TALK

STAND WITH VICTIM เพราะคนที่ควรอาย ต้องไม่ใช่เหยื่อที่ถูกข่มขืน

ธารารัตน์ ปัญญา
29 ส.ค. 2560
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวของนุ่น - ธารารัตน์ ปัญญา นักศึกษาสาวคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้หนึ่งที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่หอพักโดยรุ่นพี่ร่วมคณะ หลังจากที่เธอและกลุ่มเพื่อนกลับมาจากการแฮงค์เอาต์กัน เรื่องราวของเธอปรากฏขึ้นและได้รับการพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อสี่เดือนกว่ามาแล้ว ก่อนที่จะถูกเปิดเผยโดยตัวเธอเอง ที่โพสต์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนหมดเปลือก พร้อมกับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อบทลงโทษทางวินัยที่เธอผลักดันเพียงลำพังมาตลอดเกือบห้าเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีคำสั่งลงโทษรุ่นพี่ผู้นั้นด้วยการพักการเรียน 1 เทอม

ก่อนที่เราจะพูดคุยในเรื่องนี้กับเธอ เราบอกเธอว่า หากเธอไม่สบายใจที่จะเปิดเผยชื่อ สถาบัน และใบหน้า เรายินดีที่จะให้เธอรักษาสิทธิได้ตามต้องการ แต่เป็นตัวเธอเองที่บอกกับเราว่า เธอยินดีอย่างยิ่งที่จะเปิดเผยตัวตนและเรื่องราวทั้งหมด โดยไม่มีความจำเป็นต้องอายหรือปกปิด เพราะเธอคิดว่า คนที่ต้องอายไม่ใช่เหยื่อ หรือคนที่ถูกกระทำ แต่คนก่อเหตุต่างหากที่ควรจะอาย และเธอต้องการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเธอเพื่อผู้หญิงอีกมากมายในสังคมที่ถูกกระทำเช่นเดียวกับเธอ แต่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยและกล้าพอที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เช่นเดียวกับเธอ

 
ลำดับเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่องให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
คืนนั้นเราไปแฮงค์เอาต์กันประมาณ 5 คน ตามสไตล์เด็กมหาลัย แล้วด้วยความที่มันเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน  คือเราก็มีทั้งเพื่อนผู้หญิง เพื่อนผู้ชาย แล้วรุ่นพี่คนนั้นก็เป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนด้วยกัน คือเราก็สนิทกัน บางทีก็เรียกกูมึงอะไรอย่างนี้ได้เลย  วันนั้นคือด้วยความที่ดื่มว้อดก้าไป ก็ค่อนข้างเมามากกันทุกคน เราก็บอกกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันว่า งั้นกลับกันดีไหม เรากับเพื่อนผู้หญิงก็เลยกลับไปก่อน ซึ่งระยะเวลาจากที่อยู่ร้านเหล้า จนถึงก่อนที่จะนอน มันเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงด้วยกัน เราเมาก็จริงนะ แต่ไม่ถึงกับไม่มีสติอะไร  ซึ่งเราก็กลับไปนอนหอเพื่อนที่เป็นผู้หญิง  แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือพวกผู้ชายก็ตามมา แล้วบอกว่า อยากขึ้นไปเล่นบนห้อง คือด้วยความที่เป็นเพื่อนกัน  หลายคนอาจจะคิดว่าเราเมามาก  เมาแทบไม่มีสติอะไรแน่ๆ จำอะไรไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้อะไรแบบนี้  ซึ่งมันไม่จริงเลย เราจำได้ดีเลยว่าตัวเราเองด้วยซ้ำที่เป็นคนออกมาจากร้านก่อน

แล้วหลังจากนั้นเพื่อนๆผู้ชายก็ตามกลับมา
ใช่ค่ะ ก็ตามมาแล้วก็มาอยู่ในห้องเดียวกัน มานั่งคุยเล่นกันประมาณ 5 คน แต่ว่าหลังจากนั้นเพื่อนอีกคนก็กลับไป ทำให้เหลือ 4 คน ที่นอนกันในห้อง มีผู้หญิง 2 คน ก็คือเรากับเพื่อนที่เป็นเจ้าของห้อง และผู้ชายสองคน หนึ่งในนั้นคือรุ่นพี่คนที่ก่อเหตุ ซึ่งตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าเขาจะนอนด้วย  ด้วยความที่เพื่อนผู้หญิง(เจ้าของห้อง)เมามาก เขาก็เลยบอกเพื่อนผู้ชายว่า ถ้าเกิดจะกลับเมื่อไหร่ก็ให้นุ่นลงไปเปิดประตูให้นะ  เพราะมันต้องใช้คีย์การ์ด  พอพูดจบแล้วเพื่อนเราก็นอนหลับไปเลย  เราก็ อ่ะ โอเค ถ้าเขาจะกลับเมื่อไหร่ก็บอก  เดี๋ยวเราจะลงไปส่ง  แต่เขาก็บอกว่าไม่กลับได้ไหม กลับไม่ไหว ขอนอนด้วย  คือมันก็เพื่อนกันอะ เลยไม่ได้คิดอะไรมากเลย  ก็โอเค นอนก็นอน สรุปก็นอนด้วยกันทั้งหมด 4 คน

Position การนอนมันเป็นอย่างไร
มันเป็นเตียงๆเดียว เรากับเพื่อนผู้หญิงก็นอนคนละฝั่ง เพราะอย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้คิดว่ารุ่นพี่จะขอนอนค้างด้วย มันก็เลยเหลือ space ตรงกลาง  ตัวเขาเลยมานอนตรงกลางที่ว่างอยู่  ส่วนเพื่อนผู้ชายอีกคนขอนอนข้างล่าง ด้วยความที่เขาเมามาก เขาให้เหตุผลว่ากลัวอ้วก นอนข้างล่างมันใกล้ห้องน้ำ

ก่อนหน้านั้น เคยนอนค้างห้องเดียวกับเพื่อนผู้ชายมาก่อนไหม
ไม่เคยค่ะ  แต่ว่าเคยแฮงค์เอาต์อะไรอย่างนี้กันบ่อย พอจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอนที่หอตัวเอง  ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นอนด้วยกัน



