TALK

คุยออกนอกเอกภพ เมื่อมนุษย์เปิดกว้างกันได้เพราะวิทยาศาสตร์

อาจวรงค์ จันทมาศ
13 มิ.ย. 2560
ไม่บ่อยนักหรอกที่คุณจะเจอใครสักคนที่สามารถอธิบายเรื่องตั้งแต่เรื่องชีววิทยาไปจนถึงระดับจักรวาลวิทยาให้คุณฟังได้อย่างสนุก เข้าใจง่าย เหมือนที่วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ ป๋องแป๋ง – อาจวรงค์ จันทมาศ ที่หลายคนอาจคุ้นหน้าเขาจากการเป็นแฟนพันธุ์แท้นักวิทยาศาสตร์เมื่อหลายปีก่อน หรือจากบทบาทการเป็นคอลัมนิสต์ และวิทยากรเรื่องวิทยาศาสตร์ให้กับหลายสถาบัน ปัจจุบันเขาเป็นนักวิชาการของแห่งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  (http://www.narit.or.th)


เราเรียกคุณว่านักวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่
ผมเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ แต่ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์  สำหรับผมนักวิทยาศาสตร์มันต้องทำงานวิจัย ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ  แต่ผมไม่ได้สร้าง ผมแค่เอาความรู้ที่มีอยู่แล้วมาเล่าให้คนอื่นฟัง

กว่าที่คนๆหนึ่งจะโตขึ้นมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ได้ วัยเด็กเขาต้องสนใจอะไรบ้าง
ตอนเด็กผมสนใจเรื่องที่ดูธรรมดามากๆ เช่น ทำไมเราขยับมือได้ มันดูไม่ใช่เรา แต่ก็เป็นเราที่กำลังขยับมัน  แล้วครูก็สอนว่า เป็นสมองที่สั่งการมัน แต่ผมไม่เห็นรู้สึกเลยว่าสิ่งที่อยู่ในหัวเป็นตัวสั่ง  หรือทำไมต้นไม้ต้องสีเขียว สีอื่นก็มีเยอะแยะ ผมเลยคิดว่ามันน่าสนุกดีที่จะได้รู้เหตุผลของเรื่องธรรมดาเหล่านี้  ผมเลยผมเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีจุดพลิกให้เลือกฟิสิกส์ทั้งป.ตรี(มหิดล)  และป.โท (จุฬาฯ) เรียนโดยไม่ได้คิดว่าอยากจะทำงานด้านวิทยาศาสตร์อะไร ตอนนั้นเลือกเรียนเพราะเราเป็นคนสนใจด้านวิทยาศาสตร์มาก จริงๆตอนเด็กๆใครๆก็อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์กันนะ หลายคนก็อาจจะสนใจปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัว แต่ผมอาจจะมากเกินกว่าค่าเฉลี่ยคนส่วนใหญ่นิดนึง(หัวเราะ)  ..โทษนะครับ แป๊บนึงนะ(หยิบสมาร์ตโฟนรุ่นยอดนิยมออกมารับสาย คุย 2-3 ประโยคก่อนวางหู)

ทราบมาว่าจริงๆแล้วคุณป๋องแป๋งเป็นคนที่ใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกดมาโดยตลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมวันนี้
ผมใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกดมาตลอดชีวิต เพื่อมาซื้อสมาร์ตโฟนใช้เอาเมื่อสงกรานต์นี้เอง เหตุผลใหญ่ๆเลยคือผมเห็นคน Live ในเฟซบุ๊กกันเยอะ แล้วผมอยากทำบ้าง เพราะผมว่ามันคือการเล่าคอนเทนต์ที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดแล้ว แล้วอีกอย่างคือผมเดินทางบ่อย ล่าสุดผมไปมหาสารคาม แล้วผมเจอไม้กลายเป็นหิน ผมอยากถ่ายทอดให้โลกรู้มาก แต่ทำไม่ได้ ผมไม่มีสมาร์ตโฟน ถ้าจะถ่ายแล้วกลับมาลงคอมพ์ มาโพสต์เล่า มันก็จะเสียความสดตรงนั้นไป ผมรู้สึกว่าความสดมันมีพลัง แล้วเราเสียตรงนี้ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ก็เลยซื้อมาเล่นดู แล้วก็พบว่า เออ มันเวิร์กแฮะ



