พิมพ์ จุฑาชิณี จันทรางกูร (PIMMIE JUNTRANGGUR)

คุณพิมพ์เป็นเด็กนอกแต่เด็กเลยหรือเปล่าคะ
ไม่เลยค่ะ เรียนที่เมืองไทยตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาตรี เราเป็นเด็กสายวิทย์-คณิตคนนึงที่เบนเข็มมาเรียนปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ เอกอังกฤษ โทละคร ที่จุฬาฯค่ะ
เรื่องการแสดงของเราเริ่มต้นยังไงคะ
ช่วงเข้าปี 1 เราได้เล่นละครทีวีเทิดพระเกียรติของจุฬาฯ แล้วหลังจากนั้นก็ได้เล่นละครเรื่องน้องใหม่ร้ายบริสุทธ์ ส่วนละครเวที เริ่มได้เล่นละครคณะช่วงปี 1 เหมือนกัน จากการช่วยเหลือของป้ารหัสคือพี่มาย เพียงไพฑูรย์ (เจ้าของโรงเรียน Spark Drama Studio) เอาจริงๆ ต้องขอบคุณพี่มายมากๆ เพราะเขาคือผู้จุดประกายความสนใจในละครเวทีและทำให้เรารักละครเวทีมาจนทุกวันนี้ หลังจากนั้นก็เล่นทั้งละครเวทีและทีวีควบคู่กันมาเรื่อยๆ แต่ว่าก็ยังไม่เข้าใจกระบวนการการสร้างตัวละครนะ อย่างตอนเล่นเป็นคนประสาทในละครคณะเรื่อง ประสาทแตก เราไม่เข้าว่าผู้หญิงมีปมมันต้องแสดงออกยังไง โรคประสาทเป็นยังไง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก็เลยใช้ตัวเองเล่นซะส่วนมาก

แล้วทำไมถึงได้ไปใช้ชีวิตที่อเมริกาคะ
เอาจริงๆไปเพราะความรักค่ะ (หัวเราะ) ฟังดูเหมือนละครไหม แต่จริงๆแล้ว มันก็มีสิ่งที่เราต้องแลกนะ เราต้องเลิกการแสดงไปเลย ซึ่งตอนนั้นเรายอม เพราะการแสดงยังไม่ใช่ Passion ของเรา ฝันของเราตอนนั้นมันยังไม่ชัด แล้วเราก็อยากไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศอยู่แล้วด้วย ก็จับพลัดจับผลูได้ไปอยู่ฮอนโนลูลู ที่ฮาวายค่ะ ก็คือไปช่วยแฟนเก่าทำธุรกิจที่โน่นค่ะ ก็อยู่ที่ฮาวายตั้งแต่ปี 2008 จนปลายปี 2010 แล้วพอเลิกกันก็ย้ายเมืองไปอยู่ที่ Washington DC ทำงานร้านอาหารไทยทั้งเช้าทั้งกลางคืน ทำอยู่นานมากจนวันนึงตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมชีวิตโคตรรันทดเลยวะ ทำไมไม่มีความสุขเลย จากนั้นจู่ๆ เราก็คิดถึงการแสดงที่เราเคยทิ้งไปขึ้นมา เราก็เลยเริ่ม Google หาโรงเรียนสอนการแสดงใน DC จนถูกชะตากับที่นึงคือ Studio Theatre DC ที่นี่แหละ คือจุดที่ทำให้ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป คือตอนแรกที่เริ่มสมัครเรียน เราแค่อยากมีอะไรอย่างอื่นทำนอกจากการทำงานในร้านอาหารทุกวัน แล้วก็อยากทดสอบตัวเองว่าเราจะทำได้มั้ยวะ คิดดูว่า การแสดงธรรมดาก็ยากอยู่แล้ว แล้วการแสดงเป็นภาษาอังกฤษล้วนเนี่ย ถ้าต้องจำบทเยอะแยะจะจำยังไง เอาง่ายๆคืออยากลองของแหละ
แล้วพอได้เริ่มเรียน เป็นยังไงบ้างคะ