ตอนนั้นรุ่นพี่คนที่ก่อเหตุเมามากแค่ไหน
เรารู้สึกว่าเขาก็พูดรู้เรื่องนะ ไม่เมามากขนาดนั้น แล้วในตอนนั้นมันมีจุดอะไรเล็กๆบางอย่างที่เราคิดย้อนกลับไปแล้วทำให้รู้สึกว่า มันคิดอยู่แล้วว่าจะทำอะไรแบบนี้  คือเขาเร่งให้ปิดไฟ พอมันขึ้นมานอนก็เร่ง เฮ้ย ปิดไฟๆๆ ได้แล้วอะไรอย่างนี้  คือ ณ เวลานั้นมันไม่ได้คิดอะไรนะ แต่พอเกิดเหตุกับเรา นึกย้อนกลับไปมันทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ ตรงนี้มันแปลก อะไรอย่างนี้

แล้วตัวนุ่นเอง ตอนนั้นเมามากหรือหลับไปรึยัง
ไม่ๆ คือเราคุยรู้เรื่องอะไรปกติเลย มันเป็นแค่ความรู้สึกกรึ่มๆ  ไม่ได้รู้สึกเมาแบบเพื่อนต้องลากกลับอะไรอย่างนี้เลย  แล้วคือหลังจากปิดไฟ  ก็น่าจะประมาณ 10-15 นาทีได้มั้ง เรากำลังจะหลับ แล้วเขาก็เอามือมาสะกิด ใช้นิ้วมาสะกิด เรานอนหันหลังให้เขา เขาก็เลยสะกิดหลัง เราก็แบบ เอ้ะ แต่ก็คือเราก็ยังนึกว่าคนเมาก็เป็นธรรมดาที่มือไม้จะกวาดไปทั่ว  เราก็เขยิบหนี ไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่  แต่พอเราเขยิบมา เขาก็เขยิบตาม แล้วก็เอามือเราไปจับอวัยวะเพศเขา ตอนนั้นตกใจมาก เรารู้แล้วว่าอวัยวะเพศเขาแข็งตัวแล้ว เขามีความต้องการทางเพศแน่ๆ ณ เวลานั้นตกใจมาก ทำอะไรไม่รู้เลย ช็อกตรงที่เขาเป็นคนที่สนิทกัน แล้วหลังจากนั้นคือเขาเอาขามาทับเรา คือมันไม่ใช่ลักษณะก่าย มันคือการล็อก แล้วก็กอดจากข้างหลังเลย พร้อมกับเอามือล้วงเข้ามาในเสื้อชั้นใน แล้วก็บีบหน้าอก  มีการเกร็งมืออะไรอย่างนี้ด้วยนะ แล้วเราก็พยายามผลักมือเขาออก ซึ่งมันไม่ออกเพราะด้วยความที่เขาเกร็งมือไง  แล้วคืออีกมือนึงเขาก็สอดเข้ามาในกางเกงเราเลย แล้วก็เอานิ้วสอดเข้าในอวัยวะเพศเรา คือเราก็ไม่รู้จะทำยังไงตอนนั้น ทุกอย่างรวดเร็วมาก  ตอนนั้นมันเป็นอารมณ์แบบยื้อยุดฉุดกระชาก เราก็ดิ้นๆ มันเป็นโมเม้นต์ที่แย่มาก เราน้ำตาคลอ รู้สึกว่าหยุดได้ไหม หยุดได้แล้ว อะไรอย่างนี้ คือมันพยายามจูบ แบบไซ้คอนู่นนี่นั่น ทั้งที่เราก็ขัดขืนแบบสุดๆแล้ว งอตัวเท่าที่จะงอได้ นึกออกใช่ไหม มันแย่ คือเรานึกอยู่เสมอว่า ถ้าวันนั้นอยู่กันสองคนเราอาจจะโดนถึงขั้นสอดใส่ด้วยอวัยวะเพศด้วยซ้ำคือ แต่โชคดีที่อยู่กันหลายคน  แต่เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี

วันนั้นเราเอาตัวรอดมาได้ยังไง
ในที่สุดมันก็มีจังหวะนึงที่เขาพลิกตัว คือก่อนหน้านี้เราก็ขัดขืน แล้วก็ถีบๆๆเขาตลอดนั่นแหละ แต่ว่ามันก็ไม่ออกไง พอจังหวะที่เขาพลิกตัว เราถีบเขาไปได้ เราหลุดออกมา รีบลุกขึ้นแล้วก็เข้าไปในห้องน้ำ  ทำไรไม่ถูก ตกใจแล้วก็เข้าไปแบบล้างหน้าล้างตา ตั้งสติว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นวะ  พอเราออกมาจากห้องน้ำ สิ่งที่เราเห็นก็คือเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  และก็ยังนอนอยู่ที่เดิม ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงดี  ตีสองครึ่ง จะกลับหอก็ไม่ได้  ส่งข้อความไปหาเพื่อนที่อยู่ห้องตรงข้ามว่า นอนหลับหรือไปรึยัง แต่ว่าเขาก็ไม่ตอบในตอนนั้น

ก็เลยต้องอยู่ในห้องนั้นต่อไป
ใช่ ก็ลงมานอนข้างล่างแทน  แล้วบอกให้เพื่อนผู้ชายขึ้นอีกคนไปนอนบนเตียงแทน  ซึ่งเรานอนไม่หลับจน 6โมงเช้าเลย คิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา มันระแวงด้วย  พอถึงเช้าแล้วเราเดินไปเข้าห้องน้ำ ตอนเดินออกมาเห็นว่าเขาตื่นแล้ว คือตอนนั้นเรายังทำอะไรกับเขาไม่ถูกเลยนะ เราไม่ได้ว่าเขาด้วย เราไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลย  เราได้แต่บอกเขาว่า จะกลับแล้ว ไปส่งหน่อยได้ไหม เพื่อนอีก 2 คนหลับ เราไม่อยากจะกวนเพื่อน เพราะมันต้องใช้คีย์การ์ด เขาก็เดินลงไปส่งเรา  แล้วในระหว่างที่เขาเดินไปส่งเรา จากหน้าห้องจนไปถึงประตูออก เขาไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเมื่อคืนเลย พูดแต่ว่าเมื่อคืนเมาหนักมาก หนักหัวสัสๆ พูดแบบปกติเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็เลยไม่ได้พูดอะไร รู้สึกผิดหวัง ถ้าเกิดว่าเขาขอโทษเรา ณ เวลานั้น ซึ่งเราเชื่อว่าเขาจำได้ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกแย่กับเขาในระดับที่ให้อภัยไม่ได้ขนาดนี้