คิดว่าช้าไปมั้ยคะที่เพิ่งจะใช้สมาร์ตโฟน
ผมไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่นะ ระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้  บางทีมันก็กระตุ้นให้คนเรามีความต้องการที่ไม่จำเป็นออกมาเยอะมาก ผมซื้อเทคโนโลยีเท่าที่ผมเห็นประโยชน์จากมัน ตอนนี้มันกำลังมีประโยชน์สำหรับผม  ก่อนหน้านี้ผมเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะผมไม่กระหายการคุยกับใครตลอดเวลา ผมเชื่อว่า ถ้าใครมีอะไรที่ด่วนจริงๆก็จะโทรหาผมเอง ถ้าไม่ด่วนก็อยู่ในอินบ็อกซ์ ดูเมื่อไหร่เมื่อนั้น ผมก็ไม่คิดว่ามันถูกหรอกนะความคิดแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผมได้เจอคนที่ใช้ทุกอย่าง มีช่องทางการสื่อสารทุกประเภทเลย มีทุกอย่างที่โลกใบนี้มี แต่ผมกลับติดต่อไม่ได้ซักทาง(หัวเราะ) โทรไปก็ไม่รู้จักรับสายหรือโทรกลับ หรือทักเฟซบุ๊กไปก็ตอบหลังจากนั้นสองสามวัน อย่างนี้มันก็บ้าบอเกินไป เอาเป็นว่า มีไม่กี่ช่องทางแต่เอาให้ดีมันซักทางละกัน อีกอย่างถ้าจะว่าไป  ผมซื้อสมาร์ตโฟนมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนอื่นๆ เช่นเพื่อนร่วมงาน  เค้าจะได้ไม่ต้องส่ง SMS ให้เสียเงิน(หัวเราะ)

ชีวิตที่มีสมาร์ตโฟน แตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนยังไงบ้างคะ
ผมพบว่าพอใช้แล้วผมมีเวลามากขึ้น ตอนแรกผมเข้าใจว่าสมาร์ตโฟนจะทำให้เราออนไลน์เยอะ จนไม่มีเวลาออฟไลน์ แต่พอใช้จริงผมก็พบว่า ถ้าเราออนไลน์ในจังหวะเวลาที่ดี มันจะทำให้เรามีเวลาออฟไลน์มากขึ้น งงมั้ย(หัวเราะ) คือบางอย่างคุยตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ให้มันจบๆไปเลยมันก็ดีเหมือนกัน เราจะได้มีเวลาไปออฟไลน์ ไปทำอะไรได้อีกเยอะ ผมเลยพยายามที่จะออนไลน์อย่างมีจังหวะ ซึ่งจริงๆตอนนี้ผมยังหาจุดที่พอดีไม่เจอหรอกนะ แต่ผมแค่รู้สึกว่า บางครั้งการโต้ตอบใครทันทีมันก็เหมือนลูกบอล เค้าส่งมา แล้วเราส่งกลับทันที เดี๋ยวเค้าก็จะส่งมาอีกเรื่อยๆไม่จบสิ้นหรอก ถ้ามองในแง่ดีคืองานมันคืบหน้า มีความ Productive จะได้ไม่มีอะไรค้างคา แต่ถ้าผมยังไม่อยากเล่นบอลในเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่งานล่ะ?




