TALK

“แม่ฑีตา” ผ้าฝ้ายทำมือย้อมครามธรรมชาติ ที่เคยปรากฏบนภาพยนตร์ Hollywood มาแล้ว

สุขจิต แดงใจ
2 พ.ย. 2560
วันนี้มีโอกาสได้มาสัมภาษณ์คุณมอญ สุขจิต แดงใจ ทายาทรุ่น 3 ของ ผ้าฝ้ายทำมือย้อมครามธรรมชาติในชื่อ “แม่ฑีตา” Brand ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่างมีเอกลักษณ์ ตอนนี้จาก Brand ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ ดินแดนสกลนคร สู่ตลาดชาวต่างชาติอย่างกว้างขวางและเป็นที่สนใจของคนกลุ่มกว้างในขณะนี้ทั้งไทยและเทศ เรามาพูดคุยและทำความรู้จักเชิงลึกกับแบรนด์และคุณมอญ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของแบรนด์ “แม่ฑีตา” กันดีกว่า



ความเป็นไปเป็นมาของแม่ฑีตา
มันเริ่มจริงๆเริ่มตอนยุคคุณแม่ ตอนนั้นครามมันไม่มีใครทำ คุณตาเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายพอดี คุณแม่เลยต้องย้ายกลับสกลนครเพื่อไปดูแลคุณตาเลยย้ายกลับสกล โดยไม่ตั้งใจว่าจะกลับ พอคุณตาเสีย เลยมองหาอะไรทำ เพราะค่อนข้างว่างตั้งแต่ช่วงดูแลคุณตา ประมาณนี้ คุณแม่เลยมองหาอะไรที่อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องไปสมัครงาน ท่านเลยคิดถึงผ้าย้อมครามขึ้นมา บ้านมอญตั้งแต่คุณทวดหรืออะไรเขาทำมาตลอดอยู่แล้ว แต่พอมายุคคุณยายมอญมันไม่มีใครทำแล้ว เหมือนมันหายไปแล้ว ทีนี้คุณแม่เคยเห็นคุณยายเอากระโปรงผ้าย้อมครามมาให้ใส่ สมัยเรียน มช. เลยเกิดการอยากฟื้นขึ้นมา ณ เวลานั้น เพราะตอนนั้น ยุคคุณยาย ผ้าย้อมครามคือหายไปเลยจากสกลนคร เรียกได้ว่าไม่มีใครทำเลย มันเริ่มจากตรงนั้นค่ะ“แม่ฑีตา”  ซึ่งต่อมา ณ ปัจจุบัน ตอนนี้มอญก็เป็นหัวหลักของ Brand ค่ะ



ความต่างของผ้าครามและผ้าฮ่อมเป็นอย่างไร รวมถึงกระบวนการทำของครามนั้น
เป็นอย่างไรบ้าง

ครามคือสีย้อมผ้าอย่างหนึ่ง จากต้นคราม ฮ่อมก็คือมาจากต้นฮ่อม กระบวนการถ้าเอาแบบดั้งเดิม ซึ่งเราก็ยังทำแบบนั้นอยู่ ซึ่งยากมาก ครามมันเป็นสีที่เกิดจากการหมักจุลินทรีย์ เราต้องสร้างระบบ organism จุลินทรีย์เราก็ต้องเลี้ยงดูมัน ความเป็นกรดเป็นด่างทางธรรมชาติ ซึ่งเราไม่ใช้สารเคมีเลย ความด่างทางธรรมชาติ เช่นน้ำด่าง เราก็เอาต้นกล้วยมาเผาเป็นถ่านซึ่งก็จะกลายเป็นน้ำด่างธรรมชาติ ตัวเป็นกรดจากปูนกินหมาก หรือน้ำมะขามเปียก ซึ่งทุกอย่างเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ค่อยข้าง Raw มาก การที่เอาทุกอย่างมาเปลี่ยนสภาพเป็นย้อมครามได้ นั้นค่อนข้างใช้เวลานาน ซึ่งเราก็ยังทำแบบนั้นอยู่ อย่างหมักปลาร้าเลยเราก็ต้องหมักนาน แบบนั้นเลย และเราไม่จ้างใคร เราทำทั้งหมดในบ้านเราเอง แต่จากทำแต่ในบ้นเราเองเราก็ขยาย การมักจุลินทรีย์ ไม่ได้หมักได้ทั้งวันตลอดเวลา อาจย้อมวันหนึ่งได้ 3-4 ครั้ง ไม่ได้ย้อมได้ตลอดเวลา มันใช้เวลา คุณแม่เลยขยายเครื่อข่ายชุมชมเป็นแม่บ้าน ให้ย้อมและส่งมาให้เรา





