TALK

“เพราะภาพถ่าย ไม่ใช่แค่ตัวประกอบของคอนเท้นต์”

เอกรัตน์ ปัญญะธารา
2 ส.ค. 2560
ย้อนกลับไปประมาณ 7 ปีที่แล้วที่มหานครนิวยอร์ก  ฟี่ - เอกรัตน์ ปัญญะธารา ช่างภาพหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง กำลังตั้งใจบันทึกภาพวิถีชีวิตของพระไทยในนิวยอร์กตลอดหนึ่งปีเต็ม  ในโปรเจ็กต์ที่เขาใช้ชื่อว่า  Personal หรือ “เรื่องส่วนตัว” 

5 ปีถัดมา ผลงานของเขาได้จัดแสดงที่วัดป่าแห่งหนึ่ง จังหวัดอุดรธานี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

และหนึ่งปีหลังจากนั้น นิตยสารที่คนทั่วโลกยอมรับร่วมกันในคุณภาพของเนื้อหา และแนวทางของภาพที่ชัดเจน อย่าง  National Geographic ก็ได้มีโอกาสต้อนรับช่างภาพหนุ่มผู้นี้  ในบทบาทของช่างภาพ และบรรณาธิการภาพแห่งนิตยสาร National Geographic ซึ่งนอกจากเขาเป็นหัวเรือใหญ่ของนิตยสารแบรนด์ดังที่ไม่มีใครไม่รู้จักแล้ว  เขายังเป็นศิลปินที่มีผลงานภาพถ่ายที่โดดเด่น และผู้ริเริ่มคอมมูนิตี้ดีๆสำหรับคนที่หลงใหลการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายอย่าง Sparkyourselevs และงาน One shot one Minute ที่กำลังไปได้ดีและสร้างมุมมองใหม่ให้การถ่ายภาพในชีวิตประจำวัน สนุก และมีความหมายมากกว่าที่เคย

และนี่คือเหตุผลที่เราอยากให้คุณรู้จักเขาไปพร้อมๆกัน



การเป็นช่างภาพของนิตยสาร National Geographic น่าจะเป็นความฝันของช่างภาพเกือบทุกคนที่มาสาย Documentary ตัวพี่ฟี่ก็เองมุ่งมาอย่างนั้นหรือเปล่า
น่าจะมุ่งหมายอย่างนั้นนะ เพราะเรารู้ตัวว่าเราอยากทำอะไรตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเรารู้แล้วว่าเราอยากทำอันนี้  เราแค่เลือกทางที่จะได้ทำมันให้ได้ ไม่ว่าด้วยทางไหนก็ตาม พี่อาจจะเป็นคนติงต๊องนิดนึง แบบ เหมือนกล้าได้กล้าเสีย พอเราเลือกปุ๊บ เราก็ไม่ลังเล แล้วก็ไม่คิดว่าเราจะทำไม่ได้

ทำไมต้องเป็น National Geographic
ก็เราไม่เห็นมีเล่มอื่นที่มันจะเล่าเรื่องด้วยภาพแบบนี้เลย มันโดดเด่นมากสำหรับเรา แล้วมันก็ติดตาเรามากๆมาตลอดตั้งแต่เด็ก

พอจะจำภาพนั้นที่ติดตาเราจนถึงวันนี้ได้ไหมคะ
มันอยู่ในเล่มรวมรูปยอดเยี่ยมอะไรประมาณนี้ มันเป็นรูปที่แบบ เหมือนคนถ่ายอยู่บนรถกระบะ แล้วหันไปถ่ายผ่านช่องมองข้างหลังของรถกระบะ  แล้วข้างหลังนั่นอะเป็นภูเขาไฟกำลังระเบิด  ซึ่งมันเหมือนมีลาวากำลังไหลมา  ซึ่งแบบ ถ้ากูอยู่ในรถนะ แม่งโคตรมันเลย(หัวเราะ)  มันเป็นภาพติดตาเรา  ทำให้เราอยากทำงานตรงนี้  อยากไปเดินทาง อยากผจญภัย แต่พอเราดูมากขึ้นเรื่อยๆ เราไปเจอรูปคนที่แบบ ทำไมแม่งถ่ายสวยจังวะ  ทำไมรูปคนมึงแบบไม่เห็นโฟกัสหน้าคนเลย  ไปโฟกัสผ้าบางๆที่อยู่ด้านหน้าที่มากับหมวกอ่ะ   แต่ mood มันแบบ เฮ้ย!  มันทำแบบนี้ได้ไงวะ ก็เลยทำให้รู้สึกอยากถ่ายรูปคน  เพราะตอนแรกจริงๆ ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปคนหรอก แต่ตอนนี้ไม่ถ่ายไม่ได้แล้ว



