TALK

อ้น - วิชญ์ภาส เจ้าของภาพวาดตกแต่งทั้งหมดในร้าน Greyhound สาขากรุงลอนดอน

วิชญ์ภาส พิตรปรีชา
16 มี.ค. 2561
หากใครได้ติดตามรายการ Perspective ที่หนุ่มเปอร์- สุวิกรมพาไปบุกร้านอาหารสัญชาติไทย 100% อย่าง Greyhound สาขาแรกและสาขาเดียวของยุโรป ไกลถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จะเห็นได้ว่าภายในร้าน เต็มไปด้วยผลงานศิลปะที่สื่อสารความเป็นไทยได้อย่างมีชั้นเชิง หรืองานตกแต่งส่วนอื่นๆที่สื่อถึงวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆของคนไทย ที่สอดคล้องกับความหลากหลายในรสชาติของอาหารไทยได้เป็นอย่างดี วันนี้เจาะใจ The Lounge จะพาไปทำความรู้จักกับศิลปินไทย เจ้าของผลงานภาพวาดตกแต่งทั้งหมดในร้าน Greyhound สาขากรุงลอนดอน อ้น- วิชญ์ภาส พิตรปรีชา

เรามาวาดรูปให้ Greyhound ได้ยังไงคะ
ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเลยครับ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 2 ที่ออสเตรเลีย แล้วบังเอิญได้รู้จักกับแพท ซึ่งเป็นหลานของคุณภาณุ อิงคะวัต Founder ของ Greyhound แล้วก็สนิทกันประมาณนึงเลย ช่วงนั้นคุณภาณุก็มาเยี่ยมแพทที่เมลเบิร์น เขาก็ชวนผมไปกินข้าวด้วย  ซึ่งตอนนั้นผมอยากเจอคุณภาณุมากๆอยู่แล้ว เพราะอยากแอบเอางานที่ทำอยู่ไปอวด เผื่อว่าจะได้ไปทำงานให้คุณภาณุบ้าง วันนั้นผมก็เลยหยิบงานติดไปด้วย แล้วก็พยายามหาจังหวะทำเนียนเปิดงานให้แกดู

ได้ผลไหมคะ แกสนใจงานของเราไหม
ก็ได้ผลนะครับ แกดูแล้วบอกว่า งานของผมคล้ายกับ  Illustrator คนหนึ่งของไทยที่ชื่อมะลิ แล้วแกก็พูดประโยคนึงซึ่งทำให้ผมหน้าบานมาก  แกบอกว่าไว้กลับไทย ถ้ามีโอกาสให้มาลองทำงานที่  Greyhound หรือมาฝึกงานก็ได้ ผมก็เลยได้มาฝึกงานที่ Greyhound  โชคดีมากๆที่คุณภาณุยกโปรเจ็คงานชิ้นหนึ่งให้ทำ นั่นคือการ Decorate ร้านสาขาชิดลม แล้วก็ยังได้ทำ Collection เล็กๆให้กับแบรนด์น้องของ Greyhound ที่ชื่อ Playhound ด้วย


 


(งานวาดแรกที่ทำกับ Playhound)

เล่าบรรยากาศทำงานกับ Greyhound สมัยนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
ตอนนั้น โจทย์ที่ได้มาคือ ถ้าแฟชั่นกับอาหารมาเจอกันจะเป็นอย่างไร ด้วยความที่เป็นงานจริงจังแรกในชีวิต ผมเลยเดินเข้าห้องเย็นของ Greyhound หรือห้องคุณภาณุ หลายสิบรอบเลยครับ(หัวเราะ) ข้างๆห้องเย็นก็จะเป็นแผนกของดีไซเนอร์ ทุกคนก็จะต้องเอางานเข้าไปในห้องเย็นเพื่อให้คุณภาณุตรวจเช็ค แล้วสมัยนั้น เราไม่ได้ทำงานผ่านออนไลน์ ส่งงานผ่านทางอีเมลเหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเวลาส่งงาน ก็คือต้องถือเอาไปให้แกดูครับ ช่วงประมาณ 3 เดือนนั้น ผมจำได้ว่าแก้งานเป็น 10 รอบครับ คือผมก็จริงจังมาก วาดไปเรื่อยๆ บางช่วงไม่ไปกินข้าวเที่ยงเลย เพราะกลัวเค้าเอางานไปคนอื่นทำ (หัวเราะ) คือก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสมากๆครับ เลยอยากจะทำให้ดีที่สุด