แต่การไม่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันดูย้อนแย้งกับเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ของคุณป๋องแป๋งไปหน่อยรึเปล่า
วิทยาศาสตร์ มันไม่ได้หมายความถึงเทคโนโลยีนะ วิทยาศาสตร์มันคือพลังแห่งการวิเคราะห์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์  ถ้าจะบอกว่า วิทยาศาสตร์  = เทคโนโลยี งั้นก็แสดงว่าทุกคนที่ใช้อินเตอร์เนต ใช้เทคโนโลยี ใช้สมาร์ตโฟน ต้องมีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหมดงั้นเหรอ….ก็ไม่จริง มันไม่ใช่แค่การเข้าถึงเทคโนโลยี แล้วจะบอกว่าคุณมีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ เผลอๆกลายเป็นว่าเทคโนโลยีทำให้ความงมงายเข้าถึงคุณง่ายขึ้นว่าเดิมด้วยซ้ำ ดังนั้นแก่นของวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่วิทยาศาสตร์ตัดสินความจริงด้วยการทดลองเท่านั้น ถ้าทดลองไม่ได้ก็ต้องมีหลักฐาน ถึงจะเชื่อถือได้  

เป้าหมายในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของคุณเป็นอย่างไร
ผมไม่ได้อยากให้คนมาคลั่งไคล้วิทยาศาสตร์ แต่ผมแค่อยากให้คนส่วนมากมีกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมันคือเกราะชั้นดีที่จะป้องกันคุณจากการถูกหลอก มันจะป้องกันความงมงาย ความเสียเวลาต่างๆออกไปจากชีวิตคุณ มันจะทำให้เรามีพลังการวิเคราะห์ในทุกๆเรื่อง อย่างน้อยกระบวนการคิดอย่างมีระเบียบแบบแผนของคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ก็จะทำได้อย่างรัดกุมมากว่า ผมว่ามันสนุก เหมือนได้ดูหนังฟังเพลง ผมแค่อยากทำวิทยาศาสตร์ให้สนุกเฉยๆ ไม่ได้อยากจะเน้นเปิดโปงพวกวิทยาศาสตร์หลอกลวง(Pseudo Science) เท่าไหร่ เพราะอันนั้นอาจารย์เจษฎาเค้าทำตลอดอยู่แล้ว(หัวเราะ) ของผมแค่อยากให้ความรู้ภายใต้ความคิดที่ว่า พลังแห่งความสงสัยและการวิเคราะห์ด้วยหลักฐาน มันสำคัญเพียงใดกับโลกใบนี้



หลายคนอาจรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยุ่งยาก
มันมี Level ของมัน เหมือนทะเล ถ้าคุณจะลงลึกมันก็ยาก แต่ถ้าคุณลอยคอบนผิวน้ำ หรือสน็อกเกิลลิ่งบ้าง มันก็สนุกดี บางทีคนอาจจะเหนื่อยกับการคิดอะไรหลายชั้น เพราะเค้ามองว่ามันยุ่งยาก แต่ผมว่าเราควรที่จะคิดหลายชั้นแหละถูกแล้ว เพราะความจริงส่วนใหญ่บนโลกมันไม่ได้กองให้เราเห็นตรงหน้าง่ายๆ  การคิดแบบนี้มันจะช่วยเติมเต็มอรรถรสในชีวิตให้สมบูรณ์ ผมอยากจะคอยกระตุ้นเตือนว่า จริงๆเราทุกคนมีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในหัวตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว มันคือคำถามที่คาอยู่ในหัวอยู่มากมายมาตั้งแต่คุณจำความได้ ไม่ว่าจะเป็น  มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่  เอกภพมีขอบเขตหรือไม่ ผีมีจริงรึเปล่า..อะไรแบบนี้ ทุกคนก็มีอยู่ในตัวลึกๆอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ไกลตัวหรือเข้าถึงยากอะไรเลย

สมมุติว่าไปเจอชุดความรู้มาหนึ่งชุด สิ่งที่อยากแนะนำให้คนทั่วไปทำเป็นสิ่งแรกคืออะไร
ต้องพูดกับตัวเองก่อนเลย คำสำคัญที่ควรมีทุกครั้งที่รู้เรื่องใดๆก็ตามก็คือ “จริงป่าววะ”(หัวเราะ) การตั้งคำถามจะเป็นการตรวจสอบและปกป้องคุณ โดยที่ยังไม่ต้องมีความรู้อะไรเลยก็ได้ แค่ต้องสงสัยให้ชินไว้ก่อน