ในแง่ของกฎหมาย พูดได้เลยมั้ยว่าเราถูกข่มขืน
สามารถพูดได้ จริงๆมันก็คือการข่มขืนตามนิยามของกฎหมายใหม่ที่มันมีการแก้แล้ว  ว่ามีการสอดอวัยวะ หรือใช้สิ่งอื่นใดเข้ามาในอวัยวะของเรา มันคือการข่มขืน ซึ่งกรณีเรามันเกิดเป็นความผิดสำเร็จขึ้นมาแล้ว แต่ว่าสังคมก็ยังเข้าใจว่ามันคือการลวนลาม ทั้งที่จริงมันคือการพยายามข่มขืน ในแง่ของกฎหมายมันสำเร็จแล้ว

เพื่อนอีกสองคนของเรารับรู้ด้วยมั้ยว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เราได้ส่งเสียงขอความช่วยเหลืออะไรรึเปล่า
ด้วยความที่เราช็อกมั้ง  ตอนนั้นมันตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เราไม่ได้กรีดร้องอะไรเลย ทำได้แค่ขัดขืน แล้วก็พยายามผลักเขาออก  แต่ก็ไม่สามารถจะหลุดออกจากการควบคุมของเขาได้  ซึ่งเขาก็มีการพยายามทำซ้ำหลายๆครั้ง สอดมือเข้ามาหลายครั้ง มีคนถามเราตลอดว่าทำไมตอนนั้นไม่ร้องโวยวาย คือตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ตะโกน  แล้วทีนี้หลังเกิดเรื่องมีอาจารย์ที่สอนอาญาที่คณะ ส่งบทความให้อ่าน เรื่องปฏิกิริยาของคนที่โดนข่มขืน เราก็เลยได้เข้าใจตรงนี้  ว่าบางทีเราอาจจะดูละครมากไปรึเปล่า เราเลยจะรู้สึกว่าคนที่โดนข่มขืนมันจะต้องกรีดร้องทันที แล้วก็แบบดิ้นรนขัดขืนสุดฤทธิ์สุดเดช  เอาโคมเอาตะเกียงฟาดหัวคนร้ายแล้ววิ่งหนีไป  แต่ในความเป็นจริง ด้วยความที่เรื่องมันเกิดจากคนใกล้ตัว  มันก็เลยจะมีภาวะช็อก  ส่วนมากเหยื่อที่ถูกข่มขืนเขาก็จะนิ่งเฉย คือตอนแรกเขาก็อาจจะขัดขืน แต่พอสู้แรงไม่ไหว เขาก็จะนิ่งไป มันทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าสมยอม ยินยอมหรือเปล่า จริงๆมันเป็นกลไกการทำงานของร่างกาย  ใครๆก็พูดได้แหละ แหม ถ้าเกิดขึ้นกับกูนะ กูต้องร้องกรี้ดแน่ๆ  แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆมันนิ่งไปเลย ทำอะไรไม่ถูก 



ซึ่งมันก็อาจทำให้ทั้งคนร้ายและคนอื่นๆคิดว่าเหยื่อสมยอม
ใช่  อย่างบางเคสที่เขาโดนข่มขืน แล้วคือจริงๆแล้วเขาขัดขืน แต่สุดท้ายคือเขาสู้แรงผู้ชายไม่ไหว ทีนี้พอผู้ชายกระทำการข่มขืนแล้ว ผู้หญิงมีเสียงครางออกมา มีน้ำหล่อลื่นออกมา ผู้ชายก็เข้าใจว่านี่ไม่ได้ข่มขืนหนิ  ผู้หญิงก็มีอารมณ์ร่วมด้วย แต่นั่นคือเขาขัดขืนแล้วคุณยังข่มขืนเขา มันคือการข่มขืนแบบเป็นความผิดสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว  ปฏิกิริยาร่างกายมันเกิดขึ้นเพื่อลดความเจ็บปวดต่างหาก เขาไม่ได้ยินยอม คือเรารู้สึกว่าสังคมไทยยังต้องพัฒนาเรื่องนี้อีกไกลมาก อย่างมีคนบ้ามากเลยมาตามคอมเม้นต์ ด่าเราในรูปโปรไฟล์ที่เราตั้งพับบลิกไว้ว่าแบบ เสียวไหม เราก็แบบ โอ้ยตายแล้ว รู้สึกว่าสังคมไทยกำลังมีปัญหา

หลังจากเกิดเรื่องวันนั้น ได้คุยอะไรกับรุ่นพี่คนนั้นอีกไหม
คือเขาก็ขอโทษ แล้วเขาก็บอกว่าเขาเมา จำอะไรไม่ได้ คือเวลานั้นเราไม่มีคำด่าอะไรเลย แค่อย่ามายุ่งกันอะไรกันอีก ขอแค่หายออกไปจากชีวิตกันเลยเป็นพอ  หลังจากนั้นเขาก็บอกเพื่อนหลายๆคนว่าเขารู้สึกแย่ เขาสงสารเรา ที่เขาทำลายชีวิตเรา นั่นคือคำบอกเล่าจากเพื่อนนะ  แล้วมีเพื่อนเราคนนึงโทรไปหาเขา แล้วเขาก็บอกว่า รู้ไหมว่าตอนนี้กูจะฆ่าตัวตาย กูจะฆ่าตัวตาย กูจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำ แต่กูไม่กล้าพอ อะไรอย่างนี้  เราก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยงเข้าไปใหญ่ อ้าวแล้วยังไง ถ้าจะตายจริงๆ แล้วยังไงอ่ะ แล้วทำไมต้องพูดแบบนี้ เหมือนอยากทำให้เรารู้สึกผิด เราเลยตัดสินใจว่าเราต้องจัดการในส่วนของเรา