แล้วจริงๆเรียนอะไรมา อะไรที่ทำให้อยากหันมาทำ "แม่ฑีตา" ได้
เราเรียนบริหารระหว่างประเทศมา และเรียนแฟชั่นดีไซน์ต่อที่ CIDI อีก 2 ปี ตอนช่วยงานแม่สมัยเมื่อประถมเราเห็นวงการของผ้ามาตลอด เห็นปัญหามาตลอด มันดูไม่มีอนาคต คงจะจบ คงจะขายไม่ได้ ผ้าย้อมครามของเรา พอเราเริ่มเรียน ม.ปลายไป เราก็มองว่า จริงๆมันเป็นกิจการที่เป็นธุรกิจที่มีอนาคต หลังจากที่เราได้ไปต่างประเทศ เราได้เห็นว่าวัตถุดิบที่เรามีมัน High Quality มากเลยนะ เพราะเราไปเห็นผ้าคราม Indigo ที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นที่เราไป คือตอน ม.5  เราก็ไปเรียนภาษาเหมือนเด็กทั่วไป ญี่ปุ่นมันเป็นประเทศครามๆ ถูกไหม ผ้าครามที่นู้นโคตรแพง สูงส่งมาก มีค่า เราก็คิดเล่นๆแบบเด็กๆว่าบ้านเราก็มีคราม ทำส่งญี่ปุ่นไหม แค่นี้ก็ได้เงินแล้วไม่ได้ทำอะไร เราคิดแค่นั้นแหละแต่ก่อน เพราะตอนนั้นญี่ปุ่นมันมีงานไทย Festival อะเนอะ เราก็ไป มันมีขายทุเรียน มะม่วง ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดแค่ผ้าย้อมคราม เพราะที่สกลก็มีมะม่วงอะไรอย่างนี้ อยากปลูกมะม่วงส่งออก เราก็คิดและอยากทำหลายอย่างมากตอนนั้น พอขึ้นมหาลัยเราก็เริ่ม ไม่อยากเพ้อฝันมากเกินไป เราก็เลยเลือกผ้าย้อมครามที่เราน่าจะต่อยอดได้อีก



ผ้าคราม Indigo หรือ ผ้ายอมครามที่ญี่ปุ่นฮิตมากเลยหรอ
ไม่ได้ฮิต มันดูแพง มันดูสูงส่ง ไม่ได้โดนดูถูกแบบคนไทย ลองมองย้อนถาม เมื่อหลายสิบปีก่อนมีใครรู้จักผ้าย้อมครามไหม แค่ผ้าฝ้ายไทย ผ้าทอมือ เด็กไทยก็ร้องหยีกันทุกคนแล้วพอเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ส่วนในตลาดแฟชั่นยุคก่อนการเอาผาย้อมครามผ้า Handmade มาใช้แทบไม่มี ส่วนใหญ่ยุคนั้นก็เป็นผ้ายีนส์ ผ้าปริ๊นท์ลาย เราก็จะเห็นได้จากหลายๆแบรนด์  เช่น GreyHound, Flynow หรือ Brand ที่ Topๆ ไม่มีตลาดของผ้าทำมือหรือทอมือเลย



สรุปแล้วที่ญี่ปุ่น ผ้าย้อมครามนี่ดู Hiso ใช่ไหม
ที่ญี่ปุ่นมองว่ามันดีมันน่าเคารพ เขาไม่ดูถูกของของเขา ถ้าเขาพูดถึงผ้าย้อมคราม เขาก็จะมองแบบโหมันดี ถ้ามองในแง่คนไทยสมัยก่อนนะไปออกบูธกับแม่ วัยรุ่นไทยเดินผ่านก็หยีเลย บอกผ้าสีตกบ้าง ย้อมครามใส่แล้วร้อนบ้าง คันเปล่าบ้าง ผ้าชาวนาบ้าง ได้ยินมาตลอดสิบยี่สิบปี ที่เรามีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เดี๋ยวนี้ใครเดินผ่านก็สนใจมากขึ้น มีดีไซน์เนอร์เดินเข้ามาคุยกับเราหลายคน มีคนรุ่นใหมาสนใจมากขึ้น เขาคงมองว่าเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่น่าสนใจละมั้ง



มันเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม เพราะอะไรคนถึงหันมาสนใจผ้าครามมากขึ้น Trend มันมาได้ยังไง
ใช่ค่ะ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมากเลย ผ้าย้อมครามมันเหมือนกับนิยาม Global Warming ที่เป็นกระแสหลักของโลกตอนนี้ และมันเป็น Trend ต่อมาจากที่คนหันมาขี่จักรยาน ใช้ถุงผ้า ผ้าครามมันก็ต่อมาจาก Trend ดังกล่าวค่ะ เป็นTrend ที่อยู่ได้โดยไม่ใช้พลังงาน ซึ่งมันมาในอนาคตอยู่แล้ว การทำครามก็คือ การที่เราอยู่ได้โดยที่เราไม่ใช้พลังงานนั้นแหละ ซึ่งมันก็เป็น Trend ที่อยู่ได้ในอนาคตอยู่แล้ว
 
 



เราต่อยอดอย่างไรจากรุ่นก่อน
มอญรับช่วงต่อมาจากคุณแม่คุณยาย วิถีชีวิตของชาวบ้านคือทอผ้าใต้ถุนบ้านและก็ขายผ้า แต่มอญเห็นปัญหาว่าผ้ามันขายไม่ได้  เราต้องเปลี่ยนเป็นห้องเสื้อ เลยต้องเปลี่ยนมาทำเสื้อผ้า ซึ่งมันก็ไปได้ดีจริงๆ คนก็หันมามองมากขึ้น มากกว่าการขายผ้าเฉยๆการที่เราทำให้ผ้ามันถูกขายในวิธีที่เบสิคที่สุด เป็นอะไรที่คนเข้าถึงได้ดีที่สุด เราเลยทำเสื้อผ้าออกมาให้ปกติสุด ขายยาวแขนสั้นไม่ได้ยุ่งยากเพียงแต่ใช้ผ้าเราที่เป็นเอกลักษณ์ รูปแบบก็เป็นแบบที่คนใส่ได้ ในชีวิตประจำวัน พอมันเป็นสำเร็จรูปมากขึ้น ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นด้วยต้องยอมรับ



จริงหรอที่ Costume เรื่อง Troy ซื้อผ้าเราไปตัดเป็นเสื้อผ้าเพื่อใช้ในหนัง
สมัยมอญเด็กๆ เพื่อนสนิทคุณแม่สมัยเรียน มช. เจอคนจากเรื่อง Troy เขาไม่ได้บอกหรอกว่าเขาเป็นใคร มาจาก Hollywood หรือเปล่า ก็เหมือน Tourist ทั่วไป ตอนนั้นร้านผ้าเพื่อนคุณแม่มีผ้าของเรา ชาวต่างชาติคนนั้นเขาเห็นผ้าเรา เขาก็ได้ซื้อไป ซึ่งผ้าชิ้นนั้นก็มีผืนเดียวซึ่งคนทอก็เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นลูกค้าต่างชาติก็โทรมาบอกว่า “ผ้าในหนังนั้น ผ้าของ You นะ!”  ซึ่งก็ใช่จริงๆ มันก็เกิดเป็นกระแสขึ้นมาเลยนับจากนั้น





แสดงว่าเขาก็รู้จักผ้าเราดีใช่ไหมคนที่โทรมา

ลูกค้าต่างชาติจะรู้จักผ้าเราดีกว่าคนไทยเสียอีก อย่างที่บอกไป Perception ของคนไทยกับ
ต่างชาติ เกี่ยวกับผ้าเราต่างกันมาก แต่ส่วนใหญ่เริ่มแรกเขาไม่ได้รู้จัก Brand เราก่อนนะ แต่เขา
รู้จักผ้าชนิดนี้ ถึงได้มารู้จัก Brand เราต่างหาก ต่างชาติเขาจะมีความรู้เรื่องฝ้ายมากกว่าเรานะ
คนไทยอาจจะไม่เคยถูกเรียนถูกสอนในห้องเรียนในเรื่องนี้ มันไม่ได้มีในหลักสูตร ก็ไม่แปลก
แต่ฝรั่งเขารู้นี่สิ เขาเดินมาเขารู้เลยว่านี่คือ  Indigo ฝ้ายธรรมชาติ มีคุณสมบัติแบบไหน
ดีต่อร่างกายอย่างไร นั้นคือ มันมีคุณสมบัติในการปรับอุณหภูมิอุณภูมิร่างกายได้ดีมากๆ
เมื่อร่างกายเย็นมันจะปรับอุณภูมิเราให้อุ่นขึ้น ถ้าร่างกายเราร้อนมันจะปรับให้ร่างกายเราเย็นลง
มันเป็นเรื่องที่ต่างชาติรู้ เขาไม่เคยถามเลย ต่างจากคนไทย
 