ที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์ได้สั่นคลอนความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนมามากมายแค่ไหนแล้วคะ
ผมยกตัวอย่างนี้ดีกว่า เอกภพมัน “มี” จุดกำเนิดหรือ “ไม่มี” กันแน่ วิธีคิดที่ง่ายที่สุดก็คือ กลับไปตั้งคำถามว่า ถ้าไม่มี แล้วทำไมมันถึงเกิด “มี” จากความ “ไม่มี” ขึ้นมาได้ แล้วทำไมมันต้องมา “มี” เอาตอนนั้น ทำไมถึงถัดไปอีกซักสองถึงสามนาทีไม่ได้  หรือเกิดเร็วกว่านี้อีกซักครึ่งชั่วโมงได้มั้ย..มันเต็มไปด้วยคำถามที่ยากจะตอบ คนโบราณก็เลยเลือกจะเชื่อว่า เอกภพไม่มีจุดกำเนิดหรอก มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว การเชื่อแบบนี้ก็เป็นปัญหา เพราะถ้าพูดอย่างนี้ ผมจะถามใหม่ว่า สมมุติว่าเราตั้งถ้วยกาแฟร้อนๆไว้ในห้อง ตั้งไว้ซักแป๊บมันก็จะต้อนเย็นใช่มั้ย หรือถ้าตั้งกาแฟเย็นไว้ นานไปมันก็จะหายเย็นจนเท่าอุณหภูมิห้องเหมือนกันหมด เรารู้ดีว่าดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิที่สูงกว่าโลกมาก ดังนั้นถ้าเอกภพเกิดมานานมากจนไร้ต้นกำเนิด แล้วทำไมดวงอาทิตย์ไม่เย็นเท่าโลก เท่าดาวดวงอื่น… ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่า บางปัญหาบางสถานการณ์มันพาให้เราไปสู่จุดที่ยากเกินกว่าปัญญามนุษย์จะตอบได้ แต่มันก็ยิ่งเหลือเชื่อไปกันใหญ่ว่าตอนนี้นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แล้วว่าเอกภพมีต้นกำเนิดที่แน่นอนและบอกได้ด้วยว่าเมื่อไหร่




แล้วตกลงต้นกำเนิดของเอกภพคืออะไรคะ
ถ้าเรามองไปตามกาแล็กซีต่างๆ เราจะพบว่าทุกกาแลกซีวิ่งหนีออกห่างเราหมดเลย เหมือนกับเราเอาปากกามาจุดๆนึงบนลูกโป่ง แล้วพอลูกโป่งขยาย จุดนั้นก็ขยายระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆด้วย คิดง่ายๆเลยก็คือ มันแสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้มันจะต้องเคยอัดแน่นกันมาก่อน  ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งนั่นก็คือบิ๊กแบง แล้วมันมีหลักฐานอีกอันหนึ่งที่ชัดมากเลย ก็คือเราเจอ Cosmic Microwave Background  ที่บอกเราว่าหลังจากเกิดบิ๊กแบงได้ไม่นานนัก อนุภาคมันมีการแผ่รังสีรังสีออกมา ซึ่งรังสีนั้นมันเป็นตะกอนอุ่นๆที่ทิ้งอยู่ในที่เกิดเหตุมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วเราพบว่า รังสีนี้กระจายอยู่ทั่วเอกภพอย่างแท้จริง ตรงกับที่คำนวณจากทฤษฎีบิ๊กแบง …มันชัดเจนมาก ว่าเอกภพนี้มีจุดกำเนิดที่แน่นอน