เพื่อนๆเราว่ายังไงบ้าง
พอเราบอกเพื่อนว่าเราจะดำเนินการให้มหาลัยลงโทษทางวินัย ปรากฏว่าเพื่อนๆก็ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน เราก็เลยถามไปตรงๆเลยว่า ถามหน่อยเหอะ ถ้าเกิดว่าคนที่ทำเราเนี่ยไม่ใช่มัน  แต่เป็นคนอื่น เป็นคนนอกกลุ่ม ทุกคนจะเห็นว่ายังไง แล้วเพื่อนเราก็เลยบอกว่า  เป็นคนนอกเราจะสนับสนุนให้เอาเรื่องเต็มที่ จะบอกว่าเลือกปฏิบัติก็ได้นะ แต่เราขอยืนอยู่ข้างเพื่อนในวันที่เพื่อนรู้สึกแย่ เรายิ่งรู้สึก เฮ้ย เจ็บปวดมาก มันเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ว่าคุณเลือกใช้ 2 มาตรฐาน เพื่อนเขาบางคนมาบอกเราว่า ทำไมหรอ แค่ social sanction ยังไม่พอหรอ ทำไมจะต้องเอาเรื่องกันขนาดนั้น คือเรารู้สึกว่า social sanction อ่ะ ใช้คำผิดหรือเปล่า ปรากฏว่าทุกคนพร้อมจะโอบอุ้มเขา แล้วก็มาด่ากูเนี่ย(หัวเราะ) social sanction ตรงไหน อะไรอย่างนี้

คิดว่าอะไรทำให้เพื่อนเราหลายคนเลือกที่จะเห็นใจรุ่นพี่คนที่ก่อเหตุคนนั้น มากกว่าเรา
คือหลายๆคนอาจจะมองว่า ณ เวลานั้น คือมันก็รู้สึกผิดแล้วจะเอาอะไรกับมันอีก อะไรอย่างนี้ แล้วเพื่อนๆที่อยู่ข้างเขา ก็มาว่าเราว่าเราเล่นใหญ่เกินไปไหม เราต้องการอะไรหรอ อะไรคือความยุติธรรมที่พึงพอใจ อะไรอย่างนี้ เราก็บอกว่าแล้วยังไงอ่ะ ไม่ว่าเขาจะสำนึกผิดหรือเปล่า ความรู้สึกที่เขาจะต้องรับผิดชอบตัวเอง คือมันไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยนะ แล้วตอนนั้นด้วยความที่เขามีแฟน  แล้วทีนี้พอแฟนเขารู้ เพื่อนก็มาบอกว่า เนี่ย มันเลิกกับแฟนแล้วนะ มันก็ได้รับบทเรียนแล้ว  เรายิ่งรู้สึกแย่ไปใหญ่ เพราะบทเรียนนั้นมันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเราตรงไหนเลย  มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ  บอกได้เลยว่าสิ่งที่ทำให้เราสะเทือนใจมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือคำพูดของเพื่อนเราที่ take side ไปหาเขา

แล้วจริงๆเราต้องการอะไรจากเขา
เราต้องการอะไรที่เป็นรูปธรรม  คืออย่างถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เราไม่แน่ใจว่าเขาสำนึกผิดจริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่ออกมาทำอะไรที่เป็นบทลงโทษ ในอนาคตเขาอาจจะมองเรื่องนี้เป็น Joke หรือเป็นเรื่องตลก อีก 10 ปีข้างหน้าเขาอาจจะกลับมามองว่า แม่ง กูเคยลวนลามผู้หญิงคนนึงว่ะ อาจจะพูดเป็นเรื่อง Joke  ซึ่งเราอาจจะคิดไปไกลอ่ะนะ แต่เราคิดว่าอย่างน้อยถ้ามันมีผลอะไรกับเขา มันอาจจะทำให้เขามี awareness นิดนึง ก็เลยคิดว่าจะเอาเรื่องด้วยการบอกมหาวิทยาลัย

แล้วเราเริ่มดำเนินการอย่างไรบ้าง
คือตอนนั้นเราเหมือนเราเริ่มจากศูนย์ เราไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครได้ เราแค่ต้องการจะให้ลงโทษทางวินัย แต่ทางมหาลัยก็ยังไม่ได้มีไกด์ไลน์กับเรื่องนี้ใช่ไหมว่า ถ้ามีใครเจอแบบนี้จะต้องทำยังไง เราก็เริ่มจากศูนย์เลย งงทุกอย่าง หาเบอร์ฝ่ายกิจการนักศึกษา โทรไปหาที่ท่าพระจันทร์ ท่าพระจันทร์ก็ไม่รับ สรุปหนูต้องไปร้องฝ่ายไหน คือมันก็ดูยุ่งยาก คือเราก็รู้สึกโดดเดี่ยวด้วยจากความรู้สึกที่ต้อง Fade ตัวเองออกมา แล้วก็โทรไปหารองคณบดีที่เขาก็แอ็กทีฟในระดับนึง ก็เรียกเราไปคุยถึงเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งนัดคุยอีกรอบนึง แล้วก็นัดกรรมการสอบสวน ก็ไปเล่าเหตุการณ์อีกรอบนึง เล่าเป็นพันเป็นหมื่นรอบ คือกว่าจะมีกระดาษแผ่นนั้นออกมาคือมันไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนอาจจะมองว่า อ๋อ แกแค่ส่งเรื่องไปเดือนนึงถือว่าเร็วมาก แต่คือถ้ารวมระยะเวลา 4 เดือน กว่าจะออกแผ่นนั้นมา มันไม่ง่ายเลย คือเราจะต้องเป็นคนโทรตามว่า ตอนนี้อยู่ขั้นไหนคะ เขาก็จะบอกแค่ว่ายังอยู่ใน process นะคะ กลายเป็นว่าเราต้องรอโทรศัพท์ว่าเมื่อไหร่ผลจะออกมาสักที สอบสวนไปถึงไหน วินิจฉัยความผิดหรือยัง หรือว่าตั้งกรรมการสอบหรือยัง มันคือความคลุมเครือ อึมครึมในตลอดระยะเวลา 4 เดือน คือเราเข้าใจนะว่ามันคือระบบราชการ แต่ด้วยที่เป็นระบบราชการ คือเราก็เลยรู้สึกว่าอยากรณรงค์ให้มหาลัยมีบทบาทในเชิงแอกทีฟมากขึ้น ควรจะไกด์ไลน์ว่าถ้ามันมีแบบนี้ต้องทำยังไง แล้วก็คือควรจะมีระยะกำหนดเวลาชัดเจนต้องทำเรื่องให้เสร็จภายในกี่วัน เพราะไม่อย่างนั้นแบบคนเสียหายมันก็ต้องรอไปสิ