แล้วจริงๆ ก่อนหน้านี้ชอบถ่ายอะไรเป็นพิเศษคะ
ตอนแรกถ่ายวิวครับ  ชอบการเดินทาง อะไรอย่างนี้  แต่ตอนนี้ชอบถ่ายคน  ชอบมาก  ชอบแบบถ้าต้องเล่าเรื่อง  Landscape ก็จะต้องเอาคนเข้าไปใส่  ถ้าต้องเล่าเรื่องโลกร้อนก็จะเอาคนเข้าไปใส่ อะไรอย่างนี้

อะไรทำให้พี่ฟี่ชอบถ่ายคนคะ  เพราะว่ามนุษย์มันเชื่อมโยงกับทุกสิ่งหรือว่าอะไร
พี่ว่ามนุษย์มันเข้าใจง่าย มัน Touch กับเรามาก  มันก็คง Touch กับผู้อ่านง่าย  ต่อให้ไม่ถึงกับ  Touch ผู้อ่าน  แต่แค่มัน  Interact  กับคน มันน่าจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุดในความรู้สึกเรา  แล้วคนนี่แหละคือต้นกำเนิดเรื่องราว พี่ว่าเราถ่ายรูปเพื่อเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง เราทำงานศิลปะเพื่อบอกอะไรสักอย่าง  เราบันทึกเพื่อเล่าอะไรบางอย่าง  แล้วเราก็ไม่ได้มองด้วยนะ ว่ามันคือ Documentary ไม่ได้มองว่ามันคือ Street Photo ไม่ได้มองว่ามันคืออะไรทั้งนั้น  มันคือการบันทึก มันคือการเล่า ส่วนใครจะไปนิยามอะไรก็แล้วแต่ มันก็เฉพาะของเขา แต่พี่อยากจะหวังผลว่า มันจะดี ถ้ามันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมได้  บางโปรเจ็กต์แค่ให้ความรู้ บางโปรเจ็กต์ใช้ขับเคลื่อน  งานแต่ละชิ้นก็มีพลังที่ต่างกัน



มันมีกระบวนการยังไงบ้าง ที่ทำให้เด็กคนนึงที่ฝันอยากจะเป็นช่างภาพนิตยสาร National Geographic ได้เป็นช่างภาพและบรรณาธิการภาพของ National Geographic ในที่สุด
มันเริ่มจากการขอฝึกงานนู่นนี่นั่นกับรุ่นพี่  แล้วพอฝึกงานปุ๊บ มันก็บังเอิญที่พอเรามีความรู้  เราก็ทำได้  พอดีตอนนั้นโปรเจกต์ ธีสิสเราก็ได้มาตีพิมพ์ใน  National Geographic  ซึ่งพอมันมีเรื่องที่หนึ่ง มันก็จะมีเรื่องที่สอง สาม สี่ไปเรื่อยๆ    แต่มันก็ไม่ได้ราบรื่น ทุกอย่างสวยงาม ได้รับการยอมรับอะไรง่ายๆเลยนะ อย่างตอนนั้นที่พี่ส่งงานเรื่องแรกมาที่ NG  ทีมไทย  ก็ทำเลย์เอาต์ออกมา พอเราเห็นก็ เออ แฮปปี้ในระดับนึงแล้ว แต่พอส่งให้ฝรั่ง ฝรั่งมันรื้อใหม่หมดทั้งเรื่องเลย  แล้วเราก็แบบ เฮ้ย! รื้อทำไมวะ(หัวเราะ)   คือเราก็ไม่เข้าใจ ก็เลยอีเมล์ไปถามเขาว่า แก้ของเราเพราะอะไร  อะไรอย่างนี้  แล้วเขาก็บอกว่า ถ้าคุณดู คุณก็จะเห็นเอง .. ซึ่งตอนนั้นอะ ถามว่ากูดูแล้วกูรู้เรื่องไหม(หัวเราะ)

ท้อเลยมั้ยพอเจออย่างนี้  มันบั่นทอนความตั้งใจที่จะเป็นช่างภาพ  
ก็ไม่นะ อีกอย่างคือพี่ไม่ได้พยายามแค่ทางเดียว เรามีช่างภาพที่เราชอบ เราอยากไปเจอเค้า อยากทำงานกับเค้า จะทำยังไงล่ะ ก็มีอินเตอร์เน็ตใช่มั้ย ก็เสิร์ชไปสิ  อีเมล์แม่งคืออะไร  อีเมล์ไปหาแม่งเลย ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช่อีเมล์มันหรือเปล่า(หัวเราะ)  แล้วบังเอิญมันตอบมาเว้ย!  แล้วก็โคตรบังเอิญอีกที่แม่งกำลังจะมาเมืองไทย  บางทีหลายๆอย่างมันก็มี Timing ที่ดีของมัน  แต่ว่าพี่ก็ยังเชื่อในเรื่องของการทำ ถ้าเราไม่ทำ ถ้าเราไม่เดิน ถ้าเราไม่เริ่ม มันก็จะไม่ถึงจุดหมายอยู่ดี



