TALK

เลือกทำการตลาดอย่างไร เมื่อออนไลน์ไม่ใช่คำตอบเดียวของธุรกิจ

นรีรัตน์ อัครเลิศศุภรัฐ
11 ก.ค. 2560
ใครก็ตามที่ได้ติดตามบทความในคอลัมน์ Opinion ของเจาะใจออนไลน์เป็นประจำ ก็คงจะพอผ่านตาบทความของคุณกวาง-นรีรัตน์ อัครเลิศศุภรัตน์ มาบ้าง เธอเป็นครีเอทีฟมาร์เกตติ้งฟรีแลนซ์ อาชีพที่คน GenY หลายคนกำลังสนใจ และยังเป็นบล็อกเกอร์สาวที่คลุกคลีกับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์มานักต่อนัก  แต่เธอเองกลับพยายามย้ำซ้ำๆกับเราอย่างหนักแน่นอยู่ตลอดว่า “ออนไลน์ไม่ใช่ทางออกของทุกปัญหาทางการตลาด!” เราจึงต้องมาคุยกับเธอให้หายสงสัยในวันนี้

การทำงานของเรา คือต้องสร้างอะไรที่มันแปลกใหม่กว่าเดิม ให้มันมีมูลค่ามากขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็เอาพวกเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของเราในแบบที่เขาก็ทำกันมา คือในด้านของครีเอทีฟแต่ว่าเอามาใส่ในเรื่องของ know how ใหม่ๆ ที่มันเป็น transmedia storytelling อะไรอย่างนี้ ก็ใส่เข้าไป มันเป็นยุคของการผสมผสานระหว่างหลายแพลตฟอร์ม มันเป็นยุคที่ไม่ได้อยู่ได้แค่แพลตฟอร์มเดียวแล้ว  ทุกๆแพลตฟอร์มมันมาซัพพอร์ตกัน  บางทีคนอาจจะคิดว่าพอทำคอนเทนต์อะไรซักอย่างในแพลตฟอร์มนึง  แล้วจะต้องละทิ้งอีกแพลตฟอร์มนึง ซึ่งมันไม่ใช่   ผู้ประกอบการยุคใหม่หรือคนที่ทำงานในวงต่างๆเค้าเริ่มเอาออนไลน์มาเป็นตัวปิดช่องโหว่ของธุรกิจของเขามากขึ้น

แล้วพูดได้เลยไหมว่า ออนไลน์มันเป็น mainstream ทุกวันนี้
สำหรับเรานะ ไม่ …ไม่เสมอไป  คือทุกอย่างมันมากกว่าหนึ่ง ต้องรู้จักใช้ให้เป็นมากกว่า

หลายธุรกิจ หลายผู้ประกอบการเค้าก็มักจะแบบมองว่า  ยุคนี้มันคือยุคของออนไลน์  เทให้เต็มที่เลย ไม่ต้องไปสนใจ On Ground ไม่ต้องไปสนใจอะไรแล้ว
ไม่ได้ๆ เราก็ต้องดูว่าสิ่งที่เราทำ สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ออนไลน์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก  เราจะเห็นว่าออนไลน์เดี๋ยวนี้ มันก็มี On Ground ด้วยอยู่ดี  มีไปโร้ดโชว์ไปอะไรอย่างนี้  สุดท้ายมันก็ยังมีโมเม้นต์อย่างนั้นที่ออกไปพบปะผู้คนตัวเป็นๆ  จะคิดว่าออนไลน์คือทั้งหมดของชีวิตเลยไม่ได้

อย่างในวงการมาร์เก็ตติ้งเนี่ย  เม็ดเงินที่เค้าซื้อสื่อ มันเทไปที่แพลตฟอร์มไหนเยอะที่สุด
ถ้า ณ ตอนนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าออนไลน์  แต่ที่ก็ยังมีอยู่ทั้ง On Ground, On TV  ทุกอย่างมันยังอยู่ แต่มันอาจจะเทไปทางฝั่งออนไลน์มากกว่า เพราะว่ามันเป็นเทรนด์อย่างนึง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเทรนด์