ทำไมถึงแก้หลายรอบ หรือเราไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง
คือจริงๆแล้วคุณภาณุ เขาก็ให้อิสระกับ Artist หรือว่า Illustrator มากๆนะครับ เพียงแต่ว่าเขาก็จะมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้วประมาณนึง บวกกับตอนนั้นเราก็เป็นเด็กไฟแรงที่อยากจะโชว์สกิล อยากปล่อยของที่เรามีมากๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างเราก็จัดเต็ม ถ้าเปรียบเทียบองค์ประกอบในรูปภาพรูปหนึ่งเป็นตัวอักษร ภาพเราก็มีตั้งแต่ A ถึง Z เลย แต่จริงๆแล้ว ในแง่ของภาพเพื่อการทำงาน เขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้นอยู่แล้ว เขาแค่ต้องการภาพที่กลั่นออกมาให้เป็นหนึ่งไอเดีย ที่คนดูจะเข้าใจ คืออะไรที่เป็น Single Mind ตอนแรกเราคิดแค่ว่า Space ที่เขาให้เรามามันคือม่านที่ยาวรวมๆกันตั้ง 10 เมตร เราเลยอยากจะปล่อยของออกไปให้ได้มากที่สุด กับโอกาสที่เรารู้สึกว่าไม่ได้มีมาบ่อยๆ เลยกลายเป็นว่าเราใส่กับมันเยอะเกินไป แล้วควบคุมสกิลตัวเองไม่อยู่ สุดท้ายเลยต้องปรับกันไปมาหลายรอบ จนถึงจุดที่งานพูดออกมาเพียงหนึ่ง Message เท่านั้น

ตอนนี้งานชิ้นแรก ก็ยังอยู่ที่สาขาชิดลมใช่ไหม
ยังอยู่ครับ ก็เพราะว่าล่าสุดที่สาขาชิดลมเขาก็เพิ่ง Renovate ร้านใหม่นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมได้งานที่สาขาลอนดอนต่อ เพราะช่วงเวลาที่เขา Renovate ร้านที่ชิดลมกับช่วงการทำงานของสาขาลอนดอน เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันพอดี ในช่วง Renovate ร้าน เขาก็ย้ายงานของเราจากบนผ้าม่าน ไปอยู่อีกผนังหนึ่ง ซึ่งเด่นขึ้น คือตอนแรกเป็นลายสกรีนบนม่าน เวลามีแดดเขาก็รูดม่านขึ้น ผมไปที่ร้าน ก็ไม่ได้เห็นงานตัวเองนะ ต้องรอให้เขาปิดม่านลงถึงจะได้เห็น (หัวเราะ) พอทางทีมหยิบไฟล์งานของผมมาวางเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ ก็เลยมีโอกาสได้หยิบเอาไปทดลองวางกับที่ผนังของสาขาลอนดอนด้วย แล้วปรากฏว่ามันดูเข้ากันครับ เขาบอกว่างานของผมมันดูจบในตัว เลยกลายเป็นว่าได้ร่วมงานกับ Greyhound อีกครั้งหลังจาก 10 ปีผ่านไป ผมว่าเป็นเพราะโชคช่วยด้วยครับ เพราะถ้าสาขาชิดลมไม่ Renovate หรือไม่ได้ Renovate ในช่วงนี้พอดี ผมก็คงไม่ได้งานที่สาขาลอนดอนครับ
 





(งานที่สาขาชิดลม )