แล้วชาวต่างชาติส่วนใหญ่รู้จักเราได้อย่างไร
เราออกงานบ่อย และมีทั้งสื่อออนไลน์ด้วย เราพยายาม Marketing  หลายช่องทางมาก ฝรั่งเขา
จะเล่น Social  Media เขาก็จะเจอเราจากในนั้นด้วย หรืองานที่เราไปออก พวกงาน Fair ต่างๆ
ชาวต่างชาติก็เยอะมาก ทำให้เราเจอคนต่างชาติบ่อย มีมาเดินตลอด แต่คนที่มาเจอเราแล้วเกิด
การซื้อขายอย่างชัดเจนที่สุดคือใน Instagram ค่ะ
 
เราเป็นหนึ่งเดียวเลยหรือเปล่า
ตอนที่เราทำเรามั่นใจว่าเราเป็นเจ้าเดียวและเจ้าแรก อะไรที่มันดีมันก็เหมือนไข่เค็มอะ
อะไรที่มันดีมันฮ็อตมันก็ฮิตและคนก็เริ่มทำกันทั่วจังหวัดอะค่ะ
 
อะไรคือเอกลักษณ์และจุดต่างของเราเมื่อเทียบ Brand อื่นๆ
เรื่องของ texture ของผ้า ความไม่เรียบ ความทำมือ ความไม่สม่ำเสมอของลายทอ ที่เราคิดค้น
ขึ้นมา และเอาลายโบราณกลับมาอีกครั้งพร้อมกับปรับให้เข้ากับความเป็นสมัยใหม่ ซึ่งไม่มีใคร
ทำแบบเราแน่นอน มันเป็นผ้าทอแบบเส้นยืนเส้นพุ่งให้มันต่างกัน เล่นเส้นใหญ่เส้นเล็กให้สลับกัน
ไม่ให้มันเป็นผ้าเรียบๆ



ใครคือตลาดของเรา และเราเจาะกลุ่มตลาดอย่างไร
เราไม่ได้มองที่อายุคน แต่เรามองที่ LifeStyle มากกว่า มอญมั่นใจว่าคนที่ชอบของแบบนี้มักจะ
เป็นคนที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง ซึ่งเขาจะไม่ตามเทรนส่วนใหญ่เท่าไร เรามีหน้าที่ของเรา
ในการประกาศว่าเรามีตัวตนอยู่ เราก็ใช้สื่อSocial และสื่อ online เข้าไปให้ถึงคนพวกนั้นเท่านั้นเอง
 
ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ฑีตาของเรากำลังก้าวขึ้นสู่ในขั้นกว่า เพราะเข้าถึงกลุ่มต่างชาติ
เอาจริงๆตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์มอญมองแต่เริ่มว่า อยากให้ต่างชาติมาเป็นกลุ่มลูกค้า ไม่ได้ตั้ง
ความหวังกับคนไทยเลย ไม่ได้มองว่าจะขายในตลาดไทย ด้วย Trend  ที่มันมา บางทีมันมาจาก
ต่างชาติด้วยซ้ำ แล้วคนไทยถึงหันมามอง และเห็นความสำคัญของมันจริงๆ ตอนนี้เรากำลังจะได้
ไปบังกลาเทศ กับศูนย์ศิลปาชีพ เป็นงาน Future Fabric มี 8 ประเทศ เราก็เป็นตัวแทนประเทศไทย



