TALK

แพรว กวิตา กับวีดิโออาร์ตสะท้อนสังคมของเธอ

กวิตา วัฒนะชยังกูร
3 พ.ย. 2560
หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า วีดีโออาร์ต จริงๆแล้ว อะไรคือ วีดีโออาร์ตคะ
วีดีโออาร์ต ถือว่าเป็นสื่ออย่างหนึ่งค่ะ เป็น Medium อย่างหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสารในการนำเสนอผลงานศิลปะ แพรวคิดว่ามันไม่น่าจะแตกต่างอะไรกับงาน Painting/ Sculpture หรือภาพถ่าย อื่นๆ ที่ต้องการนำเสนอเนื้อหา ที่คิดว่าเป็นประเด็นบางอย่างในสังคม มีคอมเม้นบางอย่างให้กับสังคม และทำให้คนได้ฉุกคิด แพรวคิดว่า อะไรก็ตามที่มีความหมาย ก็สามารถเป็นงานศิลปะได้ทั้งนั้น แต่อย่าง วีดีโออาร์ต เนี่ย เด็กรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหม่เค้าจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า เพราะเขาเล่น iPad หรือแท็บเล็ต กันอยู่แล้ว พอมาเป็น วีดีโออาร์ต เขาก็จะรู้สึกคุ้นเคย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แพรวเลยมองว่า งานศิลปะที่เป็นงานวีดีโอจะทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้นค่ะ



โจทย์นี้มีที่มาอย่างไรคะ
คือแพรวเริ่มต้นจากการเอาตัวเองไปเป็นอุปกรณ์ต่างๆ เพราะคิดว่าโจทย์นี้มันน่าสนใจ ตอนทำผลงานชุดแรกเสร็จก็คิดต่อเลยว่าน่าจะมีชุดต่อไป ตอนที่แพรวอยู่ที่ออสเตรเลีย แพรวก็คิดว่าอะไรจะบ่งบอกความเป็นเอเชียได้ดีที่สุด แล้วก็มาคิดว่า ถ้าถามคนออสเตรเลียส่วนมาก ถึงความเป็นเอเชีย เขาจะคิดถึงอาหาร  เพราะอาหารบ้านเราหรืออาหารเอเชียมันอร่อย จุดนี้มันทำให้แพรวนึกถึงบะหมี่ขึ้นมา เพราะเวลาอยู่เมืองนอกแล้วไม่มีอะไรทานก็ทานบะหมี่ค่ะ แพรวก็เลยถักบะหมี่ให้เป็นเส้นผม แล้วเอาหัวเข้าไปลวกในหม้อ ก็เหมือนแทนผู้หญิงเอเชียที่อยู่ในออสเตรเลียอะไรอย่างนี้อ่ะค่ะ เพราะบะหมี่มันก็มีความเอเชียที่ค่อนข้างชัด เป็นอาหารของบ้านเราอยู่แล้ว



ดูถ่ายทำยากมาก แต่ละวิดีโอใช้เวลาถ่ายนานไหมคะ
กว่าจะถ่ายเสร็จแต่ละวีดีโอก็ใช้เวลาหลายวันมากค่ะ อย่างบะหมี่นี่ แพรวต้องทดลองกับบะหมี่จริงแล้วเอาตัวเองไปเป็นเหมือนกระชอน แพรวต้องเอาหัวตัวเองจุ่มลงไปในหม้อที่มีน้ำเต็ม ซึ่งจริงๆ แล้วงานของแพรวทุกๆชิ้นมันคือการที่เราเอาตัวเองไปทดสอบกับการอยู่ในสถานการณ์ที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราอยากรู้ว่าถ้าเราสะกดจิตตัวเองว่า เฮ้ย นี่เราไม่ใช่เรานะ แต่เราเป็นอุปกรณ์อะไรสักอย่าง แพรวเลยอยากรู้ว่าแพรวจะอดทนได้มากแค่ไหน คือมันจะเป็นเชิงแบบจิตใจนิดนึงอะค่ะ คือถ้าเราคิดว่าตัวเองเป็นอุปกรณ์ชิ้นไหนสักชิ้น แล้วเราค่อยๆลืมมันไป ค่อยๆลืมว่าเราเป็นอุปกรณ์ชิ้นนั้น แต่ต้องค่อยๆจริงๆนะคะ พอเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นอุปกรณ์ชิ้นนั้นไปแล้ว ร่างกายเราจะค่อยๆปรับตัวไปเรื่อยๆค่ะ