เรียนคลาสแรกก็สอบตกเป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะ (หัวเราะ) เอ๋อไปเลย คือในห้องเรียนคลาสนึงมันมีแค่ 12 คน ถ้าคนสอนคิดว่าเราไม่สามารถผ่านไปยังคลาสที่สูงขึ้นได้ เขาก็จะให้เราเรียนซ้ำคลาสเดิมไปเรื่อยๆ เพราะเราจะได้ไม่เป็นตัวถ่วงคนอื่นๆในคลาส ซึ่งเรียนทั้งหมดสามปี เราสอบตกครั้งเดียว และบอกตัวเองว่าจะไม่ตกอีกแล้ว อาจจะเพราะเราจับทางการแสดงถูกมากขึ้นด้วย คือเราเห็นทางของการแสดงว่ามันมีสเต็ปชัดเจนเป็นข้อๆ 1 2 3 4 การแสดงไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่มันมีวิธีบอกชัดเจนว่าเราจะต้อง “ทำยังไง” ที่เหลือก็คือการหมั่นฝึกฝนตัวเอง

สิ่งที่ยากที่สุดของการแสดงคืออะไรคะ
จริงๆมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ ด้วยความที่เราไม่ใช่คนอเมริกันแต่กำเนิด เราจึงต้องเรียน Standard Stage Speech ซึ่งเป็นการเรียนการออกเสียงให้ชัดแบบเจ้าของภาษา เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าตัวละครต้องพูดชัด แต่เราพูดไม่ชัด เราติดสำเนียงไทยแม้แต่นิดเดียว ก็ถือว่าเราเล่นบทนั้นไม่ได้ ยกเว้นถ้ารับบทเป็น Immigrant (คนต่างด้าว) แบบนั้นได้ แต่.. มันก็คือการจำกัดโอกาสของตัวเอง เพราะว่าบทเฉพาะทางแบบนั้น มันจะมีมาให้แคสต์น้อยมากๆ ดังนั้น หากอยากเพิ่มโอกาสของตัวเอง เราก็ต้องพัฒนาภาษาอังกฤษของเราให้ดีเทียบเท่าคนอเมริกันให้ได้
มาถึงการออดิชั่นครั้งแรก ที่โน่นเค้าทำกันยังไงคะ
ก่อนจะได้ออดิชั่น เราต้องมีสองอย่างให้พร้อม หนึ่งคือ Head shot หรือรูปที่เค้าจะได้เห็นเราเป็นครั้งแรก สองคือเรซูเม่ ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ซึ่งจะต้องมีฟอร์แมทที่ชัดเจน ขนาดของกระดาษ ต้อง 8 คูณ 10 นิ้ว ไม่ใช่ปริ้นท์ลงอะไรก็ได้ และไม่ใช่การส่งเรซูเม่ทางอีเมล ส่วน Head shot นี่ก็งานละเอียดเหมือนกัน ค่าถ่าย 400-500 เหรียญนะ ต้องไปหาช่างภาพถ่ายโดยเฉพาะ ถ่ายเองไก่กาไม่ได้นะ แล้วก็ต้องถูกประเภทของมัน ว่างานนี้งานละครเวทีนะ งานนี้งานโฆษณานะ รูปที่เลือกก็ไม่เหมือนกัน
จริงจังขนาดนั้นเลยหรอคะ
ใช่ค่ะ เพราะมันคือด่านแรก บอกเลยว่า Head shot ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แล้วตามมาด้วยเรซูเม่อีกที
ถ้าเราไม่ทำตามเค้าล่ะคะ
ก็ได้นะ แต่ถือว่ายูไม่ Professional สมมุติเค้ามี 200 Head shots ที่ต้องดู เค้าไม่มาเสียเวลากับบางรูปที่ไม่ได้ตามมาตรฐานเค้าหรอกนะ จะบอกว่าเราเคยไปออดิชั่นงานนึง แล้วมี Casting Director 50 คน เชื่อไหมว่าเค้าให้เราเตรียม Head shot และเรซูเม่ไป 50 ชุด สนุกสนานเลยค่ะ (หัวเราะ)
แล้วการออดิชั่นผ่านไปด้วยดีไหมคะ