ถ้าพูดว่ามันเป็นเทรนด์  แปลว่าเดี๋ยวมันก็ไปอย่างนั้นเหรอ 
ไม่ได้หมายความอย่างนั้น  แต่ด้วยความที่มันอยู่ในมือของคนแล้วอ่ะ  แล้วมันฟรีไง  เราสมัครเฟซบุ๊กโดยไม่ต้องเสียเงิน  อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ก็ไม่ต้องเสียเงิน  ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะลงมาเล่นในแพลตฟอร์มนี้



แล้วคุณเอง  เห็นอิทธิพลที่ออนไลน์มีต่อผู้คน มากในระดับไหน  อย่างเมื่อก่อนเราจะโฆษณาอะไรอย่างนึงให้คนเห็นเนี่ย  ก็อาจจะเลือกบิลบอร์ด   ไม่ก็ซื้อสื่ออื่นๆ  รอจนกว่าจะออกทีวี กว่าจะได้เห็นโฆษณาแต่ละตัว  กว่าคนจะตัดสินใจ  ซื้อหรือไม่ซื้อดี แต่ทุกวันนี้มันง่ายกว่านั้นมาก
มีผลมากๆ คือเอาง่ายๆ เวลาเราจะไปซื้ออะไรสักอย่างหน้าเชลฟ์อ่ะ  เราต้องมีกดกูเกิลเสิร์ชว่า เฮ้ย มันมีรีวิว ตัวนี้รึเปล่าน้า  มีคนพูดถึงโปรดักส์ตัวนี้ว่าอย่างไร  มันมีผลมาก  มันสามารถชี้ได้ว่าเราจะซื้อตัวนี้ดีหรือไม่ซื้อตัวนี้ดีในด้านของผู้ประกอบการเหมือนกัน  ทุกวันนี้ที่ทำงานเราสามารถบอกได้เลยว่า เราจะขายตัวนี้หรือไม่ขายตัวนี้  เรามีวิธีของเราถ้าเราไม่ขายตัวนี้เราไม่พูดถึงเลยมันก็ขายไม่ได้  แต่ถ้าเราพูดไปว่า เฮ้ย เรากำลังขายตัวนี้โปรโมทตัวนี้ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรียกว่ามันเข้าไปอยู่ในมือของทุกคนแล้วอ่ะ  พอเราหยิบขึ้นมาเราเห็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งแรก ก็ไม่แปลกที่คนจะตัดสินใจซื้อ

แล้วทำไมคุณถึงยังบอกว่าออนไลน์มันเป็นแค่เทรนด์อยู่ล่ะ ในเมื่อคุณพูดเองว่ามันมีอิทธิพลมากในปัจจุบัน  ดูเผินๆเหมือนจะสำคัญที่สุดเลยรึเปล่า
เอาอย่างนี้นะ เราก็ต้องกลับไปดูในสิ่งที่เราทำ  อย่างเช่น  ถ้าเกิดว่าธุรกิจนี้ใช้ออนไลน์เป็นส่วนช่วยก็จริง  แต่เราก็โฟกัสที่ออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้  ถ้าเราเปิดร้านอาหาร หน้าร้านเราต้องเพอร์เฟก บรรยากาศจะต้องดี อาหารต้องอร่อย องค์ประกอบทุกอย่างต้องอยู่ในมาตรฐานของร้านอาหารที่ดี  สมมุติว่าถาร้านอาหารร้านนั้นรสชาติแย่มาก ห่วยแตก  ถึงจะใช้โซเชียลมีเดียไป  สิ่งที่ได้มันจะกลับเป็นลบทันที  เช่นคอมเม้นต์ว่า ร้านนี้ไม่อร่อยเลยอย่ามากิน อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่า ยุคนี้มันเป็นยุคของการผสมผสานทั้ง 2 อันเข้าด้วยกัน  ออฟไลน์กับออนไลน์มันต้องซัพพอร์ตกันและกัน