ใกล้จะได้เป็นช่างภาพของ NG รึยัง
ยังๆ ตอนนั้นเขาก็มีช่างภาพประจำอยู่  แล้วพอดีตอนนั้นผู้ช่วยช่างภาพเขาก็กำลังจะออก  เขาก็มาถามเราว่าสนใจมาเป็นผู้ช่วยฯไหม เพราะเห็นเราเคยมาฝึกงาน
โอ้โห ช่างภาพที่เป็นรุ่นพี่มาชวนแบบนี้ ตอบตกลงแน่นอนใช่มั้ยคะ
ตอบว่าไม่เอาครับพี่ (หัวเราะ)

เพราะอะไรถึงปฏิเสธโอกาสครั้งนั้นคะ
ตอนนั้นเรารู้สึกว่า พี่ผู้ช่วยฯที่ลาออกไป เขามี Style ที่เหมือนกับพี่ที่เป็นช่างภาพสูงมาก  ซึ่งเราเชื่อนะ ว่าเวลาคนเราพอเวลาอยู่ด้วยกันนานๆมันจะมีความเหมือนกันด้วยอะไรบางอย่างแบบอัตโนมัติ แต่เราไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใคร  เราก็เลยบอกเขาไปว่า ถ้าเขามีตัวจริงอยู่แล้ว เขาจะเอาตัวปลอมไปทำไม

มันเกี่ยวไหมว่า ตอนนั้นเราไม่ได้อยากเป็นผู้ช่วย  แต่เราอยากไปเป็นตัวจริง
ก็น่าจะเกี่ยวแหละ เรามองว่าคาแรกเตอร์อ่ะสำคัญ  ถ้ามันมีคนที่บุกเบิกคาแรกเตอร์นี้มาอยู่แล้ว  เขาจะมาจ้างอีกคนทำไมวะ อะไรอย่างนี้   ซึ่งมันก็เป็นช่วงชีวิตนึงของเราที่ปากดี(หัวเราะ)

ทิฐิสูงอยู่รึเปล่าคะช่วงนั้น
ทิฐิสูงทุกช่วงนะ ตอนนี้ก็ยังสูง(หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นมันก็เป็นทิฐิที่สูงแบบ Open มากกว่า  มันจะมีบางคนที่แบบ ไม่เปิดรับเลย แบบที่ถูกต้องมีแบบเดียวเท่านั้น อะไรอย่างนั้น  แต่เราไม่ใช่



แล้วหลังจากที่เราปฏิเสธที่จะเป็นผู้ช่วยช่างภาพ National Geographic ไปแล้ว พี่ฟี่ทำอะไรต่อคะ
เราก็ทำสารคดีของตัวเองเรื่องล้านนาอีกเรื่องนึง  พอทำเสร็จก็ได้ตีพิมพ์ใน NG อีกครั้ง  แล้วเราก็ตัดสินใจไปนิวยอร์กเลย เพราะเรายากพัฒนางาน  อยากรู้ว่าฝรั่งมองเข้ามาเห็นอะไรในบ้านเรา

แล้วเป้าหมายการเป็นช่างภาพ National Geographic ของเราหายไปแล้วเหรอคะ
ไม่ครับ  ยังไม่หาย  แต่ตอนนั้นเรามองแค่ตัวงานก่อนเลย  มองแค่ skill ของเราก่อน  เราอยากไปเรียนรู้ อยากกลับมาพร้อมกับบทเรียนที่ดี ซึ่งพอเราไปอยู่ที่นู้นปุ๊บ  คือทุกอย่างมันมี step ของมันแหละครับ เช่นถ้าคุณจะเข้าไปที่ National Geographic Head Quarter คุณก็ควรจะมี structure ที่แบบ เป็นช่างภาพ National Geographic มาก่อน เขาถึงจะได้ refer คุณเข้าไปนู่นนี่นั่นอะไรอย่าง  ซึ่งนี่ก็อยู่ในเส้นทางที่เรากำลังเดินไป เราก็สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ 

ได้อะไรกลับมาจากนิวยอร์กบ้างคะ
เราเห็นแสงแบบใหม่  เราเห็นสีแบบใหม่ เราเห็นเมืองแบบใหม่ Culture แบบใหม่ สายตาที่เคยมองประเทศตัวเองมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปละ  มันเหมือนได้ตาใหม่ พอกลับมาบ้านเรา แล้วมองว่า โห ประเทศนี้มีอะไรน่าทำเต็มไปหมด เห็นแต่โอกาส เห็นแต่เรื่องราว เห็นแต่เรื่องเล่า เห็นแต่ความน่าสนใจ  คือถ้าให้พูดว่าได้อะไร 1  2  3  4  มันคงพูดไม่ได้หรอก  เพียงแต่ว่าพอเราไปเสพอะไรทางนู้นมา  มันทำให้เราเห็นว่าบ้านเรามีอะไรดี