การออดิชั่นมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกก (ลากเสียง) เค้าให้เวลาเราแค่ 60 วินาที แค่นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้เรียกเข้าไปออดิชั่นทีละคนนะ นี่เข้าไปทีละ 5 หรือ 10 คน ว่ากันไป แล้วไหนจะอีก 150 คนที่รอต่อคิวอยู่ วอร์มเสียงแบบเสียงดังอลังการ ไม่มีใครสนใจใคร หันไปทุกคนคือคู่แข่ง ทุกคนมาเพิ่อสิ่งเดียวกัน เหมือนในหนังเลยจริงๆ คือใน 60 วินาทีนั้น เราต้องแนะนำตัวเอง แสดงสิ่งที่เตรียมมา หมดเวลาปุ๊บก็เซย์แต๊งกิ้ว แล้วเดินออก ไม่ได้มีการพูดคุยใดๆ มันกดดันมาก
เคยเห็นว่าของไทย ถ้าคนไหนน่าสนใจ จะได้ออดิชั่นนาน
ที่นี่ไม่ได้เลย ถ้าเค้าสนใจใคร เดี๋ยวเค้า Call back เอง ซึ่งก็คือหนูเข้ารอบค่ะลู้กกก ยินดีด้วยคุณได้ไปต่อ(หัวเราะ)
ที่โน่นมีเด็กเส้นไหมคะ
ไม่มีเลย ไม่มีแน่นอน อะไรคือระบบอุปถัมภ์เขาไม่รู้จักกันนะ คือต่อให้คุณรู้จักผกก. เป็นการส่วนตัว สิ่งเดียวที่คุณจะได้จากเค้าคือเวลาของเค้า ได้ไปยืนต่อหน้าให้เค้าออดิชั่น ยังไงคุณก็ต้องไปต่อสู้ด้วยความสามารถกับนักแสดงคนอื่นอีกเป็นร้อยที่โคตรเก่งและรอจะได้บทเดียวกับที่คุณอยากได้ใจจะขาด คุณไม่ได้จำเป็นต้องเก่งที่สุดนะ แต่คุณต้อง “ใช่” ในแบบที่เค้าตามหา

กลับมาที่การออดิชั่นครั้งนั้น เขามีบทการแสดง 60 วินาทีให้เราไหมคะ
ไม่มี คุณต้องเตรียมบทการแสดงเอง หา Monologue หรือบทพูดเดี่ยวเอง แล้วเอาไปแข่งกับคนอื่นเค้า อยู่ที่นี่ต้องขยัน ต้องไม่ท้อนะ เราว่ามันคล้ายลาลาแลนด์มากจริงๆ เรากล้าพูดเลยว่าโลกออดิชั่นมันโหดและกดดันมาก
แล้วมีอะไรที่เราต้องเตรียมตัวอีกบ้างคะ
การเป็นนักแสดงที่นี่คุณต้องมี 2 อย่าง หนึ่งคือคุณต้อง Master Your Craft รู้ว่าตัวเองมีอะไรดี แล้วฝึกตัวเองให้เริ่ด สองคือต้องศึกษา Business ด้วย เพราะ Acting is business here การออดิชั่นมันคืออีกโลกนึงเลย คนที่แสดงเก่งมากไม่ได้หมายความว่าจะออดิชั่นได้ มันคนละศาสตร์กันเลย คิดดูว่าคุณมีเวลาแค่ 60 วินาที คุณจะทำยังไงให้เค้าเลือกคุณ แล้วในเคสเรา เป็นคนเอเชีย แล้วยังเป็นผู้หญิงอีก บทให้ออดิชั่นก็น้อยอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ค่อยมีบทนำด้วย
อะไรที่ทำให้เราสู้ขนาดนี้คะ
สิ่งที่ทำให้กล้าออดิชั่นสู้กับคนที่นี่จริงๆแล้ว คือความกลัวนะ กลัวสู้ไม่ได้ก็เลยไปเรียน กลัวสอบตกก็เลยขยันเรียน แล้วก็ต้องทำการบ้านหนักกว่าคนอื่น แล้วพอเราเริ่มเข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ ก็เริ่มคลิกกับการแสดง เริ่มกล้าออดิชั่น แล้วก็ได้งานมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีบทเด่นอะไรมากมาย จนมาได้รับบทนำเป็น Edith ใน Edith Can Shoot Things And Hit Them นี่แหละ คือที่สุดแล้ว
ในที่สุดก็ได้รับบทนำ ยินดีด้วยจริงๆนะคะ เล่าให้ฟังหน่อยว่าได้ไปเล่นได้ยังไง