ตอนที่บอกอาจารย์ ด้วยความที่เราเรียนคณะนิติฯ อาจารย์ต้อง Support เราเต็มที่แน่ๆเลยใช่ไหม
เราเชื่อมั่นในอาจารย์คณะนิติศาสตร์มากนะว่าเขาจะใจกว้างมากพอ  แต่ปรากฏว่าก็มีอาจารย์ผู้ชายท่านนึง ถามเราว่า ผมถามจริงๆนะ ทำไมคุณไม่ร้อง ทำไมคุณไม่ไล่เพื่อนคุณกลับไป เราก็เลยสวนกลับไปว่า อาจารย์ไม่เคยมีเพื่อนเหรอคะ จะไล่ยังไง ด้วยความที่เป็นเพื่อนกัน อย่างบอกนั่นแหละค่ะ ว่าเขาดูละครมากเกินไป คือเขามองว่าการข่มขืนมันจะต้องแบบว่าเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบ คนร้ายต้องออกมาจากพุ่มไม้เท่านั้น  ต้องทำหน้าตาแบบหื่นกาม คือเขาก็จะมองภาพว่าการข่มขืนมันคืออีกแบบนึง แล้วเขาก็จะมองผู้เสียหายไม่เท่ากันด้วย คืออย่างเช่นถ้าคนที่โดนกระทำเป็นเด็ก  ทุกคนจะออกมาเรียกร้องว่า ข่มขืนเท่ากับประหาร มันเป็นไปตามอุดมคติเขา ว่าผู้เสียหายต้องเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่แต่งตัวโป๊ ไม่ดื่มเหล้า อันนี้ถ้าเกิดโดนข่มขืน สังคมจะร่วมประณามคนที่กระทำความผิด แต่พอเป็นเรา ทุกคนก็จะบอกว่า ก็สมควรแล้ว เราไปอ่านคอมเมนต์ในข่าวส่วนนี้แล้วรู้สึกแย่มาก นอนไม่หลับไปหลายวัน อันนี้พูดตามตรงนะว่าเครียด แต่ว่าเวลาเรารณรงค์ เราก็จะบอกว่าเราไม่รู้สึกอะไร (หัวเราะ)

ตอนนั้นที่ตัดสินใจว่าจะบอกเรื่องนี้กับทางมหาวิทยาลัย ยังเหลือใครบ้างที่อยู่ข้างเรา
เหลือเพื่อนคนที่เป็นเจ้าของห้อง (หัวเราะ) คือกลายเป็นว่าหลังจากนั้นเราต้องเป็น Fade ตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนเอง เราบล็อกทุกช่องทางโซเชียล เพราะเวลาดู IG เราจะเห็นว่าเพื่อนเราอัพรูปไปกินข้าวเป็นแก๊งค์ แล้วมีเขาอยู่ด้วยอ่ะ แล้วจะให้เรากล้าเอาหน้าตัวเองไปอยู่ในกลุ่มนั้นได้ยังไงอ่ะ เรารู้สึกว่า มันไม่มีความยุติธรรมสำหรับคนที่เป็นเหยื่อ

เพื่อนกลุ่มที่ว่านี้คือเรียนนิติฯ กันหมดรึเปล่า
มีนิติบ้าง สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ทางสังคมศาสตร์อยู่แล้ว นั่นยิ่งน่าแปลกสำหรับเรา แล้วอีกอย่างที่ทำให้เราโมโหมากก็คือ เพื่อนๆเหล่านี้เอาเรื่องที่มันเกิดขึ้นมาเป็น Joke มีการตั้งฉายาให้คนนั้นเป็นนักล้วงในตำนาน แล้วก็ขำขันกัน ซึ่งเรื่องมันก็มาถึงหูเรา แล้วเราโมโหมาก แบบนี้แสดงว่าคุณไม่ได้ซีเรียสกับมันใช่ไหม มันเลยทำให้เรารู้สึก ดีแล้วแหละที่เราจัดการอะไรสักอย่าง

เราต้องรับมือกับอะไรบ้าง หลังจากที่เราเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราต่อคนอื่นๆ
ที่แน่ๆเลยคือ ทัศนคติด้านลบ คือเรารู้มาก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่ามันจะต้องมีคนออกมา Blame เรา คิดแทนเราว่าทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้  แต่เรารู้สึกว่าถ้าเราออกมาพูด มันยิ่งทำให้เราเห็นปัญหา ว่ามันมีคนที่คิดแบบนี้จริงๆ ที่เห็นชัดๆเลยคือคนที่มาคอมเมนต์  แต่ส่วนมากถ้าเป็น Inbox จะให้กำลังใจมากกว่า แล้วก็มีคนเขียนมาเล่าว่าตัวเองเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่กล้าออกมาพูด เราตามอ่านคอมเมนต์ทุกๆคอมเมนต์เลยนะ เยอะมากจริงๆ มันมีคนแบบแท็กเพื่อน เป็นเพื่อนผู้หญิงแท็กเพื่อนผู้หญิง บอกว่า นี่ถ้าเป็นมหาลัยเรานะ อาจารย์ไม่ยอมให้ออกมาพูดแน่ๆ  คือมันทำให้เรารู้สึกว่า โห แสดงว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย  ขนาดมหาวิทยาลัยเอง ยังไม่มาตรการเยียวยาหรือว่าช่วยคนที่เขาเสียหายเลยด้วยซ้ำ เราก็รู้สึกว่ามันก็ต้องออกมาพูดนี่แหละ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