แล้วในอีกมุมนึง  สายตาที่ไปเห็นโลกอื่นมาแล้ว  มันทำให้เราเห็นข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือช่องโหว่อะไรในประเทศนี้ไหม  
ก็มีนะ จริงๆมันมีอยู่แล้ว ทั้งข้อดี ข้อด้อย  ถ้าพูดถึง culture  มันเห็นชัดเลยว่าช่างภาพบ้านเราไม่ได้รับการยอมรับ คนจะชอบคิดเสมอว่า ภาพถ่ายคือส่วนประกอบของงานเขียน  คือที่นี่งานเขียนเป็นใหญ่  ถ่ายภาพไปประกอบงานเขียน  อย่างเรื่องล่าสุดที่ทำไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์   วิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพกับวิธีการเล่าเรื่องด้วยงานเขียนมันไม่เหมือนกัน  ในการเล่าเรื่องแต่ละเรื่องที่ต้องใช้ทั้งเรื่องและภาพร่วมกัน  บางที่ที่ไป นักเขียนได้งาน มันก็ไม่ใช่ว่าช่างภาพจะได้งานด้วยนะ  ต่อให้เล่าเรื่องเดียวกันก็ตาม  ยกตัวอย่างเช่น เราจะทำสารคดีเรื่อง “ชื่อบ้านนาเมือง” ที่บอกว่าเราตั้งชื่อสถานที่ตามชื่อคน อย่าง คลองยายเบียบ อะไรแบบนี้  คือสมัยก่อนมันเป็นอย่างนั้น ยายเบียบอาจจะเป็นกำนันแถวนี้  หรืออะไรก็ตาม เรื่องอย่างนี้จะเล่าให้เป็นงานเขียน มันเล่าได้ แต่ถ้ายายเบียบตายไปแล้วสาม Generation  ไม่มีใครอยู่แล้ว  นึกออกไหมว่ามันเล่าเป็นภาพไม่ได้(หัวเราะ)  นั่นแหละ แล้วพอคนไทยมี Mindset ว่าภาพมันจะต้องมาประกอบเรื่อง มันเลยทำให้ช่างภาพต้อง Follow นักเขียนอย่างเดียวเลย ไม่สามารถจะเล่าเรื่องด้วยภาพในแบบของตัวเองได้  ซึ่งเล่มเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่ก็ลองให้แยกกันไปทำ ปรากฏว่าก็โดนผู้อ่านด่า(หัวเราะ)  เขาบอกว่าภาพกับเรื่องไม่เห็นเหมือนกันเลย(หัวเราะ) 

แล้วพอกลับไทย จังหวะโอกาสมันมาตรงกันรึยัง
มันเป็นช่วงที่พี่ช่างภาพ NG ลาออกพอดี พอเขาออกปุ๊บ ตัวเลือกในประเทศนี้ เราก็รู้แล้วว่ามีอยู่แค่กี่คน  ทีนี้เขาก็มาทาบทามเรา ให้ลองเข้ามาคุย เราก็ลองเข้าไปคุย  มันก็เป็นเรื่องตลกที่ candidate ทุกคนที่เข้ามาคุย ที่ไม่นับเรานะ  เขาเป็นแบบช่างภาพใหญ่ๆ เป็นตัวท็อปๆของประเทศทั้งนั้นเลย

คิดว่าอะไรที่ทำให้เขาเลือกเรา
อาจเพราะว่าเรายังเด็กรึเปล่าไม่รู้ เกลี้ยกล่อมง่าย(หัวเราะ)  คงด้วยการนำเสนอ มุมมองที่มันใหม่กว่า เชื่อมั้ยว่าใน Portfolio ที่เราเอาไปนำเสนอ  มีรูปรับปริญญาไปด้วย (หัวเราะ) เฮ้ย จริงๆ รูปรับปริญญาที่ถ่ายให้คนอื่นนี่แหละ พี่มีความเชื่อตั้งแต่แรกว่าการเล่าเรื่องที่ดีมันไม่จำเป็นต้องสงคราม only อ่ะ  มันคือสิ่งรอบตัวที่คุณมองเห็น  พี่ชอบเรื่อง culture พี่ก็จะชอบอะไรที่แบบ เช่น ทำไมผู้หญิงไทย ไปถึงออฟฟิศปุ๊บต้องถอดรองเท้าส้นสูงเป็นรองเท้าแตะ  เออมันเป็น culture ที่น่ารัก  ทำไม messenger ไม่ใส่รองเท้าสวมไปเลยแทนที่จะใส่ถุงเท้าแล้วใส่รองเท้าแตะ นึกออกปะ  เออเขาอาจจะคิดแล้วว่าแบบนี้เรียบร้อย มันคือการบาลานซ์ทาง culture ของเขาแล้ว  พี่คิดว่าเรื่องพวกนี้มันน่ารัก เราก็เลยเอาแต่ภาพพวกนี้ไปโชว์