ก็เห็นการรับสมัครเองเลยค่ะว่าเค้ากำลังหาคนเอเชียมารับบทนำในละครเวทีเรื่องนี้ นี่ก็ตาลุกวาวเลย เพราะมันไม่ใช่บ่อยๆที่จะมีการมองหาคนเอเชียโดยเฉพาะแบบนี้ ส่วนมากเค้าก็จะต้อนรับทุกเชื้อชาติ เราก็เลยรีบส่ง Head shot กับเรซูเม่ไป จากนั้นเค้าก็เรียกไปออดิชั่น วันที่ไปก็เจอคู่แข่งรวมๆแล้วประมาณ 70 คน จาก 3 บท โชคดีหน่อยที่คราวนั้นเค้าให้เข้าไปออดิชั่นทีละคน เราก็เตรียม Monologue 60 วินาทีของเราไป เป็นบทละครเกี่ยวกับการฆาตกรรมลึกลับซับซ้อนที่เรารวบรวม แต่งเติมเอง จะได้มั่นใจว่า บทนี้มันใหม่สำหรับเขา ไม่เคยเห็นใครเล่นบทนี้มาก่อน
นานไหมคะกว่าจะรู้ว่าเข้ารอบ
กว่าจะได้ Call back ก็สักสองสัปดาห์นะคะ แล้วเขาก็ส่งบทจริงส่วนหนึ่งมาให้เราเล่น แล้วเราก็ไปซื้อหนังสือเต็มมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจให้เห็นภาพรวมของเรื่องมากขึ้น จากนั้นก็เดินทางข้ามรัฐไปแคสต์อีกรอบ จนไปถึงก็พบว่าเรามีคู่แข่งทั้งหมด รวมเราด้วยคือ 4 คน ทุกคนออดิชั่นบทเดียวกัน อยู่รวมกันในห้องเดียวกัน ไม่มีการแยก นี่ยังไม่นับทีมงานอื่นๆ อีกหลายสิบชีวิตที่อยู่ในห้องๆนั้นรวมกันหมด
เค้าไม่คิดจะแยกห้องหน่อยหรอคะ กวนดีจัง(หัวเราะ)
คือเค้าจะทำทุกอย่างให้เสร็จในวันเดียว ในที่เดียว มันคือการออดิชั่นที่โหดที่สุดที่เราเคยเจอ เพราะคนรอบตัวที่บั่นทอนสมาธิเราเยอะแยะไปหมด แล้วเราได้ออดิชั่นเป็นคนที่สาม คิดดูว่า เราต้องมานั่งดูอีกสองคนก่อนหน้าเรา เล่นบทที่เราเตรียมมา แต่เป็นในแบบของเขา จนเราสับสนนะว่า แบบที่เราเตรียมมานี่ถูกป่าววะ แล้วความยากคือบทๆนี้มันคือบทเด็กอายุ 12 ขวบ มันแสดงออกมายากมากที่จะไม่ให้รู้สึกว่า ปัญญาอ่อน

หืมม แสดงให้เป็นเด็กอายุ 12 แค่ฟังก็ยากแล้ว
มันยากตรงไม่ให้ปัญญาอ่อนนี่แหละค่ะ แล้วเชื่อไหม สองคนก่อนหน้าเราได้แสดงจนจบที่เตรียมมา ส่วนเรา ได้แสดงแค่ 10 วินาที เท่านั้นจริงๆ ยังพูดไม่จบประโยคเลย เค้าก็พูดตัดขึ้นมาดื้อๆว่า “You’re free to go!” คุณกลับไปได้ ขอบคุณมาก ทั้งๆที่เค้าขอให้คนอื่นอยู่ต่อ นั่นแหละคือโมเมนท์ฟ้าผ่าที่สุดในชีวิต มันเหมือนตกใจ เสียหน้า เสียดาย ปนเปกันไปหมด
ไม่มีการถนอมน้ำใจกันเลยหรอคะ
ไม่เลย เหมือนฉากในลาลาแลนด์เลยค่ะ
เราถอดใจเลยไหมคะ
ถอดเลยค่ะจะเหลือหรอ (หัวเราะ) ถึงขั้นส่งข้อความบอกคนรอบตัวที่รู้ว่าเราจะมาแคสต์บทนี้ว่า อย่าถามถึงการแคสต์วันนี้นะ เพราะเราเฮิร์ทมากจริงๆ ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น

แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นคะ