มาที่ร้านที่สาขาลอนดอนกันบ้าง คราวนี้ Concept คืออะไร
Thai twist ครับ คือมีความเป็นไทยที่โดนบิดไอเดีย ด้วย Element อะไรบางอย่าง ซึ่ง Concept นี้ถูกดึงมาจากวิถีการใช้ชีวิตของคนไทย ผมว่าคนไทยเป็นนัก Twist นะครับ อย่างเช่นสปาเก็ตตี้ปลาเค็ม ก็เกิดจากการ Twist เส้นสปาเก็ตตี้ให้เข้ากับความชอบของคนไทย มันคือการแทรกความเป็นไทยเข้าไปในทำอาหารฝรั่ง แต่ก็ยังคงความเป็นอาหารฝรั่งอยู่ หรือเช่นเมนูสลัดของที่สาขาลอนดอน ชื่อเมนูว่า There’s a bug in My Organic Salad คือสลัดที่มีหนอนไหมเสิร์ฟคู่มาด้วย หนอนไหมทอดนี่ก็เป็นของกินพื้นบ้านของไทยที่ต่างชาติชอบกัน ด้วยความที่เมนูของร้านมันมีความ Twist แบบนี้ ภาพงานของเราก็ต้องไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากคำว่า Thai Twist ก็ยังมีคำอื่นมาเสริมด้วย เช่น Born in Bangkok ครับ
 
เรามีวิธีตีความให้เป็นภาพตาม Concept ยังไงบ้างคะ
ผมก็พยายามใช้ความเป็นนักโฆษณาตีโจทย์นะ คือใช้ความเป็นครีเอทีฟในการคิดงาน แต่เวลา Execute งานออกมา ก็ใช้สกิลของศิลปิน เพราะการเป็นศิลปินเพียวๆ กับการคิดเพื่อโฆษณามันไม่เหมือนกัน มันมีคำอยู่คำหนึ่งที่เคยได้ยินมาจากคุณภาณุ แล้วผมรู้สึกว่ามันจริงมากๆนั่นคือ “ทุกอย่างอยู่ในโจทย์” ถ้าเราคิดงานอะไรไม่ออก แปลว่าเราอยู่กับโจทย์ไม่พอ อย่างเช่นประโยคที่ทางทีม Greyhound ให้เรามา ทั้ง Thai twist ทั้ง Born in Bangkok มันผ่านการคิดของทีมมาเยอะมาก กว่าจะสามารถย่อยออกมาให้เป็นสองคำนี้ แล้วเราก็มาตีความประโยคสั้นๆนั้น ให้เป็นไอเดียงานของเราอีกที มันคือการตี Big idea ให้ย่อยออกมาเป็นมุมของภาพวาด ผมเชื่อว่าทุกๆฝ่าย ทั้งนักออกแบบอาหาร นักออกแบบเครื่องดื่ม นักออกแบบตัวร้าน ถึงแม้จะทำงานภายใต้ Big idea เดียวกัน  แต่ทุกคนก็พูดทุกอย่างออกมาไม่เหมือนกัน อย่างผม ผมตีความจนได้ประโยคนึงออกมาว่า Bangkokian born to twist หรือ คนไทยเกิดมาเพื่อ Twist ทุกอย่าง ดัดแปลงทุกสิ่ง ตอนวาดก็มีเอาเมนูของร้านมาศึกษาเหมือนกันครับ จนได้ออกมาเป็นภาพหนึ่งที่มาจากเมนูเบอร์เกอร์มวยไทย เป็นเบอร์เกอร์ที่มีความเผ็ดร้อนสไตล์ไทยๆที่มีเฉพาะสาขาลอนดอนครับ แต่ว่าสุดท้ายแล้วภาพนี้ไม่ได้ใช้จริง


(งานวาดจากเบอร์เกอร์มวยไทย)