ตอนนั้นดีใจไหม  ในที่สุดก็ได้เป็นช่างภาพ National Geographic อย่างที่ฝัน
ดีใจนะ แบบ ได้แล้วโว้ยยย (หัวเราะ)  แต่คือพี่เป็นคนที่ยังรู้สึกว่า ยังรู้ไม่พออยู่ตลอดอ่ะ  มันยังไม่พอเลยเว้ย ทำไงวะ ก็แบบพยายามทำให้มันดีขึ้นๆทุกครั้งมาสามสี่ปีแล้ว

4 ปีที่พี่ฟี่มาทำ เป็น 4 ปีที่ทำให้ National Geographic เปลี่ยนไปหรือมีอะไรใหม่ขึ้นมากน้อยแค่ไหนคะ
นอกจากจะเปลี่ยนเพราะคนทำ มันเปลี่ยนด้วยยุคสมัยด้วยแหละ  พอยุคสมัยมันเปลี่ยนปุ๊บ  มันก็เปิดโอกาสให้เราได้คิดอะไรสนุกๆมากขึ้น  แต่พี่ไม่เป็นคนยึดติดกับวิธีการเล่าเรื่อง  ที่มันจะเป็นสไตล์นี้เท่านั้นนะ  จริงๆการเลือกใช้ช่างภาพฟรีแลนซ์  เรายังเลือกสไตล์ของเขาเลย  บางคนเหมาะกับแบบนี้  บางคนภาพแบบนี้แต่เราอยากได้วิธีการเล่าแบบใหม่ หรืออย่างเวลาเราเปิดหนังสือ  เราก็ดูแต่รูปด้วยซ้ำ เปิดนิตยสารเราไม่เคยดูเรื่องเลยนะ เวลาฟรีแลนซ์ส่งงานมา  เราดูรูปแรกรูปเดียว  ถ้ารูปแรกไม่น่าสนใจเราก็ไม่ดูต่อละ  เพราะเราถือว่าเขา sequent เรื่องมาไม่ดีพอ เลือกรูปเปิดเรื่องมาไม่เป็น

ในยุคที่คนอ่านนิตยสารน้อยลงอย่างน่าใจหายแบบนี้ National Geographic ได้รับผลกระทบอะไรมั้ยคะ
อาจจะด้วยความที่ National Geographic มันมีฐานสมาชิก  มีฐานคนอ่านที่เขายังเชื่อในตัวเรา  ถ้าจะว่ากันตามจริง สิ่งที่เราทำมันก็หาไม่ได้จากที่ไหน  มันก็เป็นคอนเทนต์ที่ทำยาก  คือหลายๆโปรเจ็กต์ทำกันนานมาก บางทีนาน 3-4 ปีเลยก็มี เพื่อคอลัมน์ๆเดียว อย่างเรื่องที่งานอนุรักษ์ที่ช่างภาพทำมานานละ แต่เรายังไม่ได้ไปบอกเขาว่าอะ ส่งได้แล้ว บางครั้งมันต้องปล่อยให้เขาตกผลึกในอะไรบางอย่างก่อนอะไรแบบนี้  ซึ่งแบบคอนเทนต์อย่างนี้มันค่อนข้างหายาก เรายังเชื่อว่าที่ผู้อ่านเขายังอยู่กับเรา ที่ยังไม่ได้หายไปไหน คงเป็นเพราะอะไรแบบนี้ด้วย

แล้วทาง NG มีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของคนอ่านในยุคนี้ยังไงคะ ต้องเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนเนื้อหาเลยมั้ย
ไม่เชิงเปลี่ยนเรื่อง  แต่เปลี่ยนวิธี เปลี่ยนฟอร์มให้ไม่ต้องเสียเวลากับมันนานมากนัก  อะไรอย่างนี้  พี่เชื่อว่าผู้อ่าน ทุกวันนี้ที่โลก suffer กับสิ่งที่มันเปลี่ยน พี่ยังเชื่อว่าผู้อ่านไม่เคยเปลี่ยนนะ ผู้เสพไม่เคยไปไหน  คนอ่านก็ยังเป็นคนอ่าน เพียงแต่ว่าเขาเปลี่ยนฟอร์มการอ่าน เขาเปลี่ยนวิธีการเสพ ถ้าคุณไม่เปลี่ยนฟอร์มมันก็อยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ  แต่เอาจริงๆพี่มองว่าโอกาสหรือเป็นความสนุกที่ทำให้เราได้ลองคอนเทนต์ใหม่ๆ ได้ลองวิธีการใหม่ๆ มากกว่า
พี่มองว่าคนผลิตงาน กับคนซื้องานอ่ะ มันเป็นคนละส่วนกัน  ถ้าคุณหาบาลานซ์ของกันได้ คุณจะขายได้ แล้วการที่คุณทำงานตามความชอบแล้วไม่มีคนซื้ออ่ะ  มันไม่ได้แปลว่างานไม่ดีนะ มันอาจจะดีมากก็ได้  เพียงแต่ว่าโลกเรามันขับเคลื่อนด้วยคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องศิลปะ  หรือไม่รู้วิธีการเสพอย่างนี้ บางคนงานภาพแต่เสพด้วยหู ศิลปินดังไหมอะไรอย่างเนี้ย