แล้วเวลาล่ะคะ เราย้อนเวลากันได้มั้ย
คำถามคือ การย้อนเวลามันทำให้ตรรกะพังพินาศรึเปล่า ถ้าพังก็เลิกคุยกัน แต่ถ้าไม่พังก็ต้องไปดูว่ามันผิดกฎฟิสิกส์รึเปล่า เช่น เราย้อนเวลากลับไป เจอปู่ เผลอยิงปู่ตาย กลายเป็นไม่มีปู่ ไม่มีพ่อ เราไม่เกิด แล้วถ้าเราไม่เกิดใครยิงปู่..อันนี้คือตรรกะพัง หรือ เคยดูโดเรมอนมั้ยครับ โนบิตะอยากรู้ว่าการ์ตูนสัปดาห์หน้า เดือนหน้าเป็นเรื่องอะไร ก็ให้โดเรมอนพาไปอ่าน ในโลกอนาคต บังเอิ๊ญตอนกลับมาโลกปัจจุบัน เจอคนเขียนการ์ตูนคนนี้ ก็เลยเอาการ์ตูนในอนาคตให้เค้าดู เค้าก็เอาไปเขียน กลายเป็นการ์ตูนของสัปดาห์หน้า เดือนหน้า คำถามคือ ตกลงใครเขียน ..มันเกิดขึ้นลอยๆได้เหรอ?  ฟังดูมันทำลายตรรกะให้พังพินาศได้ แต่นักคิดหลายมีคนหาคำตอบให้สองปัญหานี้ได้ ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง  อย่างเคสแรก ต่อให้เราย้อนกลับไปได้ มันจะมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ที่จะทำให้เราฆ่าปู่ไม่ได้  ทุกความพยายามฆ่าปู่ จะไปเติมเต็มประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดมาแล้ว สุดท้ายแล้วไม่มีความขัดแย้งเชิงตรรกะในทฤษฎีของการย้อนเวลา




ขอกลับไปถามคำถามพื้นฐานเลย เวลาคืออะไรคะ
มีหลายคนนะที่สงสัยและถกเถียงกัน ว่าเวลาเป็นเรื่องจริงหรือเป็นมายาในความรู้สึกเท่านั้น ฝ่ายที่มองว่าเวลาเป็นแค่มายาก็ยกหลักฐานขึ้นมาว่า อย่างเวลาดูมวย คนดูก็รู้ว่า  นี่สองนาทีนะที่ต่อยกันตามจริง แต่สำหรับคนต่อย เวลาแค่สองกี่นาที ทำไมมันถึงได้รู้สึกนานจังวะ เราจะเอาอะไรเป็นบรรทัดฐานเวลา แปลว่ามันไม่ได้มีอยู่จริง แต่นักคิดบางคนก็บอกว่า มีสิ เคยเห็นต้นไม้ใหญ่ๆมันเล็กลงๆมั้ย แก้วที่แตกแล้วจะย้อนกลับมาเหมือนแก้วใบเดิมได้มั้ย …มันเป็นไปไม่ได้ มันเหมือนมีลูกศรของกาลเวลามาคอยควบคุมเหตุการณ์อยู่ นี่ไง ยืนยันชัดเจนเลยว่าเวลามีจริง

การเข้าใจเรื่องแบบนี้มันเติมเต็มหรือให้อะไรกับชีวิตเราบ้างคะ
ผมมองว่าวิทยาศาสตร์มันคือสุนทรียภาพอย่างหนึ่ง โดยหลักแล้วมันเหมือนคำถามว่า ถ้าไม่มีจิตรกร ไม่มีคนเขียนภาพ มนุษย์อยู่ได้มั้ย …ไม่มีดนตรี ไม่มีรายการทีวีมนุษย์อยู่ได้มั้ย คำตอบคือ อยู่ได้แหละ แต่มันก็อยู่ไปอย่างนั้น  ผมมองว่าวิทยาศาสตร์ก็เป็นแบบนั้น อย่างเมื่อเดือนที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์เจอระบบดาวเคราะห์แทรปพิสต์-วัน ที่มีดาวเคราะห์ทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤกษ์ คำถามคือ การค้นพบนี้มันให้อะไรกับเรา พวกเราก็ยังเดินอยู่บนโลกใบเดิมนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยน  แต่ที่แน่ๆ เวลาเรามองท้องฟ้ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปละ เราจะรู้สึกว่า ไกลออกไปจะต้องมีที่ไหนซักแห่งที่คล้ายกับโลกเรา เพราะในหนึ่งกาแล็กซี่มีดาวฤกษ์อยู่ประมาณแสนล้านดวง แล้วในหนึ่งเอกภพก็มีอยู่แสนล้านกาแล็กซี่  ดังนั้นดาวฤกษ์ที่มีอยู่ในเอกภพอย่างน้อยที่สุดจึงเป็นจำนวนแสนล้าน คูณแสนล้าน แล้วมันจะเป็นแค่โลกเราดวงเดียวจริงๆเหรอที่มีพวกเราอยู่? การค้นพบนี้ยิ่ง เพิ่มโอกาสในการเจอเพื่อนร่วมเอกภพ  ซึ่งมันไปไกลเกินกว่าคำว่ามนุษยชาติไปมาก เราเคยรู้จักแต่ความเมตตาระดับสัตว์ ระดับมนุษยชาติ แต่วิทยาศาสตร์มันขยายขอบเขตเรื่องนี้ออกไปอีกจนเราไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าวันพุ่งนี้เราจะต้องเจอกับอะไร ต้องทำสนธิสัญญากับใคร  มันจะไปได้ไกลอีกแค่ไหน มันอาจจะตอบไม่ได้ว่าไอ้ความคิดเหล่านี้มันให้อะไรกับชีวิต แต่มันก็ให้ความสุข ถ้ามีใครซักคน ถอดเส้นประสาทผมออกมาแล้วบอกผมว่า เส้นที่ถอดออกมาจะทำให้ผมฟังเพลงไม่ได้ ผมคงไม่ตายหรอก แต่ผมก็คงไม่มีความสุข ผมว่าวิทยาศาสตร์ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