เราตีโจทย์ยังไง
สำรวจครับ สิ่งแรกที่ผมทำหลังรับโจทย์คือ สำรวจ Eco System รอบๆตัว ว่ากรุงเทพฯมีอะไรที่ลอนดอนไม่มีบ้าง แต่อะไรที่เห็นกันบ่อยๆเช่นรถตุ๊กตุ๊ก ยักษ์ เจดีย์ อะไรแบบนี้ ทางทีมเขาก็ขอไม่เอา เพราะเขาอยากได้สิ่งที่มาจากมุมมองของคน Local จริงๆ ไม่ใช่จากมุมมองของคนที่มาเที่ยว ผมก็เลยสำรวจว่า ชีวิตในหนึ่งวันของคนกรุงเทพฯ ทำอะไรกันบ้าง แล้วสิ่งแรกที่ผมเห็นคือ ทุกเช้าจะต้องมีคนยืนรอวินมอเตอร์ไซค์ ตรงนี้บ้านเขาไม่มีแน่ๆ แล้วคนที่ต่อแถวแต่ละคนก็มีความน่าสนใจอีก อย่างเช่นยืนกินหมูปิ้งข้าวเหนียวไปด้วย แถมบางคนยังกินไป ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไป มันก็ให้ความรู้สึกที่ว่า อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ผมก็เลยอยากให้ฝรั่งเขารู้สึกสงสัยแบบนี้เหมือนกันครับ มีหลายอย่างที่สำรวจ แต่สุดท้ายไม่ได้ใส่เข้าไปในงานก็เยอะครับ อย่างเช่นการจอดซ้อนคันหรือ Double Park เมืองนอกเขาก็ไม่มีนะ คือก็พยายามสำรวจให้ได้มากที่สุดครับ นอกจากนี้ เราพูดเรื่องอาหาร งานนี้ ผมก็เลยเอากรุงเทพฯ มาปรุงให้เป็นอาหาร แล้วก็เกิดเป็นเชื้อความคิดสองอย่าง คือหนึ่ง ถ้าเรามองกรุงเทพฯ เป็นอาหาร กรุงเทพฯ จะเป็นอาหารรสชาติแบบไหน แล้วส่วนประกอบในอาหารจานนั้นจะมีอะไรบ้าง ส่วนสอง คือเรามองว่า “คน” คือ Ingredient ที่สำคัญที่สุดของเมือง ส่วนถ้าจะถามว่าสุดท้ายแล้ว กรุงเทพฯ เป็นอาหารแบบไหน ผมก็นิยามไม่ได้ ดูภาพเอาแล้วกันครับ (หัวเราะ)




(งานที่ร้านสาขาลอนดอน)
 
สไตล์ของร้านเป็นแบบไหน
ผมว่าออกแนวกึ่งร้านอาหาร กึ่ง Museum กึ่งการจำลอง Eco System ของกรุงเทพฯ แล้วมีอย่างหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาตอนวาดนะครับ เสาไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่ทุกวันนี้ เรายังได้เห็นกันอยู่ แต่อีกหน่อยเสาไฟฟ้ามันจะถูกเอาลงดินหมด ตอนนี้ก็มีหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่เอาลงดินไปหมดแล้ว ผมเลยรู้สึกว่า วันหนึ่งงานเรามันจะเป็น Record ความเป็นกรุงเทพฯ ว่ายุคนึงนะ ประเทศไทยเคยมีเสาไฟฟ้าแบบนี้ ที่ประเทศอื่นเขาก็แทบจะไม่มีกันแล้ว



งานของเราไปอยู่ในจุดไหนของร้านบ้าง
โดยรวมก็ 8 ตำแหน่งครับ เล็กใหญ่ต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ Center หน้าร้าน ไปจนถึงส่วนชั้นล่างสุดของร้านที่ทางทีมตั้งใจให้เป็น Bangkok Underground แนวทางการวาดก็เลยมีความเป็นกราฟฟิตี้ด้วย ดูมีความดิบกว่าสาขาชิดลมเยอะเลย ส่วนของ Underground ก็จะเป็นส่วนที่งานยาวที่สุด ตอนแรกจะยาวเกือบ 10 เมตร แต่พอจัดวางจริงก็มีการแบ่งส่วนใหม่เพื่อให้เหมาะกับพื้นที่ร้านครับ ผมว่างานของผมเนี่ย ฝรั่งดูแว้บแรกอาจจะไม่เข้าใจนะครับ อย่างเช่น ทำไมต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์กันสามคน แต่ผมว่าเขาก็อาจจะไปพยายาม Find out ต่อ ผมว่ามันก็จะน่าสนใจตรงนี้ด้วย
 