มีมั้ยที่ลูกค้าตั้งใจมาเลย ว่าจะให้ช่วยใช้ออนไลน์แก้ปัญหาธุรกิจอย่างเดียว
มีตลอด  แต่เราก็จะพูดเสมอเลยว่า  อย่าไปโฟกัสที่ออนไลน์อย่างเดียว  โฟกัสสิ่งที่คุณมีก่อนเป็นอันดับแรก ฉะนั้นเราก็จะไปดูก่อนว่าหน้าร้านมันเกิด crisis อะไรขึ้น  มันมีปัญหาอะไร  อย่างเช่นมีอยู่ร้านนึงที่เราทำการตลาดให้อยู่  มันอยู่ในหลืบ  มันอยู่ในทุ้งหญ้าที่มันไม่สามารถมีใครผ่านหรือไปเจอได้ (หัวเราะ) คือมันอยู่นอกเมืองซึ่งไม่ใช่ทางผ่านอะไรเลย เพราะฉะนั้นโจทย์มันก็คือ  ทำอย่างไรให้คนรู้จัก และมาร้านเขาได้ถูก เพราะตัวร้านของเขาคือทำค่อนข้างไว้ดีมาก  การตกแต่งร้านสวยงาม  เมนูอาหารดี วัตถุดิบดี นั่นคือผ่านเกรดของมาตราฐานร้านอาหารทั่วไปละ  ดีกว่าด้วยซ้ำแต่มันติดอยู่อย่างเดียว คือคนไม่รู้จัก มันทำเลไม่ดี  ฉะนั้นออนไลน์มันมีหน้าที่เข้าไปช่วยให้คนรู้จักมากขึ้น  เราก็เลือกใช้ช่องทางนี้ในการโปรโมทออกไปว่า  เฮ้ย ที่นี่มีร้านอาหารนะ มุมนั่งเล่นเป็นแบบนี้  อาหารเป็นแบบนี้  ถ้าจะเล่าในแบบทั่วไปมันก็จะดูไม่น่าสนใจ ฉะนั้นเราต้องถ่ายรูปออกมาให้มันดูน่าสนใจ  ใช้เทคนิคของการทำออนไลน์ ยิง Target  ให้ถูก  คือก็เริ่มจากวิเคราะห์ Target ก่อน เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าใครจะมากิน คนแก่ เด็ก วัยรุ่น ไม่งั้นเราจะไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วลูกค้าคือใคร

สุดท้ายเคสนี้สำเร็จไหม
สำเร็จค่ะ  ก็ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1-2เดือน  มันก็เริ่มมีกระแสเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ  ร้านเขาก็เป็นที่รู้จัก  คนออนไลน์เป็นประจำทุกวัน นั่งดูรีวิวนู่นนั่นนี่ เทรนด์นี้มันไปช่วยผู้ประกอบการได้มาก ถ้าเรารู้จักใช้เทรนด์ อย่างเช่น  รีวิวต่างๆ พันทิป วงใน อะไรแบบนี้ แต่ก็อย่างที่บอกไป เรียกคนมา แต่ถ้าหน้าร้านเอาไม่อยู่ คนก็มาครั้งเดียว สุดท้ายการมาก็ไม่ช่วยอะไร แต่ร้านนี้เค้ามีดีทุกอย่าง ปัญหาก็เลยจบ 

เท่าที่ทำมา ปัญหาที่เกิดจากส่วนไหน แก้ยากที่สุด
ปัญหาของทัศนคติของผู้ประกอบการ  ถ้าเขายังมี attitude ที่เราปรับยาก ยังเก่า ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน อันนี้คือยากที่สุด คืออย่างสมมุติถ้าหน้างานมันเชย ก็สามารถปรับให้มันเป็นแฟชั่นทันสมัยได้  รูปลักษณ์ก็แค่ ไปเลื่อยไม้ ไปตกแต่งได้ decoration อะไรใหม่ มันทำได้  แต่ attitude ของเจ้าของธุรกิจมันเปลี่ยนยาก มันเป็นสิ่งที่แก้ยากที่สุด