แปลว่าพอถ่ายไปเรื่อยๆแพรวจะค่อยๆคิดว่าตัวเองเป็นกระชอนหรอคะ
จริงๆกับทุกๆอุปกรณ์เลยนะคะ ไม่ใช่แค่กระชอน คือนอกจากงานชิ้นนี้ก็ยังมีชิ้นอื่นๆอีก ที่แพรวเอาตัวเองเข้าไปเป็นอุปกรณ์ อย่างเช่นลิฟท์ขนผักผลไม้ คือต้องบอกก่อนว่า วีดีโออาร์ตซีรีส์นี้แพรวตั้งใจโฟกัสในเรื่องของแรงงาน ก็จะมีทั้งกระชอน ลิฟต์ และอื่นๆอีก อย่างลิฟต์ก็ถือเป็นMachine อย่างหนึ่ง คือถ้าพูดถึงเรื่องคนกับแรงงาน หรือชนชั้นแรงงานเนี่ย สังเกตุได้ว่าเขาจะต้องทำอะไรอย่างเดิมซ้ำๆกันทุกวัน ทำด้วยแรงกายทั้งนั้น และยังเป็นงานที่ค่อนข้างเสี่ยงด้วยโดยที่เขาไม่ได้มีเซฟตี้อะไรในชีวิตมากมาย และส่วนใหญ่ชีวิตของพวกเขาก็จะเป็นในลักษณะหาเช้ากินค่ำ แล้วการที่เขาต้องทำงานแบบนี้ซ้ำๆทุกวัน หรือจะเรียกว่าทุกวินาทีก็ได้ เราเลยรู้สึกว่ามันสามารถเปรียบเทียบได้ว่าเขาก็เปรียบเสมือนเครื่องจักร แล้วแพรวก็เลยสนใจว่า คนกับเครื่องจักรเนี่ยมันทำงานคล้ายๆกัน เพราะในขณะที่เรารู้สึกว่าคนเราทำงานหนักจนแทบจะเป็นเครื่องจักรอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีในยุคนี้ มันก็แทบจะมาแทนที่
กำลังคนอยู่แล้ว มันก็เลยเป็นการล้อกันระหว่างคนกับกำลังเครื่องจักรค่ะ

มีวิธียังไงให้คนดูเข้าใจงานของเราคะ
จริงๆงานของแพรวไม่ค่อยมีคำอธิบายนะคะ แพรวเชื่อว่า งานศิลปะสามารถพูดได้ได้ด้วยตัวของมันเอง แพรวไม่อยากไป Limit ความคิดของคน อย่างงาน Scale of Justice มันคือเครื่องชั่งที่เอาไว้ชั่งกันตามตลาด ว่าสองฝั่งเท่ากันไหม ก็ยังคงพูดในเรื่องของคนกับเครื่องจักรอยู่ แต่ด้วยความที่มันเป็นเรื่องของตาชั่ง มันก็เลยจะไป Link ในเรื่องของ Balancing เรื่องของความเท่าเทียม แล้วพอพูดถึงเรื่องความเท่าเทียม มันก็จะมีประเด็นเรื่องของเพศ เรื่องของชาติพันธุ์หรือกระทั่ง Level ของสังคมก็ตาม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ แล้วอย่างช่วงแรกๆที่แพรวทำตัวเองให้เป็นตาชั่ง มันก็ยังจะมีความรู้สึกที่ว่าเรายังเป็นเรา คือยังเป็นคนอยู่ มีความรู้สึกกลัวมีความรู้สึกเจ็บปวดตามปกติ


(Scale of Justice, 2016)

กลัวว่าจะหน้าคว่ำลงไปไหม
กลัวนะคะ คือมันไม่ได้มีระบบเซฟตี้ขนาดนั้น จะมีก็แค่คนที่จะคอยช่วยจับอยู่ข้างๆถ้าสมมุติเกิดตกลงมาแค่นั้นค่ะ แต่สำหรับแพรวมันก็ไม่ได้อันตรายอะไรมาก มันเป็นแค่ความรู้สึกหนักมากกว่าที่ขาก็ต้องเกี่ยวตะกร้าไว้ ส่วนแขนก็ต้องประคองตะกร้าไว้ แล้วก็ต้องพยายาม Balance ช่วงตัวพยายามทำตัวให้บาลานซ์ที่สุด แล้วก็เริ่มทดสอบตั้งแต่น้ำหนักน้อยไปจนถึงน้ำหนักมากจากที่ตอนแรกตะกร้าไม่มีของอะไรเลย ตอนหลังตะกร้าก็เริ่มมีผักที่ถูกโยนเข้ามาใส่จนเต็มและหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนท้ายก็จะเป็นแบบ Extreme เลย โยนกันเข้ามาแบบถาโถมเพราะแพรวอยากให้มันเป็นเรื่องของการที่ร่างกายค่อยๆปรับเข้าสู่โหมดที่ว่า เราได้กลายเป็นอุปกรณ์ชิ้นนั้นแล้วจริงๆ