จุดเด่นของงานชิ้นนี้คืออะไร
Beautiful Chaos ครับ คือความวุ่นวาย ความดูรกบางอย่างนี่แหละมันคือความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นสายไฟ เสาไฟ ในกรุงเทพฯ มีนกมาเกาะ การซ้อนสามมอเตอร์ไซค์ การกราบไหว้บูชา ความเชื่อ พันผ้าเจ็ดสีเจ็ดศอก หรืออย่างพวงเครื่องปรุงก็เป็นอะไรที่คนไทยคุ้นเคย แต่เราก็เอามาตีความใหม่แล้วเพิ่ม Element อื่นๆเข้าไป ผมว่าลายเส้นงานผมอาจดูไม่ไทยเท่าไร แต่เรื่องที่เล่าไทยมาก และเชื่อว่าถ้าเป็นคนไทยมาดูน่าจะเข้าใจเกือบทั้งหมดครับ



ภาพหลักที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เป็นการซ้อมสามของวินมอเตอร์ไซค์กรุงเทพฯ แต่เราเปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์เป็นพริก ทำไมถึงตีความแบบนั้น
ย้อนกลับไปว่าเราอยากจะพูดเรื่องอาหารของคนกรุงเทพ แล้วพริกเนี่ย จะไปอยู่ที่ไหนในโลก จะเอาไปทำอาหารอะไร ความเผ็ดก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง พริกก็เลยเหมือนเป็นพาหนะ แต่ก็มีแฮนด์มอเตอร์ไซค์บนหัวพริกด้วยนะ ผมว่าภาพนี้จะเล่าความ Beautiful Chaos ของกรุงเทพฯ ได้ชัดเจนที่สุด นอกจากซ้อนสาม ก็ยังมีหมานั่งอยู่ด้วยอีก มันเลยเล่าถึงวิธีการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ว่าคนเอาหมามานั่งซ้อนอยู่บนมอเตอร์ไซค์ด้วย หรือบางทีก็ใส่ตะกร้าข้างหน้าเลย ให้ความรู้สึกประมาณว่า วุ่นวายฉิบหายเลย (หัวเราะ) คิดดู แม้แต่หมายังต้องหาวิธีเอาตัวรอดในเมืองนี้ แล้วคนขับ มองเผินๆอาจดูเหมือนเป็นชาว Punk แต่มองดีๆมันคือหัวที่เป็นช้อนส้อม ซึ่งภาพนี้ถือว่าเป็น Center Piece อยู่กลางร้านเลยครับ
          

 
กว่าจะมาเป็นภาพนี้ ผ่านการแก้มาเยอะไหมคะ
เยอะมากครับ ลองดูภาพเวอร์ชั่นแรกได้ (หัวเราะ)


(Draft แรก)
 
ถูกปรับเปลี่ยนเยอะเหมือนกัน รายละเอียดหายไปค่อนข้างมาก
ใช่ครับ อย่างที่มีคำว่า “หรอย” อยู่ด้วย จริงๆคำนี้เป็นภาษาใต้ที่แปลว่าอร่อย ผมอยากใส่มันไว้ในภาพ เพราะรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนหลากหลายภาคมาอยู่รวมกันเยอะ ผมว่าชิ้นงานของผมมันก็เหมือนกับโต๊ะอาหารหนึ่ง ตัวที่ประกอบไปด้วยคาแรกเตอร์คนกรุงเทพที่หลากหลาย มานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน รวมถึงมีสิ่งวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหัว ภายใต้ความคิดของคนกรุงเทพฯตลอดเวลาว่า วันๆนึงจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตื่นเช้ามา รถจะติดแค่ไหน หรือตอนกลางวันจะกินอะไรดี มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ครับ
 
 