เคยเจอลูกค้าใจร้อนมั้ย เช่น มีโจทย์มาเลยว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นผลลัพธ์วันนี้พรุ่งนี้
เคยๆ ซึ่งเราก็จะบอกลูกค้าเลยว่าให้ ใจ  เราทำงานอย่าใจร้อน ใจเย็นๆแล้วค่อยๆเติบโตกับสิ่งที่มันกำลังเปลี่ยนแปลง ต้องไม่เร็ว ไม่ฉาบฉวย ไม่โลภ อันนี้คือสิ่งที่เราจะคุยกับลูกค้า  คือจริตเราเวลาทำงาน เราจะไม่เชื่อในอะไรที่มันเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว  อย่างเช่นการใช้ออนไลน์ช่วย สมมุติจู่ๆคนมาเต็ม แต่ถ้าหน้าร้านเอาไม่อยู่ล่ะ?  ผลเสียมันจะมากกว่าผลดี  มันเคยเกิดแบบนี้เยอะมาก ซึ่งเราไม่เชียร์ที่จะไปในเวย์นั้น  เราอยากให้ค่อยเป็นค่อยไป  ให้ผู้ประกอบการและลูกค้าของเขาเรียนรู้ไปกับปัญหาในแต่ละสเต็ป  ว่าเกิดแบบนี้จะต้องแก้ยังไง  มันไม่ใช่แค่ให้เราแก้คนเดียว เพราะสุดท้ายเขาก็ต้องทำด้วยตัวของเขาเองให้ได้  เพราะว่าเขาเป็นเจ้าของถูกไหม  เราจะไปทำตลอดไปได้ยังไง  สุดท้ายแล้วลูกค้าต้องสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

แล้วเรามีประกันไหม แบบเราจะกลับมา maintain ให้ทุกๆ 1-2 ปี อะไรทำนองนี้
(หัวเราะ)ไม่มีๆ ที่จริงมันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของแหละ  มันก็มีเคสที่แบบ ทำกันมาระยะนึง 6 เดือนแล้วก็จบ  ก็ไม่ต่อสัญญา ก็มีเหมือนกัน เพราะว่าเขาดังแล้วเขาก็อยากเอาไปทำต่อเอง(หัวเราะ) ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ว่าเออ เขาดังแล้ว  ไม่ใช่ว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่เห็นผล อันนั้นคือแย่

แก้ปัญหาให้คนอื่นมาเยอะ คิดจะทำธุรกิจของตัวเองบ้างไหม
มีๆ คิดๆ แต่วันนี้เรายังสนุกกับการที่เห็นสิ่งต่างๆมันยังสำเร็จไปทีละจุดๆ  เราแฮปปี้กับงานที่เราทำ นี่คืองานของเรา  เราเห็นมันเติบโต  มีคนบอกเราว่า งานเรามันเหมือนการที่เราไปคลอดลูกไว้  ไปฟักไข่ไว้ที่นั้นที่นี่ ซึ่งเราแฮปปี้ที่เห็นลูกเราเติบโต  คือเรามีหลักการทำงานเหมือนการเลี้ยงลูก  ถ้ารักลูกก็ต้องทะนุถนอมดูแล  ทุกวันนี้ทำงานแบบไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นอันดับแรก เพราะอันดับแรกคือสิ่งที่เราทำ ได้ให้กับคนที่มาจ้างเราได้มากน้อยแค่ไหน  เราให้เขาได้เท่าไหร่  เวลาทำงานมันเลยโฟกัสแค่งานว่าเราต้องทำงานให้ได้ดี  ต้องเลี้ยงลูกคนนี้ให้ดีให้ได้

…แต่จะว่าไป ที่จริงเราชอบทำอะไรพวกนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว  ตอนมหาลัยก็ขายของออนไลน์  ในยุคที่ยังไม่ค่อยมีคนทำ ทำตั้งแต่ปี 2551 หรือ 2550  ตอนนั้นจะมีเว็บชมพู  สาวๆทุกคนจะต้องเข้าเว็บนี้เพื่อไปดูของนู่นนั่นนี่ มันจะคือเว็บบอร์ดที่สามารถลงกระทู้ได้วันละ 1 ครั้ง ใครมีเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ใครมีก็ถ่ายมาขายกัน เราก็เริ่มต้นจากจุดนั้น คือแถวบ้านเรามันตลาดขายของมือสอง เราก็แบบไปคุ้ย  ด้วยความที่เป็นคนมีพื้นฐานความรู้เรื่องแบรนด์เนมอยู่ในระดับนึง เราก็จะดูออกว่านี่คือหลุยส์  นี่คือบาเลนซิเอก้าอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) เราก็เลยเลือกๆมา คือซื้อมาไม่กี่บาท แต่เรามาอัพราคาได้ไม่รู้กี่เท่าในตอนนั้น

ก็คือการย้อมแมวดีๆนี่เอง(หัวเราะ)
ไม่ได้ยอมแมว(หัวเราะ) เขาแค่ยังไม่ได้ทำความสะอาด  เราก็ทำให้ไง(หัวเราะ) อันนี้คือจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานออนไลน์เลยนะ ยุคนั้นออนไลน์ยังไม่บูมหนักขนาดนี้