 
เรามีวิธีคิดงานอย่างไรบ้างคะ
แพรวมักจะเริ่มจากตัวแพรวก่อนเลยค่ะว่าแพรวสนใจเรื่องอะไร ที่ตลาดนี่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจหลักเลยค่ะ เพราะก็จะมีทั้งแม่ค้า มีตาชั่ง มีโน่นนี่นั่น ทำให้เรารู้สึกว่า เราสนใจการทำงานของคนยุคปัจจุบัน เหมือนกับการตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องเกิดมาเพื่อทำงานหนักขนาดนี้หรือเปล่าทำไมเราทุกคนถึงมีเงื่อนไขของการมีชีวิตอยู่ด้วยเรื่องของเงิน ทำไมเราถึงต้องทำงานเหมือนกับเราเป็นเครื่องจักร แล้วก็ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ถ้าเราไปอยู่ที่อีกโลกนึง เราจะยังมีเงื่อนไขของการมีชีวิตแบบนี้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ เงื่อนไขในการมีชีวิตอยู่ของแพรว คือการทำงาน เค้าว่ากันว่ามีอยู่ 3 อย่างที่สามารถบ่งบอกถึงคนคนนึงได้เลย ว่าคนคนนี้นี้เป็นคนยังไง 3 อย่างนั้นคือ Work,Action แล้วก็ Labor แค่นี้เลย แพรวรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้คนเราตีค่ากันจากคุณค่าของผลงาน และจากสิ่งที่คนๆนึงทำ เวลาที่เราไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเราก็จะแค่คิดว่า ของชิ้นนี้มีที่มาจากเครื่องจักรอะไรบ้าง แต่จริงๆ เราลืมคิดไปหรือเปล่าว่า เบื้องหลังของของชิ้นนี้ มีคนอยู่ด้วยนะมีแรงงานที่ทำให้เกิดปลากระป๋องนี้นะ คือเรามักจะลืมตัวตนของคนเหล่านี้ไป แล้วพอได้ไอเดียแล้วพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆแพรวก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันซีเรียสขึ้นไปเรื่อยๆค่ะ

ซีเรียสขึ้นในแง่ไหนบ้างคะ
อย่างเรื่องของปลากระป๋องที่คนซื้อมากิน จริงๆแล้วเบื้องหลังของมันอย่าง Fishing Industryที่อาจเคยเห็นกันในข่าวเนี่ย มันมีหลายประเด็นมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานผิดกฎหมายหรือสิทธิมนุษยชนที่คนเหล่านี้ถูก Treat ไม่ถูกต้อง คนเหล่านี้ไม่ถูกตีค่าว่าเป็นคนด้วยซ้ำแพรวก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจมากๆ จากนั้นพอได้ไอเดียก็ค่อยจะแจกแจงเป็นแต่ละชิ้นงานแล้วพอได้แต่ละชิ้นงานปุ๊บ มันก็จะมาเกี่ยวข้องกับตัวแพรวเอง ที่แพรวเอาตัวเองเข้าไปเป็นเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ต่างๆ ก็เลยกลายมาเป็น Content ที่มีชั้นของเรื่องราวค่ะแล้วก็ทำหน้าที่เหมือนอุปกรณ์เหล่านั้นจริงๆแต่ว่าการที่แพรวจะหายตัวจากการเป็นตัวเองเข้าไปสู่การเป็นอุปกรณ์นั้นๆแปลว่ากระบวนการนั้นๆมันน่าสนใจเค้าก็เลยเลือกทำเป็นวีดีโอเพราะว่าตอนแรกเนี่ยกำลังชักโครกกับการที่จะเป็นอุปกรณ์นั้นจะพอสักพักอ่ะแถวเริ่มรู้สึกว่าเขากลายเป็นอุปกรณ์นั้นจริงๆเช่นอย่างตอนเป็นคานตอนแรกๆก็อาจจะเจ็บ อาจจะมีความไม่ไหว แต่พอผ่านไปสักพักอ่ะเราจะเริ่มนิ่ง หรืออย่างงาน The Scale ก็เป็นตาชั่งเหมือนกัน แต่เป็นตาชั่งเดี่ยว แบบธรรมดาๆเลยแตงโมรวมกันทั้งหมดน่าจะประมาณ 60 ลูกที่ถูกโยนใส่ลงมาเรื่อยๆ