มีเพื่อนบางคนที่ไม่พอใจเรา เขาบอกเราว่าไม่น่าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังเลย มันเป็นเรื่องภายใน น่าจะเคลียร์กันแค่ 2 คน จบแล้วก็จบ เราก็โมโหมาก เดี๋ยวนะ คือมันไม่ใช่ผัวเมียเลิกกันเปล่าวะ(หัวเราะ)  คือมันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องในสังคม มันถึงขั้นเป็นความผิดทางอาญา แล้วทำไมถึงกับกลายเป็นว่าต้องยอมให้เคลียร์กันให้จบ มันจะต่างอะไรกับการแจ้งความ ที่สุดท้ายก็จบที่การประณีประนอมยอมความ



แต่ในฐานะเราเรียนนิติฯ เรามองถึงการลงโทษเรื่องนี้ยังไง คือเราคิดว่าควรจะให้ผู้ต้องหาเขาได้รับโทษ เกิดความสำนึก หรือให้โอกาสเขากลับตัวยังไงบ้าง
คือเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา ก็คือการทำให้คนสำนึกผิดแล้วก็กลับมามีที่ยืนในสังคมใช่ไหม แต่ว่าเรารู้สึกว่ามันมีปัญหาตรงที่เจตนารมณ์มันเป็นอย่างนี้  แต่ว่ากระบวนการทั้งหมดมันกับเป็นไปโอบอุ้มเขา มันเป็นการเอื้อเขา มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่เชื่อมั่นในกฎหมายตรงนี้ แล้วก็ไม่ได้เชื่อว่ากฎหมายอาญามันจะทำให้คนกระทำสำนึกผิดขึ้นจริงๆ เรารู้สึกว่าสิ่งที่จะทำให้คนเขาไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้ในอนาคตคือการไม่ส่งเสริมการกระทำความผิดนะ คือหลายๆคนอาจจะคิดอย่างเพื่อนเราบอกว่า กูก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่มันทำเป็นสิ่งที่ถูก  แต่มึงก็พร้อมจะโอบอุ้มเขา พร้อมจะอยู่ข้างๆเขาตลอด

เราก็เลยเขียนสเตตัส แล้วก็แฮชแท็ก stand with victim  เรารู้สึกว่าอย่างแรกเลยคือคุณต้องยืนอยู่ข้างเหยื่อก่อน  แล้วก็คิดว่าไม่ยุติธรรม แล้วก็มันมีช่องทางไหนได้ที่จะจัดการได้ เอาเรื่องให้ถึงที่สุดอะไรอย่างนี้ แล้วก็อีกอย่างนึงก็คือการยืนอยู่ข้างเขาของคุณจะต้องไม่ไปสนับสนุนการกระทำของเขา  เรารู้สึกว่าแค่กระบวนการตามกฎหมายมันไม่ได้สามารถจะเยียวยา ไม่ได้สามารถจะป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคตได้จริงๆ  ไม่งั้นมันจะมีเหตุการณ์ข่มขืนเกิดขึ้นมามากมายหลายร้อยพันเคส เราคิดว่าวิธีการป้องกัน ก็คือการสร้างวัฒนธรรมการลงโทษที่สมเหตุสมผล  คุณจะต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด มันไม่ใช่เรื่องถูก คุณจะต้องซีเรียสกับมัน

พอมีเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา เรามีความเห็นยังไงกับการรณรงค์ ข่มขืน = ประหาร
คือขนาดเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเราเอง เราก็ไม่ได้รู้สึกสนับสนุนข่มขืนเท่ากับฆ่าหรือข่มขืนเท่ากับประหารชีวิตเลย เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาตรงนั้น  คือเจตนามันต่างกัน อีกอย่างคือมันไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงจริงๆ เพราะในความคิดเรา เรารู้สึกว่าในกระบวนการยุติธรรมมันอาจจะมีความผิดพลาด แล้วก็ถ้าเกิดลงโทษประหารชีวิต มันคือการทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์คนนึง ถ้ามันเกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างกระบวนการนั้น แล้วจากสถิติทั้งหลายของการประหารชีวิต มันก็ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงได้เลย  ก็อย่างที่บอกว่ากฎหมายอาญามันมีเจตนารมณ์เพื่อให้มนุษย์ได้แก้ไขกลับตัว  มีสำนึกในความผิด ให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามเดิม  เพราะฉะนั้นการประหารชีวิตมันยิ่งย้อนแย้ง มันไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างแท้จริง

จนในที่สุด 4 เดือนผ่านไป มหาวิทยาลัยก็มีคำสั่งลงโทษทางวินัยกับรุ่นพี่คนนั้น สำหรับเรา เราพอใจคำตัดสินแค่ไหน
พอใจแล้วนะ ก่อนหน้าที่จะมีใบนั้นออกมา เราก็คิดอยู่เหมือนกันว่าควรจะโพสต์ไหม ว่าเราเจออะไรมาบ้าง แต่เราก็รู้สึกว่า ถ้าเรารอให้คำสั่งนี้ออกมาก่อน  มันน่าจะมีอิมแพคจากคนในสังคมมากกว่า แค่โพสต์สเตตัสออกไปว่าฉันโดน sexaul assault นะ แล้วยังไงต่ออ่ะ เรื่องไปถึงไหน แต่สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้ติดตามว่าเรื่องไปถึงไหนยังไงต่อ  มันก็จะเป็นแค่ดราม่าในสังคมไทยธรรมดาแค่ในช่วงระยะเวลานึงเท่านั้นเอง แต่การที่เรารอให้มีคำตัดสินนั้นออกมาแล้วค่อยเปิดเผยกับคนในสังคมทีเดียวเลย มันน่าจะสื่อสารไปถึงสังคมได้ชัดเจนกว่า เราก็เลยรอ