แล้วขายดีไหม
ขายดีมาก สมัยเรียน ได้เดือนละสองหมื่น  ก็ถือว่าเยอะนะ เหมือนเป็นค่าขนม สนุกๆ  เราก็ได้เรียนรู้วิธีการเขียน  wording ที่จะทำให้คนสนใจในสินค้าเรา  การคุยกับลูกค้า การเคลมของที่มันไม่ดี อะไรอย่างนี้ เราก็จะมีประสบการณ์ตรงนี้มาระดับนึง  แล้วก็มีไปขายครีมด้วยนะ ตอนนั้นเขายังไม่มีขายครีมกัน เราทำลิปมันขาย ทำเอง เป็นพวก handmade  เอาขี้ผึ้งมาผสมอะไรอย่างนี้  ก็ไปซื้อวัตถุดิบ ไปถึงแหล่งเลย บรรจุภัณฑ์ก็ไปซื้อที่หลานหลวง แล้วเราก็จะรู้ว่าตรงนี้คือแหล่งวัตถุดิบในการขายทำคอสเมติก  ตรงนี้คือแบบที่ขายบรรจุภัณฑ์ 



เคยมีคนมาแบบพูดกับเราไหม ว่าทำงานอะไร ไม่เห็นมีต้นทุนอะไรเลย  จะคิดแพงทำไม
มีๆ  เราก็จะบอกว่า อย่าลืมนะ ว่ากว่าฉันจะมาถึงจุดนี้  ฉันไปขายของ ฉันเรียนมา ฉันมีความรู้ ฉันมีประสบการณ์ นั่นเป็นต้นทุนได้มากพอรึยัง   กว่าจะรู้ว่าการตอบคำถามลูกค้าในออนไลน์ในแต่ละประโยค ควรจะตอบยังไง  crisis ที่จะต้องแก้จะต้องทำอย่างไร  นั่นมันผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น  มันไม่ได้มีอ่านได้ในหนังสือ  มันเป็นศาสตร์ใหม่  ศาสตร์ใหม่ที่มันต้องผ่านประสบการณ์ของคนที่ทำงานจริง  ไหนจะอุปกรณ์ กล้องที่เราใช้  คอมพิวเตอร์ก็ต้องเก็บเงินซื้อ  รวมแล้วเป็นแสนๆ  แล้วเวลาที่เราทำงานไปทุกวันเนี่ย  ถ้าคิดเป็นชั่วโมง มันก็มีต้นทุนที่เราจะไม่ได้ออกไปทำอย่างอื่น ทุกอย่างมีต้นทุนหมดเลย ทุกอาชีพด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้นอย่าประเมินค่าแค่ว่า เห็นนั่งถูๆไถอยู่ในโลกออนไลน์แค่นั้นแกก็ได้เงินแล้วเหรอ(หัวเราะ)  ไม่นะ มันมีอะไรมากกว่านั้น ลองมาทำดูสิ

ทุกวันนี้ทำการตลาดให้ธุรกิจขนาดและรูปแบบใดบ้าง
มีหมดเลย  ถ้าเล็กก็อย่างร้านอาหาร  นี่คือสเกลเล็ก มีร้านอาหาร เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ที่เสริมอาหารเป็นโปรเจ็กต์ที่แบบโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ  ก็ทำให้ SME เป็น consult  มันมีหลายสเกล

คนสมัยนี้อยากจะเป็นฟรีแลนซ์ เพราะคิดว่าจะมีอิสระ เลยอยากรู้ว่า จริงๆแล้วความยากลำบากของการเป็นฟรีแลนซ์มีอะไรบ้าง  ถ้าเทียบกับการทำงานประจำ
เราคิดว่าความอิสระมันไม่มีอยู่จริงว่ะ  ทุกวันนี้ทำงานฟรีแลนซ์มันก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี เราได้เงินเขามา เราก็ต้องทำงานให้เขา เราไม่ได้มีอิสระขนาดนั้น คนเป็นเจ้าของธุรกิจก็ไม่ได้อิสระ แล้วคำว่าฟรีแลนซ์คืออะไรต้องไปตีความใหม่  เราอยู่ได้ด้วยการบอกต่อ แต่ถ้าเราไม่ดีก็ดับได้ด้วยการบอกต่อเหมือนกัน มันเป็นดาบสองคม เพราะฉะนั้นเราต้องมีวินัย มีความรับผิดชอบที่มากๆ ตื่นเช้ามาต้องรู้แล้วว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าฟรีแลนซ์จะสบายๆ  อย่าจำภาพที่ไปนั่งที่ร้านกาแฟเก๋ๆ ถ่ายรูปโพสต์  มันอาจจะมีรูปนั้นจริงแต่ก่อนรูปนั้นกับหลังรูปนั้นอย่าลืมว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง(หัวเราะ)  ฟรีแลนซ์มันใช้ความรับผิดชอบที่ค่อนข้างสูง เราไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวัน การมีวินัย ความรับผิดชอบ

คนเราจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อนทำกิจการตัวเอง เห็นยุคนี้เด็กจบใหม่ไม่มีใครอยากเป็นลูกน้อง ส่วนใหญ่อยากเป็นนายตัวเองกันทั้งนัน
ไปเป็นลูกน้องก่อนเถอะ  จำเป็นนะ  ไม่อย่างงั้นจะเริ่มต้นยังไง  tools มันจะมาจากไหน  ความรู้ ประสบการณ์จะมาจากไหน  เราจะตัดสินใจได้ยังไงว่าเราจะทำสิ่งนี้ ไม่ทำสิ่งนี้ เฮ้ย ไม่มีเบสเลยในตัวเอง ไม่มีอะไรเลย การคัดกรองไม่มีเลย  blank ด้วยความอยาก เราต้องไปเป็นลูกน้องคนอื่น โอกาสดีมากถ้าเราได้ขึ้นเป็นหัวหน้า เราได้ผ่านทั้ง 2 บทบาทเป็นลูกน้องด้วย เป็นคนที่คอนโทรลด้วยคนอื่นด้วยนั่นมันก็เป็นสิ่งที่ดี พอออกมาพอวันนึงตัดสินใจ บางคนอาจจะไม่อยากเป็นฟรีแลนซ์แล้ว เพราะฉันต้องการเป็นที่อยู่ในสังคมหน้าตา นั่นก็คือเส้นทางของเขาไม่ได้ผิดอะไร  แต่ก็ต้องได้ลองก่อนไง ถึงจะรู้ไงว่าอะไรดีไม่ดี



นอกจากทำการตลาดแล้ว คุณยังเป็นบล็อกเกอร์อีก มันต่างกันยังไง
จริงๆไม่อยากให้เรียกว่าบล็อกเกอร์ อยากให้เรียกว่ายูสเซอร์ เราคิดว่าบล็อกเกอร์ต้องมีความรู้ของเฉพาะด้านนั้นๆ เช่น บิวตี้บล็อกเกอร์  ก็ต้องมีความรู้ว่าไพรเมอร์คืออะไร ลงส่วนผสมอะไร  มันต้องรู้อย่างฉะฉาน ของเราอ่ะมันคือยูสเซอร์ที่ไปลองกินลองใช้สิ่งพวกนั้นมา  ดีไม่ดีก็มาบอกในฐานะของคนใช้  ไม่ใช่คนรู้  เป็นการรีวิวเสียส่วนใหญ่

แต่เราก็หวังผลใช่ไหม ว่าเว็บไซต์เรามันจะสร้างรายได้ให้เรา
มันก็สร้างรายได้ให้ตัวมันเอง  เราไม่ได้ติดโฆษณาในนั้น เราขายคอนเทนต์เป็นหลัก สิ่งที่เราทำอยู่ในการที่เราออกไปรีวิวเอากลับมาเขียน มันคือ value ที่ซัพพอร์ตในการทำงาน อย่าตีเป็นตัวเงิน แล้วก็มีเพจ Jazzy Kwang and friend เพจนี้นี่คือแบบ  ใจรักอยากทำมาก จะเป็นแนว energy space นี่ตั้งชื่อให้เป็นแรงบันดาลใจ  ทำให้คนแบบกระตุ้นฉุกคิดหรืออะไรทำให้เขาสามารถปิ๊งอะไรได้ซักอย่างก็น่าจะดีกับคนที่กำลังจะเข้าสู่วัย 30 แต่ไปๆมาๆก็ไม่ได้เขียนก็กลายเป็น quote คำคมขึ้นมา จริงๆคำคมมันก็เกร่อนะ ถ้าพูดกันตรงๆ แต่เราคิดว่าสุดท้ายแล้ว ยุคสมัยนี้ถ้ามีใครไปสะกิดไปเตือนไปบอกเขาสักหน่อย ผ่านคำอะไรก็ได้ ถ้ามันประโยชน์ก็ทำไป