(The Scale, 2015)
 
อาจมีหลายคนที่มองว่างานศิลปะนั้นเข้าถึงยาก ในฐานะศิลปิน แพรวมีคำแนะนำให้กับคนที่จะมาชมงานของเราอย่างไรบ้างคะ
แพรวว่า จริงๆในยุคปัจจุบันมันเป็นยุคที่ Social Media หรือว่า Online Content ต่างๆมันมีเยอะมากอยู่แล้ว แพรวถือว่า นี่เป็นความโชคดีของตัวแพรวที่แพรวมาอยู่ในยุคนี้พอดี และอย่างวีดีโออาร์ตในไทย จริงๆแล้วมีมาก่อนหน้าแพรวเยอะมาก อย่างเช่นอาจารย์หลายๆท่าน ที่ทำงานวีดีโอเจ๋งๆเยอะมาก เพียงแต่ว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในยุคที่การแชร์มันทำได้ไวขนาดนี้ เพราะว่ายุคนี้ด้วยแหละค่ะที่ทำให้ทุกคนได้เห็น ได้รู้จักว่าวีดีโออาร์ตคืออะไร หลักการมันคล้ายกับการดูพวกFacebook Share นะคะ คือเหมือนกับว่าคนก็มีโอกาสได้ดู พอผ่านไปทุกวันทุกวันก็เริ่มที่จะเข้าใจงานของเรา เข้าใจความเป็นวีดีโออาร์ตค่ะ
 
ทราบมาว่า แพรวได้ไปแสดงผลงานที่งานใหญ่ระดับโลกมาหลายงานมากเล่าให้ฟังได้ไหมคะ 
ที่ที่เคยไปมา ก็มีทั้งที่ออสเตรเลีย ที่ญี่ปุ่น ที่โปแลนด์ แล้วก็ล่าสุดมีที่นิวยอร์คด้วยค่ะจริงๆก็มีเยอะมาก แต่ว่าคนแต่ละที่ก็จะอินกับงานของแพรวต่างกันออกไป อย่างที่เมืองไทยก็จะชัดมากว่าคนจะอิน ในเรื่อง Feminist ของแพรว ส่วนที่ญี่ปุ่นเค้าจะอินกับงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรด้วยวัฒนธรรมการทำงานของเขาด้วย คือการไปแสดงแต่ละประเทศมันขึ้นอยู่กับแต่ละวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆจริงๆค่ะ หรืออย่างประเทศเปรูก็จะอินในเรื่อง Feminism เหมือนกัน แพรวว่าสิ่งที่พิเศษของงานศิลปะคือมันต้องพูดเรื่องราวได้มากจากภาพแค่ภาพเดียว และจะต้องมีพลังมากพอที่จะ Relate ถึงความรู้สึกในใจของแค่ละบุคคลได้


 
เราอินเรื่องศิลปะขนาดนี้ เป็นเพราะ Background ครอบครัวหรือว่าการศึกษาของเราเกี่ยวกับด้านศิลปะหมดเลยหรือเปล่า
ใช่ค่ะก็อย่างที่ทราบกันว่าอย่างคุณพ่อของแพรวคือ ดร.อภิวัฒน์ ท่านก็เคยทำงานอยู่ที่เจเอสแอลเป็นพิธีกรด้วย แล้วก็ทำงานเชิง Creative ด้วย แล้วก็ยังมีพวก Film Festival พี่คุณพ่อเคยได้ทำตอนแพรวเด็กๆ จำได้ว่าคุณพ่อชอบดูหนังมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณพ่อชอบดูพวก Experimental Filmหรือว่าหนังทางเลือกที่มันต้องอาศัยการตีความเชิงศิลปะ เราก็เลยสนใจตรงนี้ว่า มันมีหนังที่ให้เราต้องตีความนะ พอโตขึ้นแพรวก็เลยรู้สึกว่าทำแบบนั้นบ้าง คนดูจะรู้สึกยังไงบ้างนะ
 