เราก็พยายามลืมๆเรื่องนี้ไป แต่พอผ่านไปสักสัปดาห์ ก็มีอีเมลจากโรงละครที่เราไปแคสต์ส่งมา เราก็คิดว่าคงเป็นอีเมลขอบคุณตามมารยาทที่เราไปออดิชั่น แต่พอกดเปิดดูก็เจอคำว่า Congratulations! คุณได้รับบทนำเป็น Edith ในละครเวทีเรื่อง Edith Can Shoot Things And Hit Them โดยผู้กำกับ Sean Elias แว้บแรกนี่ไม่ได้ดีใจนะ คิดว่าเค้าส่งผิดแน่ๆ เพราะหัวข้ออีเมลมันเป็นชื่อละครอีกเรื่องนึง เหมือนเค้าลืมเปลี่ยนหัวข้อ อะไรแบบนั้น ก็เลยรอต่อ ยังไม่ตอบกลับใดๆ จนสักครึ่งวันผ่านไป เค้าก็ส่งอีเมลมาอีกฉบับว่า ขอโทษที่ส่งอีเมลมาแล้วลืมเปลี่ยนหัวข้อ คุณได้รับบทนี้จริงๆนะ โอ๊ย ดีใจมาก แบบดีใจปนตกใจ ปนแปลกใจ
เพราะตอนออดิชั่นเค้าตัดเราตั้งแต่ 10 วิแรกใช่ไหมคะ
ใช่เลยค่ะ แต่จะบอกว่า นี่เป็นบทเรียนสำคัญเลยนะว่าเราไม่ควรตัดสินตัวเอง เค้าอาจจะชอบเราใน 10 วินาทีก็ได้ หลังจากนั้นเป็นต้นมา เชื่อไหมว่าเวลาไปออดิชั่นอะไรก็มีความสุขมาก เดินเข้าไปก็ภูมิใจ เดินออกมาก็ภูมิใจ ส่วนเค้าจะชอบไม่ชอบ มันเรื่องของเค้า แต่.. ก็ยังคิดต่อนะ ว่าแล้วเราจะขับรถ 100 โลไปซ้อมทุกวันเป็นเดือนยังไงไหว งานก็ต้องทำ
การซ้อมและการแสดงตลอด 1 เดือนเป็นยังไงบ้างคะ
ก็สาหัสอะค่ะ หลังเลิกงานก็ขับรถ 100 โลจาก DC เพื่อไปซ้อมที่ Baltimore หนึ่งทุ่มถึงห้าทุ่มทุกวัน ส่วนเรื่องการซ้อมก็หนักตามที่คาด เข้มข้นและใช้สมาธิสูงมาก บทเป็นเด็กอายุแค่ 12 ก็จริงแต่ดราม่าหนักมาก และทุกครั้งที่ก้าวขาเข้าไปในโรงละคร เราจะเหนื่อยจะเครียดอะไรมา ต้องลืมให้หมดแล้วซ้อมต่อไป
เรื่องของกระแสตอบรับ แอบรู้มาว่าดีกว่าที่คาดเยอะเลย
ดีกว่าที่คาดมากจริงๆค่ะ เราได้อ่านบทวิจารณ์จากนักวิจารณ์ที่เขียนลงนิตยสารและเว็บไซต์ สิ่งที่ฟินที่สุดคือเราทำให้คนดูร้องไห้ไปกับเรา ร้องไห้ไปกับเรื่องราวการต่อสู้ของเด็กอายุ 12 คนนี้ได้ ส่วนอีกหนึ่งความฟินคือการที่คนใกล้ตัวมาดูแล้วเค้าลืมไปเลยว่าคนบนเวทีคือเรา แต่คือ Edith เด็กวัย 12 คนนี้จริงๆ แต่เราก็พยายามไม่เหลิงนะ เพราะตั้งแต่แรก เราย้ำกับตัวเองตลอดว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะมีโอกาสเป็นนักแสดงนำโดยที่เราเป็นคนเอเชีย เราต้องทำให้ดีที่สุด โดยพยายามให้คนดูเชื่อว่าเราอายุ 12 จริงๆ จนมาวันนี้เราทำได้แล้ว มันก็เหมือนปลดล็อคตัวเองไปอีกขั้น

แล้วทำไมเค้าถึงไม่หาเด็กอายุ 12 จริงๆมารับบทนี้ ทำไมถึงเป็นเรา
เพราะว่าละครเรื่องนี้ต้องการบอกเล่าเรื่องราวส่งไปถึงผู้ใหญ่ มันมีการตีความของตัวละครในมุมของผู้ใหญ่ เพราะงั้นเค้าเลยอยากได้ผู้ใหญ่มารับบทนี้ เรื่องราวมันเล่าถึงพี่น้องวัย 12 และ 16 ที่ถูกบังคับกลายๆให้ดูแลตัวเองตั้งแต่เด็กเพราะแม่ตาย ส่วนพ่อก็มีปัญหาในการคุยกับลูก เพราะฉะนั้นเด็กวัย 12 คนนี้ก็เลยพยายามที่จะเป็นผู้ใหญ่ แล้วพอตอนจบก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง บทมันค่อนข้างซับซ้อน และท้าทายมากๆ