แล้วเท่าที่คุณสัมผัส เรื่องอะไรที่คนส่วนใหญ่สนใจจะอ่าน
การพัฒนาตัวเอง ฮาวทู คนชอบอะไรแบบนี้มาก อย่างที่บอกไปว่าคนเรามันมีหลายบทบาท  ทุกวันนี้ มัลติแพลตฟอร์ม ไม่ว่าอะไรทุกอย่างมันเป็นมัลติหมด หนึ่งคนมันได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มันมากกว่าอย่างเดียว บทความพวกนี้มันเลยมีฟีดแบ็กที่ค่อนข้างดี มันอาจจะเป็นแค่เทรนด์นะ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเขาทำได้จริงๆมันก็ดีไง



มันน่าแปลกมากเลยว่าบทความเรื่องการถ่ายรูปแมวของคุณในเจาะใจออนไลน์ กลายเป็นเรื่องที่คนสนใจเข้ามาอ่านค่อนข้างมาก ทั้งๆที่เนื้อหามันค่อนข้างจะเบาและเฉพาะกลุ่ม สิ่งนี้สะท้อนอะไร
สะท้อนว่าเราสรุปอะไรไม่ได้ในโลกออนไลน์ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ทีนี้พอเราจับทางได้แล้วว่า อ๋อคนชอบแบบนี้ ถ้าแบบนี้คนจะไม่อ่าน   ถ้าย้อนกลับไปในด้านธุรกิจมันเหมือนกันเลย เพราะเราอ่านลูกค้าออกว่าลูกค้าชอบอะไร ลูกค้าเสพอะไรเป็นประจำ กินอะไร  การที่เราขายของออกไปยังไงเขาก็ซื้อถ้าเราตอบโจทย์เขาได้ บทความก็เหมือนกัน  เราจะเจอหลายๆเคสที่แบบ เจ้าของอยากทำฉันอยากทำนู่นทำนี่พี่ชอบ คำว่า พี่ชอบ นี่อันตราย อย่าลืมนะว่าเราขายของให้คนอื่น  ไม่ได้ขายของให้ตัวเอง คือผู้ประกอบการมักจะตกม้าตายตรงนี้  ตรงที่เอาความชอบของตัวเองเป็นที่ตั้ง

ไม่ดีเหรอ ถือว่ามี passion
ดีค่ะ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณต้อง blend หาตรงกลางให้เจอว่าคุณชอบอะไรแล้วตลาดชอบอะไร  การมีตรงกลางมันจะทำให้คุณทำธุรกิจได้แบบอยู่รอด