แล้วมีคนบอกว่าทางมหาวิทยาลัยลงโทษน้อยไปบ้างไหม
มีค่ะ หลายคนเลยที่เชียร์ให้เราแจ้งความ แต่เขาก็แค่สนับสนุนไง ที่สุดแล้วคนที่ต้องแบกรับภาระในการทำเรื่องคือตัวเราเอง คือเราก็เลยไม่ค่อยพอใจที่เจอคนที่มาด่าเราทีหลัง ว่าทำไมไม่เลือกแจ้งความล่ะ เราอยากให้เคารพการตัดสินใจของเราสิ เพราะ ว่าเราเป็นคนที่เจอเหตุการณ์มา คือคุณก็พูดได้ ว่าเออไปแจ้งความสิ  แต่กระบวนการมันไม่ได้ง่ายเหมือนพูดนะ คือเราแนะนำได้ แต่เราต้องไม่ไปตัดสินเขาว่าเขาทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้


แล้วในเคสแบบนี้ การเลือกที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยแจ้งความ มันมีปัญหาตรงไหนบ้าง
ปัญหาของคดีข่มขืนกระทำชำเรามันยอมความกันได้  มันจะต้องมีคนไปร้องทุกข์ก่อนภายใน 3 เดือนหลังจากเกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้นก็จะมีคำสั่ง อัยการจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ถ้าอัยการไม่ฟ้อง เราจะเป็นคนฟ้องเองอะไรอย่างนี้ ซึ่งด้วยความที่มันเป็นความผิดยอมความกันได้ สรุปว่าสุดท้ายมันก็จะไปจบที่การไกล่เกลี่ยหรือว่าประณีประนอมมากกว่าการจะนำคดีขึ้นสู่ศาล  ก่อนที่มันจะอะไรที่เป็นรูปธรรมในเชิงคำวิพากษาศาล มันก็จะต้องใช้ระยะเวลาหลายปี กว่าจะสืบพยายานนู่นนี่นั่น แล้วมันเป็นปัญหา มันไม่ใช่เหมือนคดีอื่นๆนะ อย่างคดีลักทรัพย์ คือคุณอาจจะหาพยานหลักฐานได้ แต่ว่าคดีข่มขืน บางกรณีมันอยู่ด้วยกัน 2 คน มันจะหาหลักฐานยังไง หลักฐานมันก็ต้องเป็นหลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ คือจะต้องทำการตรวจร่างกาย เก็บเศษกางเกงในหรือเศษอะไรอย่างนี้ คราบอสุจิ ซึ่งคือฟังแล้วมันก็ดูยากใช่ไหมล่ะ ต้องไปตรวจร่างกาย แต่ถ้าเกิดว่ากูทำอะไรไม่ถูกล่ะ 3 เดือนผ่านไป แล้วถ้าเราอยากจะเอาเรื่องเขา เราต้องทำยังไงอ่ะ หลักฐานมันจะยังมีอยู่ไหม  แล้วพอมันมีคนมาด่าเราว่าแบบ โกหกว่าโดนข่มขืนหรือเปล่า จะบ้าเหรอ คิดได้ยังไง  มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ใครเขาจะมาโกหกว่าตัวเองโดนข่มขืน ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลย

พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับเรา เรารู้สึกว่าคุณค่าในตัวเราลดลงเหมือนกับที่หลายคนอาจจะเคยเจอเหมือนกันแล้วเขารู้สึกบ้างไหม
 ไม่เคยรู้สึกเลย  มีคนถามเหมือนกันว่ารู้สึกเกลียดร่างกายตัวเองไหม เหมือนกับนางเอกเวลาโดนข่มขืนแล้วจะไปล้างตัวในห้องน้ำ ร้องไห้ให้น้ำฝักบัวผ่าน มองตัวเองหน้ากระจกแล้วขยะแขยงอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) นึกตามแล้วขำเลยอ่ะ มันเป็นทัศนคติที่แย่มากเลยนะ เราอยากจะเปลี่ยนมัน เรารู้สึกว่าเดี๋ยวนะ นี่มันสะท้อนว่าการโดนข่มขืนมันทำให้คุณค่าตัวองลดลงหรือเปล่า คือเรามองว่าเหตุการณ์ข่มขืนมันไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมไทยก็จริง แต่เมื่อหลังจากเกิดเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ยังสามารถใช้เหตุการณ์แบบปกติได้หนิ  เราไม่จำเป็นจะต้องอาย หรือปกปิดแบบเรื่องราวที่เราเคยเจอมา ที่ผ่านมาไม่เห็นจำเป็นต้องปกปิดอะไรเลย เพราะคนที่ควรอายมันไม่ใช่เรา เหยื่อหลายๆคนที่เขาไม่กล้าออกมา เราอยากจะยืนอยู่ข้างเขา เป็นเพื่อนเขา อยากให้เขารู้ว่าเขาก็ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว



คิดว่าเรากำลังต่อสู้อยู่กับอะไรและเพื่ออะไร
เราว่าเรากำลังต่อสู้เชิงวัฒนธรรม มันไม่ใช่แค่อยากให้คนทำผิดได้รับโทษแล้วจบ  แต่เพราะแล้ววัฒนธรรมการข่มขืนมีมานานมาก เราเติบโตมากับละครไทยที่ชอบจะให้จุดจบของนางร้ายต้องลงเอยด้วยการถูกข่มขืน ซึ่งมันเป็นเรื่องแย่ แต่ถ้าเกิดกับนางร้ายเราก็จะสะใจ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว  ซึ่งจริงๆแล้วการข่มขืนไม่ควรเกิดกับใครทั้งนั้น มันไม่ควรเป็นผลลัพธ์หรือบทสรุปของตัวละครตัวไหนเลย  เราอยากให้คนตระหนักเรื่องนี้มากๆ แต่มันไม่ใช่แค่เราออกมาพูดแล้วสังคมจะเปลี่ยน มันคงต้องใช้เวลาหลายปี คือบางทีเรายังรู้สึกเลยว่าสิ่งที่เราพูดไปมันจะเปลี่ยนได้จริงๆหรือเปล่า แต่เราก็คิดอยู่แหละคือถึงแม้มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอย่างชัดเจน แต่เรารู้สึกว่าสังคมมันค่อยๆขยับไปทีละก้าว ในอนาคตเราคิดว่ามันจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นนะถ้าหากว่ามีคนกล้าออกมาพูดเยอะๆ