นอกจากการเป็นบรรณาธิการภาพใน NG แล้ว พี่ฟี่ยังเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรม One Shot One Minute กับนิตยสารทาง Instagram ที่ชื่อ Sparkyourselves ด้วย มันคืออะไรคะ
อันนี้เป็นโปรเจ็กส่วนตัว  จริงๆมันเป็น idea แบบอีเวนต์ที่เมืองนอกเขามี เขาทำกันอยู่แล้ว  กับการสื่อสารด้วยภาพอย่างนี้  มันเป็น culture ของฝรั่งเขาเลย ที่นั่นเขาจะจัดอีเวนท์แบบนี้กันตลอด  เราก็เลยคุยกับน้องๆทีมงาน เฮ้ย! เดี๋ยวเราจะทำเวอร์ชั่นภาษาไทย แล้วเราก็ได้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมที่เฮ้าส์ออฟลูซี่ เป็นประจำทุกเดือน เราเลยจัดงาน One Shot One Minute ขึ้น ซึ่งมันลิงก์กับการทำ IG  Sparkyourselves ซึ่งคือการที่เราชวนให้คนโพสต์ภาพถ่ายดีๆใน IG แล้วติดแฮชแท็ก Sparkyourselves จากนั้นพี่จะเลือกมาโพสต์ใน  IG  Sparkyourselves  ทุกวัน วันละ 1 ภาพ  แล้วในงาน One Shot One Minute ที่จัดเดือนละครั้งเนี่ย เราก็จะให้คนที่โพสต์รูปเหล่านี้ แล้วได้รับเลือกเนี่ย มาพูดคุยให้ฟังว่ารูปที่เขาถ่ายมันมีแรงบันดาลใจมาจากอะไร เขาชอบมันยังไง มีความหมายอย่างไร ถ่ายยังไง อะไรแบบนี้ แล้วก็จะมีช่างภาพมาเป็น Speaker พิเศษในแต่ละสัปดาห์ 





ผลตอบรับสองกิจกรรมนี้เป็นยังไงบ้างคะ
คนยังส่งภาพมาไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่นะ แต่ก็พอมี  ในส่วนงานอีเว้นต์เราก็โชคดีที่หลายคนสนับสนุน  สมกับที่ไปยกมือไหว้ท่วมหัวไว้  ชวนใครใครก็มาพูดให้(หัวเราะ)

แล้วคิดยังไงถึงอยากจะรวบรวมภาพถ่ายดีๆจากคนทั่วไปด้วย IG ที่เป็นแอคเค้าต์ใหม่ ถ้าใช้ชื่อ NG คนอาจจะอยากส่งมาถล่มทลายกว่านี้รึเปล่า
เราอยู่ National Geographic มานาน รู้สึกว่าคำว่า National Geographic มันขลังมาก  แล้วมันทำให้คนไม่อยากส่งรูปมา (หัวเราะ) นึกออกปะ คนพูดถึง National Geographic แบบ โอ้โห  เขาจะนึกถึงมาตรฐานที่แบบ ต้องเป็นมืออาชีพ ต้องหนัก ต้องจริงจัง  คนอาจจะไม่กล้ามาร่วมกิจกรรม  แต่เราอยากจะบอกว่า ความงามอะ แม่งไม่ได้มีแค่แบบเดียว  อย่างน้อยกิจกรรมนี้มันก็คือการสร้างความเข้าใจให้กับคนด้วย  ว่าจริงๆภาพถ่ายที่ดีมันไม่ได้มีแบบเดียว ไม่ได้ผูกขาดตายตัว  แล้วอีกอย่างการไม่ใช้ชื่อ National Geographic มันอาจจะทำให้คนสนุกมากขึ้น ทำให้คนกล้ามากขึ้น คุณส่งรูปอะไรมาก็ได้เลย มันน่าจะสนุก มันคืออีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้คนสนุกกับการถ่ายภาพ  ไม่ได้มองว่าภาพถ่ายมันทฤษฎีอะไรมากมาย  แล้วพอมันสนุกปุ๊บ คนก็คงหยิบกล้องมาถ่ายกันมากขึ้น  เล่าเรื่องด้วยภาพมากขึ้น พอมันไม่มีมาตรฐานที่สูงมาเป็นบรรทัดฐาน  พี่เชื่อว่าคนจะสนุกกับภาพถ่ายมากขึ้น  คนจะเล่นกับมันเต็มไป  คงสนุกดี  คงมีความรู้ใหม่ๆ แต่ละคนก็จะได้ Inspiration ที่แตกต่างออกไป