แล้วหลังจากนี้ เราอยากจะท้าทายชีวิตของเราต่ออีกไหมคะ มองชีวิตตัวเองจากนี้ไว้อย่างไรบ้าง
การที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เรารัก มันต้องแลกด้วยสิ่งอื่นเยอะมาก ทั้งเวลา ทั้งเงิน ถ้าถามถึงความคุ้มเรื่องเงิน มันไม่คุ้มอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้น เป้าหมายระยะยาวของเรา คืออยากทำให้มันเป็นอาชีพได้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น มันก็ต้องแลกกันค่ะ ตอนนี้เรากำลังสร้างเรซูเม่ของเราให้สวยงาม และละครเวทีเรื่องนี้จะถูกดันขึ้นไปอยู่ด้านบนสุดของเรซูเม่ของเราทันที ทั้งหมดนี้มันเพื่อการที่เราจะได้ทำโปรเจ็คใหม่ๆ และอาจจะใหญ่ขึ้นในอนาคต จนสามารถทำเป็นอาชีพได้จริงๆ

แล้วตอนนี้ มีโปรเจ็คอะไรที่กำลังพยายามอยู่บ้างไหมคะ
มีหนังสั้นสองเรื่องค่ะ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับคนต่างด้าวในอเมริกาแบบเรานี่แหละ ส่วนละครเวที สัปดาห์ที่แล้วเราเพิ่งได้รับการเสนอบทในละครเวทีเรื่อง The Goodies ที่จะเล่นเดือนธันวาคมนี้ บทเรื่องนี้แปลกมากเพราะมันเป็น Devised piece หมายถึงว่าบทละครยังไม่มี แต่เป็นการที่นักแสดง 6 คนร่วมกันครีเอทงานนี้ขึ้นมาร่วมกับผู้กำกับ เป็นเรื่องราวในยุคสมัยก่อนที่ผู้หญิงถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มดแล้วโดนสังคมลงโทษ ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง และด้วยความที่ยังไม่มีบท มันจึงจะมีความจริงจากการที่เราได้สำรวจตัวเอง แล้วถูกดึงมาใช้เป็นชิ้นงาน
แปลก.. ใหม่ แต่น่าสนใจมากๆค่ะ และครั้งนี้จุดประสงค์หลักก็ยังเหมือนเดิม คือการเรียนรู้ ไม่ใช่เงิน ถูกไหมคะ
แน่นอนค่ะ เราเชื่อนะ ว่าสิ่งนึงที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตคือ Passion ไม่ใช่ทุกคนจะได้เจอ Passion ของตัวเอง วันนี้เราได้เจอแล้ว เราจึงขอสู้กับมันให้เต็มที่สักตั้ง เราเชื่อว่าคนเราไม่ควรตั้งเงินเป็นเป้าหมายในการทำสิ่งๆนึง เพราะคุณจะไม่มีความสุข หนำซ้ำคุณยังจะเฟลด้วย การไปออดิชั่น 100 ครั้ง ให้เตรียมใจเลยว่าจะมีคนปิดประตูใส่หน้าคุณ 99 ครั้ง แต่ทุกครั้งมันจะทำให้คุณแข็งแรงขึ้น ต่อให้ไม่ได้ ก็อย่าคิดว่าเสีย เพราะถ้ามัวแต่คิดว่าเสียเวลาก็จะไม่มีทางออดิชั่นได้จนถึงครั้งที่ร้อย แล้วไอ้ครั้งที่ร้อยเนี่ยแหละ อาจจะเป็นครั้งที่สำเร็จก็ได้ ทั้งหมดนี้มันคือการลงทุนกับตนเองโดยใช้เวลาและความสามารถแลกมา เหมือนเพลง The fools who dream ในลาลาแลนด์เลยค่ะ ตรงท่อนสุดท้ายที่ว่า “Smiling through it. She said she'd do it again.” ต่อให้มันจะลำบากล้มลุกคลุกคลานยังไง ถ้าให้กลับไปทำอีกรอบ ก็จะทำนะ ทำจนกว่ามันจะสำเร็จนั่นแหละ!