เหนื่อยไหม
เหนื่อยมาก สี่เดือนครึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าเหนื่อยมากจริงๆ  แต่ไม่ได้ท้อแท้นะ มันเซ็งมากกว่า  เซ็งความคิดบางคนแต่อย่างน้อยการได้ออกมาพูดก็ทำให้เห็นว่ามันมีปัญหาเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด  ทั้งปัญหาทัศนคติ ปัญหากระบวนการ หรือว่าปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า มันคุ้มที่ลุกขึ้นมาต่อสู้

เรานึกถึงหนังสารคดีเรื่อง The Hunting Ground ที่เกี่ยวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยดังระดับโลกโดนล่วงละเมิดทางเพศหลายต่อหลายคน แล้วในที่สุดก็ลุกขึ้นมาเรียกร้องผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เมื่อเช้าเราไปงานเสวนาเกี่ยวกับผู้หญิงงานนึง  แล้วทุกคนชื่นชมยินดีกับเรามาก พอเสวนาเสร็จแล้วก็มีคนเอาดอกกุหลาบมาให้ช่อใหญ่มาก แบบ เธอคือวีรสตรีผู้กล้า คือเราตกใจนะ เป็นไปได้ไหมอ่ะ คือเราไม่ได้อยากให้ทรีตเราเป็นพิเศษ  หลายคนอาจจะคิดว่าเรากล้าหาญแข็งแกร่งมาก คือมันจะต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหนถึงจะต้องออกมาพูด อะไรแบบนี้  แต่เราบอกกับหลายที่เหลือเกินว่า เราขอให้มองเรื่องนี้เป็นปกติที่ผู้คนสามารถออกมาพูดได้  แต่เอาจริงๆเถอะ ในหนังสารคดีเรื่องนั้น นักศึกษาเขาช่วยกันผลักดันเรื่องจนไปถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามา  กลับมาที่ประเทศไทย  ที่มีนายกตู่ให้สัมภาษณ์กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดนข่มขืนที่เกาะเต่าว่า นุ่งบิกินี่ที่ประเทศไทยแล้วจะรอดไหม (หัวเราะ)  เรารู้สึกว่าเราไม่มีทางทำได้เหมือนในสารคดดีเรื่องนั้นแน่ๆ ถึงเราจะผลักดันไปให้สุด มันก็ไปไม่ถึงไหนหรอก เรารู้สึกว่าโชคดีตรงที่อย่างน้อยธรรมศาสตร์เป็นเซฟโซนของเรา ที่เราสามารถพูดเรื่องนี้ได้  คืออย่างน้อยยังมีคนเข้าใจเรามากกว่าที่อื่น

รู้สึกอะไรไหมที่ต้อง repeat เรื่องนี้ซ้ำๆ ครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้งนึง
ไม่รู้สึกอะไรนะคะ แค่ขี้เกียจ เมื่อยปากเฉยๆ(หัวเราะ)

เรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอด เราคิดว่าเราได้อะไร เราต้องเสียอะไร แล้วเราต้องแลกกับอะไรบ้างกว่าทุกอย่างจะออกมาเป็นแบบนี้
เสียเพื่อน เจ็บปวดมาก เจ็บปวดกับหลายคนที่ออกมาด่าเราถึงพ่อถึงแม่ด้วยนะ ส่วนเรื่องทัศนคติด้านลบๆของคนทั่วไป เรารู้มาก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่าเราต้องเจอแบบนี้  มันเป็นเรื่องที่สังคมไทยยังก้าวไม่ข้าม เรามีความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ที่ต้องต่อสู้กับกระบวนการเพียงลำพัง แต่ท้ายที่สุดแล้วเวลามันจะช่วยเยียวยาความรู้สึกเอง นี่เรื่องจริงนะ  สิ่งที่เจ็บที่สุดคือไม่ใช่การโดนกระทำ แต่เป็นการที่คนไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ หลังจากที่เราโดนกระทำต่างหาก แต่เรารู้สึกว่า เราไม่ควรทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ควรจะมาจม เราก็เลยรู้สึกว่า เราควรจะต้องเปลี่ยนจาก Victim เป็นอะไรสักอย่าง อย่างน้อยๆก็คือการออกมาพุดอะไรอย่างนี้ ตอนนี้เราไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อเหตุการณ์เลย ไม่ได้หลอน ไม่ได้น้ำตาคลอ ส่วนคนด่าเขาก็ด่าไป เดี๋ยวสักวันนึงเราก็หวังว่าเขาคงจะเข้าใจ

โดยไม่ต้องรอให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง



 
 
 

 
 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้หันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง มาเป็น ครูสอนดำน้ำ(diving instructor) ให้กับโรงเรียนสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เกาะเต่า อันเป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำชั้นดีอันดับต้นๆของโลก
พูดคุยกับ คุณปลาย-จิติณัฐ อัษฎามงคล คูรตอง-ชนนภัทร วิรัชชัย และ ริกะ อิชิเกะ 3 บุคคลเบื้องหลัง ที่ทำให้เกิดงาน OneShin Cup Presented By TrueID ขึ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกของการแข่งขัน MMA ระดับสมัครเล่นที่จะใช้กติกาและมาตรฐานในรูปแบบเดียวกับ IMMAF เพื่อเป็นการนำร่องไปสู่การพัฒนาให้เกิดการแข่งขัน MMA ในระบบสากลให้เกิดขึ้นในประเทศไทย วันเสาร์ที่ 9 กันยายนนี้ เวลา 17:00 น.