้นมันไม่ใช่แค่หลักคิดทางทฤษฎีหรือเป็นการพูดปากต่อปากเท่านั้น แต่พวกเขาเชื่อว่า “ชีวิตมนุษย์ไร้ความหมาย” ถึงขั้นมีบางคนพยายามไปทำหมัน แต่แพทย์ไม่ยินยอมให้ทำเพราะถ้าเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อตัวเคสเอง



มีการตั้งคำถามถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังว่ากลุ่มคนพวกนี้เป็นพวกคลั่งลัทธิหรือใช้ความรุนแรงหรือไม่ แต่พวกเขาอ้างว่า ไม่มีอะไรมายืนยันได้เลยว่าพวกเขาเป็นภัยคุกคามของชาติหรือสร้างความรุนแรง และพวกเขากล่าวว่ามันเป็นการฝึกการอภิปรายเรื่องนี้กันมากกว่า ในเพจออนไลน์ โทมัสชายหนึ่งในกลุ่มต่อต้านนี้ ถูกวิจารณ์จากสังคมอย่างหนัก หลังจากที่เขาพูดว่า “หากโลกนี้มีปุ่มสีแดงที่จะกดเพื่อยุติชีวิตมนุษย์ได้ เขาจะกดปุ่มนั้นโดยทันที” แต่อย่าเพิ่งโกรธเขาไปเลย ลองมาอ่านความจากอีกฝั่ง ชายธรรมดาคนหนึ่งชื่อ เคิร์ก ในเท็กซัส เขาจำเรื่องราวในวัยเด็ก 4 ขวบได้ แม่เขาบอกกับเขาว่า การมีลูกเป็นแค่ทางเลือก เคิร์กจึงรู้สึกว่านั่นมันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย การเกิดเด็กสักคนไม่ใช่ให้เด็กเกิดมาแค่เผชิญหน้ากับความทุกข์แล้วก็ตายจากไป เขากล่าว และเคิร์กก็ได้กลายเป็นกลุ่มต่อต้านการเกิดในที่สุด อย่างไรก็ตามแต่ทั้งเคิร์กและนักต่อต้านการเกิดส่วนมาก เห็นด้วยว่าบางคนเขาก็มีความสุขในการใช้ชีวิตนะ เพราะฉะนั้นการยุติการเกิดควรจะเป็นการพร้อมหน้าสมัครใจเสียมากกว่า บ้างก็ให้เหตุผลยิบยกเรื่องของสุขภาพจิต เหตุที่พวกเขาไม่อยากให้เด็กเกิดเพราะถ้าครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคทางจิต หรือซึมเศร้า จะส่งผลให้ลูกซึมเศร้าตามไปด้วย

สิ่งหลักๆอย่างหนึ่งที่กลุ่มต่อต้านการเกิด ใช้แนวคิดของตัวเองคือ พวกเขารักษ์โลก เพราะกังวลว่าถ้ามีมนุษย์เกิดออกมาเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมและภูมิอากาศก็จะค่อยๆเสื่อมโทรมลงไป  บางคนกล่าวว่าเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมากถ้าเลือกที่จะมีลูกในตอนนี้ และพวกเขาบอกว่าถ้าเด็กเกิดมา ก็ยิ่งจะทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนะ สิ่งที่น่าตกใจอีกเรื่องคือ กว่า 27,000 คนที่ร่วมลงรายชื่อเพื่อยื่นต่อองค์การสหประชาชาติ ในหัวเรื่อง “ควรยุติการเกิดทั่วโลก เพราะประชากรล้นเมืองเป็นที่มาของการเกิดภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ” อีกแนวคิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะรุนแรงน้อยกว่านี้โดยไม่ใช่การเสนอแนวคิดให้ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญพันธุ์ โดยพวกเขากล่าวว่า ความเป็นจริงสำหรับกลุ่มเราไม่ได้ต่อต้านการเกิด แต่ทำยังไงก็ได้ให้ดำรงซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยไม่ทำลายเผ่าพันธุ์ของชาวเรา เพียงแต่อยากให้แต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลง มันจะส่งผลให้ประชากรที่มีอยู่ทั้งหมดมีความยั่งยืน



การอภิปรายเริ่มมีความดุเดือดมากขึ้นในกลุ่มต่อต้านการเกิดในหลายๆกลุ่ม บางคนในกลุ่มแสดงความเห็นออกมาอย่างไม่สมควร บางรายถึงขั้นเห็นผู้หญิงท้องเดินผ่านไม่ได้เพราะรู้สึก “ขยะแขยง” ที่เห็นท้องของผู้หญิงมีเด็กอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเกลียดเด็ก เพราะเขาอ้างกันว่า แค่ไม่อยากให้เด็กต้องออกมาแล้วทุกข์ทรมาน ไม่รู้มันจะคุ้มกันหรือเปล่าถ้าเด็กเกิดมาแล้วไม่มีความสุข พวกเขายังเสริมอีกว่า ลองนึกดูสิ ถ้าเด็กต้องเกิดมาในเขตสงคราม? หรือถ้าเด็กเกิดมาแล้วเสี่ยงพิการ หรือถ้าพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดเด็กออกมาเลย ก็ไม่ควรที่จะมีลูกถูกไหม? นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากกลุ่มคนต่อต้านการเกิด แต่ไม่ว่าพวกเขาต่างมีเหตุผลนานัปการเช่นไร ท้ายที่สุดแล้ว ก็คงไม่สามารถจะห้ามปรามใครไม่ให้มีลูกได้อยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของเผ่าพันธุ์มนุษย์และสัตว์โลก เพียงแต่ว่า อาจมีแนวทางอื่นอีกไหม ที่จะให้หน่วยงานแต่ละประเทศเข้ามาดูแลควบคุมการกำเนิดประชากรมนุษย์ของแต่ละครัวเรือน ว่าควรมีลูกครัวเรือนละกี่คน หากเป็นเช่นนั้นอาจจะดีกว่าต้องทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สาบสูญไป

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.bbc.com/news/blogs-trending-49298720
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ลูซี่ ฮิวจ์ ได้สร้างวัสดุ มารีน่าแท็กซ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ โดยได้ไอเดียจากผลกระทบของพลาสติกที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

 
เรื่องราวความสำเร็จของภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิต ที่อุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะโชคช่วย