จุดสูงสุดของแม่ฑีตา คืออะไร?
อะไรเป็นตัวกำหนดว่าเราจุดสูงสุด? ฮ่าๆ...อาจจะใช่ในส่วนหนึ่ง และก็อาจไม่ใช่ส่วนหนึ่ง ตอบยาก
ตอนในยุคของคุณแม่ตอนนั้นก็จะมีกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มของผู้สูงอายุที่ชื่นชอบมาก แต่ตอนนี้ตลาดมัน
Move อายุของคนที่ชอบของพวกนี้มันอายุน้อยลง Trend มันเปลี่ยนมันเปลี่ยนกลุ่มคนที่ชอบก็มี
การเปลี่ยนแปลงพอยุคเปลี่ยนไป ในยุคของคุณแม่ก็ถือว่าบูมเหมือนกันนะ แต่เป็นอีกคนใน
กลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งมันก็ต่างกันในแต่ละยุคนะ
 
ความฝันต่อไปของ “แม่ฑีตา” คืออะไร
อาจจะไม่ได้เคยคิดขนาดนั้นเนอะ แต่การที่เราให้รักษากระบวนการตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น รักษาให้มันไป
สู่อนาคตให้ได้มากที่สุด ซึ่งค่อนข้างยาก ถ้าเราสามารถรักษาสิ่งที่เรายึดถือมา  ไม่ว่าจะอุดมการณ์
จุดยืน จากคุณแม่คุณยายคุณทวด รูปแบบ การทำ ให้มันอยู่ได้ สามสิบ สี่สิบปี คนทอ คนย้อม
คือวงจรการทำผ้า ให้มันอยู่ได้นานที่สุด มอญก็ถือว่านี่คือจุดสูงสุดแล้ว



สุดท้ายฝากถึงคนที่ติดตามเราหน่อย หรือเพิ่งเคยเห็นเราเป็นครั้งแรก
สำหรับคนที่เพิ่งจะเคยเห็น ใครที่ไม่เคยรู้จักผ้าทำมือ บางคนอาจจะสงสัยว่ามันคันไหม
มันร้อนไหม มันหนาไหม มอญอยากจะบอกว่าผ้าหรือเส้นใยที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์คือ “ฝ้าย”
เพราะมนุษย์คือธรรมชาติ เพราะฉะนั้นธรรมชาติก็ต้องเข้ากับธรรมชาติที่สุด ฝ้ายที่ธรรมชาติที่สุด
คือผ้าที่ถูกปลูกด้วยมือคน ปลอดภัยต่อร่างกายหรือควรใส่มากคนที่สุดแล้ว คนคิดแต่ว่า
ฝ้ายเส้นใหญ่มันร้อนหรือเปล่า ไม่เกี่ยวนะ ฝ้ายก็คือฝ้าย ฝ้าย cotton 100% ที่คนชอบกัน
คนบางคนคิดว่าฝ้ายอุตสาหกรรมที่บางๆ คือโคตรดี จริงๆไม่ใช่เลย วิธีธรรมชาติน่ะดีที่สุด
อยากให้คนปรับ Mindset ตรงนี้

และ ขอบคุณจริงๆ ที่เราขายได้ พูดจริงๆที่เราขายได้เกิดจากคนที่ติดตามเราตลอด ที่เราขาย
ได้ไม่ได้มาจากคนที่เพิ่งเดินมาเจอเราแล้วซื้อเลยแบบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ติดตามมาจาก
Instagram หรือเจอเราใน  Social Media มากที่สุด บางทีอาจจะทำอะไรไม่ถูกใจ การพูดจา
หรือการตัดเย็บ เราก็จะพัฒนาต่อไป ให้ดีขึ้น ขอให้กำลังใจกันไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งทิ้งกันนะ









ติดตามเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/Maeteeta
http://www.instagram.com/Maeteeta  หรือ @Maeteeta
( ขอบคุณรูปบางส่วนจาก : https://www.facebook.com/Maeteeta และ คุณมอญ)
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
อรภา พิชัยกุล
ถ่ายภาพ
อรภา พิชัยกุล
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เสพสื่อออนไลน์ หรือใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ..แล้วเมื่อเจอคอนเทนต์ที่คุณสนใจ ภาพ หรือ วิดีโอที่คุณชอบ คุณก็กดเซฟมันเข้าเครื่องของคุณ หรือมาทำซ้ำ ดัดแปลง เพื่อแชร์ใหม่ด้วยแอคเค้าท์ของคุณเอง แทนที่จะเลือกกดแชร์จากต้นทางที่โพสต์ครั้งแรก…
"วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ" ภาพยนตร์สุดฮอตที่กำลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบอย่างถล่มทลายทันทีที่ออกฉาย