แปลว่าคุณพ่อก็มีส่วนมากๆที่ทำให้เราชอบศิลปะขนาดนี้
ใช่ค่ะ มีส่วนมากๆ ตอนแรกแพรวได้ไปเรียนชั้นมัธยมที่ประเทศออสเตรเลียก็ยังไม่แน่ใจว่าอยากเรียนอะไร เพราะเราก็สนใจหลายอย่าง ตอนแรกเลยเรียน Fashion Textile แต่ก็มารู้สึกได้ว่าอะไรก็ตามที่เป็นการดีไซน์เรารู้สึกว่ามันจะต้องพูดถึงในเรื่องของลูกค้า และ Market Targetว่าจะมีกลยุทธ์ในเชิงไหน มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของสิ่งที่สวยงาม แต่ลึกๆแล้วแพรวเป็นคนไม่ชอบสิ่งที่สวยงาม แพรวคิดว่า อ้าวแล้วความสวยกับความไม่สวยเนี่ยมันถูกตีค่าได้อย่างไรคือเราก็ตั้งคำถามไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่า Fashion textile คงไม่เหมาะกับเราเท่าไร ก็เลยย้ายมาเรียน Fine art และได้เรียนรู้ว่า ความน่าเกลียดมันก็สวยได้ ถ้ามันมีความหมาย แพรวเลยรู้สึกว่านี่แหละ ถึงบ้านแล้ว เราเจอทางของเราแล้ว


 
ศิลปินชื่อแพรว กวิตา มีเป้าหมายการเดินทางนับจากนี้อย่างไรบ้างคะ
แพรวเป็นคนที่ไม่ค่อยคาดหวังมากค่ะ แพรวทำเพราะมีความสุข เมื่อก่อนเวลาเดินผ่านสำนักพิมพ์หรือแกลลอรี่ที่เมลเบิร์น แพรวก็จะพูดกับคุณแม่ว่าวันนึงนะ แพรวจะได้แสดงงานที่นี่ เชื่อไหมว่าไม่ถึงปีนับจากวันนั้น แพรวก็ได้แสดงงานในแกลลอรี่นั้นจริงๆ ได้ลงในสิ่งพิมพ์ของเมลเบิร์นที่นั้นจริงๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าความฝันสูงสุดของฉันมันสำเร็จแล้ว แต่หลังจากนั้นก็เริ่มคิดต่อไปอีกว่าอยากแสดงงานในพิพิธภัณฑ์ และหลังจากนั้นไม่นานแพรวก็ได้แสดงงานในพิพิธภัณฑ์จริงๆค่ะเริ่มจากที่ออสเตรเลียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ฝันแบบเล่นๆอีก ว่าอยากมีโอกาสได้ไปแสดงที่Venice Biennale จนเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2016 ก็มีคนติดต่อมาจริงๆ ว่าจะเอางานของแพรวไปแสดงที่ คือมันเป็นงานที่ใหญ่มากๆของวงการศิลปะ แพรวก็ดีใจแล้วก็ภูมิใจมากๆค่ะ
 
แล้วสำหรับคนไทยล่ะคะ ถ้าสนใจอยากดูงานของแพรว กวิตา สามารถดูได้ที่ไหนบ้าง
ตอนนี้เลยค่ะ แพรวกำลังมีแสดงงานอยู่ ชื่อว่า Splashed แสดงที่ Nova contemporaryอยู่ตรง BTS ราชดำริ สามารถไปชมกันได้ถึงวันที่ 24 ธันวาคมนี้เลยค่ะ


 
แล้วช่องทางออนไลน์ละคะ สามารถดูได้ที่ไหนอย่างไรบ้าง
เข้าไปดูได้เลยค่ะที่ www.kawita-v.com
 
แต่บอกเลยนะคะว่า ไปดูที่งานจริง สวยกว่าแน่นอน!
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราตัดสินหนังสือจากปกไม่ได้ฉันใด ครูภาษาไทยก็ไม่จำเป็นจะต้องมาในมาดขรึมขลัง ทรงภูมิ ยิ้มยาก จริงจัง หรือเป็นคนอนุรักษ์นิยมอย่างที่หลายคนมีภาพจำมาจากครูภาษาไทยในวัยเด็กของตนเอง ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม ผู้นี้ก็เช่นกัน
จับเข่าคุยกับผู้กำกับฯภาพยนตร์สุดฮอต “ฉลาดเกมส์โกง”