การที่คุณเห็นภาพรวมของโลกในระดับจักรวาลวิทยาแบบนี้ มันทำให้คุณมองชีวิตยังไง
ทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์หาข้อเท็จจริงที่เขย่าโลกได้  มันมีผลกับการเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องต่างๆอย่างรุนแรง แต่ก่อนมนุษย์อยู่แต่ในโลก ไม่เคยไปไหน เรามองโลกนี้เป็นสถานที่พิเศษ เป็นหนึ่งเดียว และไม่มีใครรู้สึกว่ามันกำลังหมุน แล้วพอผ่านกาลเวลามาเราก็ได้รู้ว่า เฮ้ย! เราแม่งไม่ใช่ศูนย์กลางว่ะ ความสำคัญตัวมันก็ลดน้อยลง เหมือนสมัยก่อนที่นิโคลัส โคเปอร์นิคัส กล้าคิดค้านศาสนจักรว่าโลกไม่ใช่จุดศูนย์กลางแต่เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สาม ซึ่งเลขสามนี่มันไม่ได้มีความสำคัญเลยนะ อีกอย่างคือเราเคยเชื่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เราถูกสร้างมาอย่างพิเศษสุด แต่เปล่าเลย ดีเอ็นเอบอกว่าเรากับลิงเป็นญาติสนิทกันมากๆ สิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยนวิธีคิดของผมเอง หรืออย่างในสมัยหนึ่งมีนักคิด นักปรัชญาชื่อ จอร์ดาโน บรูโน บอกว่าจักรวาลนั้นไม่สิ้นสุด ดวงอาทิตย์ต้องมีหลายดวงแน่ๆ เพราะฉะนั้นมันต้องมีโลกหลายใบรอบๆดวงอาทิตย์แต่ละดวง ความคิดนี้ของเค้าขัดกับหลักศาสนา ทำให้เค้าถูกเผาทั้งเป็น แต่ในปัจจุบันนี้เรารู้แล้วว่า มันมีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจริงๆนะ แล้วจอร์ดาโน บรูโน ก็กลายเป็นนักคิดที่โลกยอมรับ 
สุดท้ายผมว่ามนุษย์เปิดกว้างกันได้ก็เพราะความจริงทางวิทยาศาสตร์นี่แหละ
 

 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แอร์- ภัทราริน ปัญญานุตธรรม เธอคนนี้ได้หันหลังให้กับวงการบันเทิงไปแล้วหลังจากแต่งงาน แต่วันนี้ เธอยืนยันกับเราว่า ยังไม่ได้หายไปไหนทั้งนั้น 

 
ครูโอ๋-ภาวิณี เจือติระรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารแบบ Visual Thinking ที่จะมาสอนวิธีการ “คิดเป็นภาพ” ให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น