พี่ฟี่มีเกณฑ์ในการเลือกรูปยังไงคะ
ไม่มี (หัวเราะ) มันไม่มีเกณฑ์ที่ตายตัวหรอก  อย่างเวลาพี่เลือกรูปอ่ะ พี่จะแบ่งคร่าวๆเป็น 2 ประเภท ก็คือ รูปที่ ใครๆก็ถ่ายได้ กับรูปที่ไม่มีใครถ่ายได้  ซึ่งส่วนใหญ่จะพยายามเลือกรูปที่ไม่มีใครถ่ายได้  บางครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูปแบบนี้มึงถ่ายได้คนเดียวนะ (หัวเราะ)  กูไม่เคยเห็นรูปใครถ่ายแบบนี้  จะว่าง่ายมันก็ยาก จะว่ายากมันก็ง่าย อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน  อยากให้มันเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครผิดมีใครถูก



ทุกวันนี้ความสุขของพี่ฟี่ในการเป็นช่างภาพคืออะไรคะ
ความสุขของพี่คือการได้ลงพื้นที่แล้วก็เจอตาแหยมเดินเมามาในหมู่บ้าน  แล้วพอเราถามทางก็บอกทางผิด(หัวเราะ)  อะไรอย่างนี้  เออคือมันทำให้กูเสียเวลามาก  แต่พี่ว่าเรื่องพวกนี้มันก็ทำให้ชีวิตมันไม่สำเร็จรูป  มันทำให้เราจำว่าทางที่เราเลือกเดินมันมีความสุขแค่ไหน ถึงแม้ว่ามันมีร่องรอยอะไรบางอย่าง  แต่มันก็คือทางที่เราเลือก คือสิ่งที่เราเลือกเอง

และในฐานะที่พี่ฟี่เป็นคนรึเริ่มกิจกรรมจากภาพถ่ายอย่าง IG Sparkyourselves และงาน One Shot One Minute ขึ้นมา เราเลยอยากรู้ว่า ภาพถ่าย 3 รูปที่พี่ฟี่จะเลือกมาให้เราดู และเล่าให้เราฟัง จะเป็นอย่างไร

รูปแรก



รูปแรกนี่คือรูปตอนเด็กของพี่เอง พี่ใส่ชุดทหาร มีปืน ปืนแม่งวางบนแง่งไม้ด้วย เหมือนยิงจริง พี่อยากพูดถึงเรื่องนี้เพราะว่า รูปนี้มันใส่ชุดทหาร เราถือปืน ตาพี่เป็นทหาร  ไอเดียพวกนี้มันมาจากครอบครัว มันมาจาก Background  มันนำมาสู่วิธีการทำงานของพี่ในปัจจุบัน  เพราะส่วนใหญ่ในทำงาน พี่ทำจาก Background ของพี่เอง  พี่เชื่อเรื่อง culture ตอนนี้งานที่พี่ specialist มันคือเรื่อง culture ที่บ้านพี่ค่อนข้าง conservative  ตาเป็นทหาร ยายเป็นคนอยุธยา บน ราวตากผ้าที่บ้านต้องมีราวผู้ชาย ราวผู้หญิง  มันทำให้เราโตขึ้นมาแล้วเห็นความแตกต่างทางด้าน culture รูปนี้ เพราะBackground กับประสบการณ์มีผลทำให้เราโตขึ้นมาแล้วก็ทำอะไรบางอย่างในแบที่คุณรู้จักมันดี