เป้าหมายของเราคือทำให้ธุรกิจเขาดีขึ้น ให้ธุรกิจเขา success แต่เราจะแยกความรู้สึกยังไง ระหว่างแก้โจทย์สำเร็จกับโลภต้องเอาอีก ต้องได้อีก เป้าหมายต้องทะลุ 10ล้านภายในปีนี้เท่านี้  อะไรแบบนี้
เอาโจทย์เป็นที่ตั้ง เขาต้องการอะไรแค่ไหน ดูความเป็นไปได้ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ทำโจทย์นี้ได้สำเร็จก็เสร็จไปขั้นนึง อยากได้อะไรต่อไปก็มาคุยกันเรามองในฐานะเจ้าของธุรกิจคนนึงและคนที่ใช้บริการคนนึง เราไม่ได้มองตัวเองว่าเราเป็นคนทำงานให้เขา ถ้าเรามองแบบนั้น เราจะแค่ทำงานไปทำให้มันเสร็จ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามองเราเป็นเจ้าของธุรกิจด้วย ถ้าฉันมีร้านอาหารแบบนี้แล้วมันออกมาเป็นแบบนี้ฉันจะแฮปปี้ไหม ถ้าฉันยังไม่แฮปปี้ฉันจะทำยังไงต่อ มันต้องมีสเต็ปอะไรต่อไป มันมีเคสที่แบบว่าโจทย์คือต้องการให้คนรู้จักเยอะๆมาเยอะๆ แล้วมาเยอะมาก เยอะแบบทล่มทลายแต่หน้าร้านเอาไม่ทันมันกำลังจะเกิดผลเสีย เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำอะไรต่อนี่คือโจทย์ต่อไปที่จะต้องทำเพราะอะไรมันถึงรับมือไม่ได้  ไปดูองค์ประกอบต่างๆมันเกิดอะไรขึ้น อย่าเพิ่งไปเบรกอะไรซะทีเดียว  อย่าเพิ่งไปโทษว่ามันคือผลของออนไลน์  อย่างที่บอกว่ามันคือการผสมผสานกันมันผสมตรงไหนมากไปน้อยไปก็ค่อยๆดูทีละส่วน  เราเคยเจอนักธุรกิจที่แบบว่าทำออนไลน์จะต้องได้เงินสิบล้าน ร้อยล้าน แต่อย่าลืมว่า business ของคุณคือออฟไลน์ หน้าร้านของคุณ ลูกค้าของคุณยังไงก็ต้องมีคนเดินเข้ามาไม่ใช่ออนไลน์อย่างเดียวแล้วจบซะที่ไหน   ดูให้มันคู่กันไป เงินที่เราลงทุนไปมันเยอะนะในการทำธุรกิจ มีต้นทุน มีความสี่ยง นี่คือเรื่องที่เราจะคุยกับลูกค้าเรื่อยๆ

อยากแนะนำอะไรกับคนที่เพิ่งเริ่มทำการตลาดในธุรกิจไหม
อย่าโลภ เดี๋ยวนี้โลกมันหมุนเร็วมากหยิบจับอะไรเป็นรายได้หมด  ทุกคนเป็นเน็ตไอดอล  เอาอะไรมารีวิวก็สร้างเงินสร้างทองได้ หยิบจับอะไรมาถ่ายรูปปุ๊ป ขายได้เลย โลกมันเร็วจนคนเราเสียสติ  เราไหลไปตามกระแสตามอะไรที่มันฉาบฉวย  สุดท้ายแล้วมันเข้าไปอยู่ในความโลภ เราโดนความโลภครอบงำมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน เราว่ายุคสมัยนี้ยิ่งมันเร็วมาก ก็ยิ่งต้องมีสติให้มาก ให้รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่  ไม่งั้นคุณจะถูกกลืนไปกับสิ่งที่เรียกว่าเทรนด์

คำแนะนำของคุณนี่มันไม่ย้อนแย้งกันไปหน่อยเหรอ การทำการตลาด นั่นหมายถึง คุณกำลังหว่านล้อมคนให้เชื่อตามนะ
เราไม่ได้หว่านล้อมคนนะ  การทำการตลาดสำหรับเราคือความจริงใจ อันนี้เราไม่ได้ตอบสวยๆนะ(หัวเราะ)  เราบอกลูกค้าของเรา  ว่าต้องจริงใจค่ะ จริงใจให้มากๆ แล้วคุณจะอยู่ได้นาน การโกหก การสร้างกระแส การทำให้คนหันมามองด้วยอะไรบางอย่าง มันแป๊บเดียวเท่านั้นแหละ  คนไทยลืมง่ายจะตาย  แต่ บางคนก็บอกนะว่าการตลาดก็คือการพูดไม่หมดอะไรอย่างนั้นอย่างนี้  แต่เอาเป็นว่า ถ้าคุณอยากอยู่ยาวๆ คุณก็ต้องจริงใจให้มากๆ แค่นั้นแหละ
 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / เพ็ญนภา อินทนิล
ถ่ายภาพ
วิรดา คูหาวันต์ / สุเทพ ศรีสมุทร์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เสพสื่อออนไลน์ หรือใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ..แล้วเมื่อเจอคอนเทนต์ที่คุณสนใจ ภาพ หรือ วิดีโอที่คุณชอบ คุณก็กดเซฟมันเข้าเครื่องของคุณ หรือมาทำซ้ำ ดัดแปลง เพื่อแชร์ใหม่ด้วยแอคเค้าท์ของคุณเอง แทนที่จะเลือกกดแชร์จากต้นทางที่โพสต์ครั้งแรก…