รูปที่สองล่ะคะ



รูปนี้มาจากโปรเจ็กต์ personal หรือ “เรื่องส่วนตัว” ตอนนั้นเราอยู่นิวยอร์ก เราก็ตามถ่ายพระธรรมทูตที่นั่นตลอดหนึ่งปี  เราอยากรู้ว่าวิถีชีวิตพระสงฆ์ที่นั่นเป็นอย่างไร  แล้วพอถ่ายไปเรื่อยๆเราก็เห็นว่าวิถีชีวิตที่นู่นมันค่อนข้างแปลก ถ้าคนไทยที่ Conservative มาเห็นเค้าจะไม่โอเคเลยนะ  ที่แบบพระกิน Starbuck  แต่ทำไมพี่กลับไม่ได้รู้สึกว่าพระเป็นคนไม่ดี  แต่ถ้าคนไทยเห็นจะ blame แน่ๆ อะไรอย่างนี้  เราว่ามันมีเราคนเดียวที่ทำได้  ฝรั่งก็ทำไม่ได้ เพราะเราเล่าจาก Background ของเราที่ต่างจากเขา ซึ่งพอมาทำโปรเจ็กต์นี้  พี่ก็รู้สึกว่ามันมีเหตุและผลว่าทำไมพระรูปนั้นถึงไปเดินอยู่ที่พันทิป  เราอย่าตัดสินไปก่อนว่าไม่ดีเรื่องนี้มันก็เลยชื่อเรื่องว่า  Personal มันเป็นเรื่องที่ส่วนตัวของเรา  เรื่องภายในของเราที่เราเห็นแล้วเราจะรู้สึกกับตรงนั้นยังไงอะไรอย่างนี้  ซึ่งอย่างรูปพระกิน Starbuck เนี่ย เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นก็คือ ในสังคมเรามองว่า Starbuck เป็นของแพงถูกไหมครับ แต่ว่าอย่างที่นู่นมันก็คือกาแฟถุงอ่ะ ด้วยค่าเงินที่เทียบกับค่าแรงแล้ว อีกอย่างญาติโยมก็แค่อยากจะถวายของดี ของอร่อย พระก็แค่กิน ก็แค่นั้นเอง  ทีนี้ถ้าจะมองในแง่ของกิเลสตัณหา  ว่าพระใช้ของดี  ใช้ของแพง อะไรอย่างนี้ พี่ก็รู้สึกว่ามันมีคำถามหลายอย่าง  เช่น อ้าว ถ้าของที่พระใช้เป็นสิ่งที่มึงซื้อไปถวาย งั้นความผิดก็คนละครึ่งเปล่าวะ  ในเมื่อแบบเราก็เอากิเลสไปถวายท่าน  ซึ่งสุดท้ายไอเดียโปรเจ็กต์นี้มันก็ทำให้พี่รู้สึกสบายใจ  ที่เราไม่ได้มองพระในแง่ไม่ดีอีกต่อไป มันคือตัวเราเองที่หาจุดสบายใจเจอ แล้วพอกลับไทยมา พี่ก็ได้เอาภาพชุดนี้ไปจัดแสดงที่วัดป่าที่อุดร  ก็มีคนมาด่าพระ ด่าช่างภาพด้วย (หัวเราะ) พี่ก็ถามพระอาจารย์ ว่าเห็นไหม  พระอาจารย์ก็บอกเออเห็นแล้วอย่าไปซีเรียส  ท่านพูดมาประโยคนึงดีมากเลย  บอกว่าคนพวกนั้นน่ะ ต่อให้เราเป็นพระที่ดีเขาก็ไม่เดินเข้าวัดมาไหว้หรอก  …เออจริงว่ะ(หัวเราะ)

รูปสุดท้าย



รูปแม่น้ำเจ้าพระยา รูปแรกมันคือที่มาที่ไปของพี่  รูปพระมันคือสิ่งที่พี่เคยทำ  แต่อันนี้มันคือสิ่งที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน คำว่าทำอยู่ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าทำเจ้าพระยาอยู่ ณ ปัจจุบันนะ แต่หมายความว่า พี่รู้สึกว่าจริงๆ ประเทศไทยมันเป็นประเทศที่สวยแล้วมันเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ แล้วก็เรื่องราวต่างๆ  พี่มองว่ามันสวยงาม และนี่อาจจะเป็นเหตุผลนึงแหละมั้งที่ทำให้พี่อยากเล่าเรื่อง ในประเทศนี้ เล่าเรื่องวีถีชีวิต เล่าเรื่องผู้คน ก่อนที่พอเรารู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็จะกลายเป็นคอมมูนิตี้มอลที่สร้างเลียนแบบสมัยก่อน ซึ่งมันไม่มีชีวิต แค่มันก็ป๊อปดี  นี่เป็นสิ่งที่พี่พยายามทำอยู่ ทำไปเรื่อยๆ ก็คือการเล่าเรื่องประเทศเรา  การพยายามถ่ายแล้วบันทึกตัวตนของเรา ก่อนที่มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากกว่านี้
 
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
ชนิกา สุธัมมสภา
แกลลอรี่รูปภาพ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ครูน้ำฝน ภักดี ครูสอนบุคลิกภาพที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ มาเผยเคล็ดลับการสร้างความประทับใจในแรกเห็น และการปรับบุคลิกภาพให้ดูดีเป็นที่น่าเชื่อถือและจดจำ สำหรับการสัมภาษณ์งาน และการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในยุคที่ใครๆต่างก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจกันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริง ทุกความสำเร็จไม่ได้ราบรื่นเหมือนปลายทางที่ทุกคนเห็น เพราะคนทำธุรกิจทุกคนต้องผ่านความยากลำบากและอุปสรรคมากมายด้วยกันทั้งสิ้น
เจาะใจออนไลน์ นำเสนอเรื่องราวของ 3 ธุรกิจ SME รุ่นใหม่มาแรง ที่ใช้กลยุทธ์ออนไลน์และความ creativity สร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จ