สำหรับเราๆคิดว่าอะไรทำให้เขาเลือกเราอีกครั้งหนึ่ง
ผมก็ไม่แน่ใจ แต่จำได้เลยว่า ตอนแรกที่พี่จู (สุนิดา สิงขรภูมิ- Creative Director/ Brand Creation ของ Greyhound) ติดต่อมา พี่จูถามคำแรกเลยว่า ยังวาดรูปอยู่หรือเปล่า จริงๆผมก็ยังวาดอยู่ตลอด เพียงแต่ว่าหลังๆมานี้ ด้วยอาชีพ ด้วยงานประจำของผม ภาพที่วาดบ่อยที่สุดนอกจากภาพสเก็ตที่วาดเล่นก็น่าจะเป็น Storyboard ล่ะครับ ก่อนทำงานโปรเจ็กลอนดอนนี้ ผมก็เอางานปัจจุบันให้ทางทีมดู สิ่งที่ทีมบอกผมคือเขาชอบความเปลี่ยนแปลงในงานผม เมื่อก่อนงานผมอาจจะ Art มากจนอ่านความหมายของภาพไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ดูเป็นงาน Street ที่คุยกับคนมากขึ้น พูดรู้เรื่องมากขึ้น แต่ในความที่พูดกับคนรู้เรื่องขึ้น เราก็ไม่ได้ Compromise กับคนดูมาก เพราะเราก็กล้าวาดอะไรที่อัปลักษณ์ น่าเกลียด อย่างงานลอนดอนที่มีรูปคนผ่าหัว ตอนแรกที่วาดไปผมคิดว่าไม่ผ่านแน่นอน มันจะเหมือนผ่าตัดหรือเปล่า แต่ผมก็อยากลองไปก่อน แล้วทางทีมดันชอบ อาจเป็นเพราะว่า คนลอนดอนเขาเปิดกว้างกับงานศิลปะมากๆครับ เคยมีผลสำรวจด้วยว่า สถิติคนอังกฤษ ระหว่างไปดูบอลกับเข้าพิพิธภัณฑ์ เชื่อไหมว่าคนเข้าพิพิธภัณฑ์เยอะกว่า เหมือนกับบ้านเขาเสพงานศิลปะเยอะมาก เลยมีความเปิดกว้างในตรงนี้มากกว่า

เราบินไปวาดที่ลอนดอนเลยหรือเปล่า
ไม่ครับ วาดที่นี่ วาดมือลงบนกระดาษทั้งหมด ผมถนัดวาดมือครับ โดยผมและทางทีมที่ไทยก็ต้องใช้จินตนาการล้วนๆครับ ทำงานผ่านอีเมล์และโทรศัพท์ อย่างทางทีมสถาปนิกที่โน่น B3 Designers ก็ให้แปลนร้านผมมา แล้วผมก็จินตนาการต่อตามขนาดในแปลน ซึ่งเอาเข้าจริงก็ใช้จินตนาการเยอะเหมือนกัน เพราะเราทำงานแบบคู่ขนานไปกับทางทีมสถาปนิก ตอนที่เราเริ่มวาด ร้านก็ยังไม่เสร็จ 100% ยังไม่รู้แน่นอนว่ากำแพงสีอะไร หรือ Material ของกำแพงจะเป็นอะไร ซึ่งตรงนี้มันสำคัญสำหรับผมมาก เพราะผมต้องเลือกว่าลายเส้นของเราจะเป็นเป็นสีขาวหรือสีดำ รวมถึงลายเส้นจะเป็นแบบไหน หนาเท่าไร คือมันขึ้นอยู่กับชนิดของกำแพงและสีของกำแพงด้วยครับ สุดท้ายแล้วกำแพงเป็นอิฐแล้วทาสีดำทับ เพราะฉะนั้นลายเส้นส่วนนั้นก็ต้องใหญ่หน่อยเพื่อที่จะได้เกิดอิมแพค แล้วพอวาดในกระดาษเรียบร้อย ก็แสกนเข้าคอมเพื่อจบงาน แล้วส่งไฟล์ให้กับทางทีม หลังจากนั้น งานของผมจะถูกฉาย Projector ขึ้นกำแพง แล้วมือ Illustrator จะเป็นผู้ลงเส้นบนกำแพงครับ

ตอนนี้อ้นทำงานอะไรอยู่คะ
ผมทำงานประจำเป็นครีเอทีฟและอาร์ตไดเร็กเตอร์อยู่เอเจนซี่โฆษณาครับ ทำงานโฆษณามาราวๆ 6 ปีแล้ว นอกจากงานหลักอย่างครีเอทีฟ ผมก็ยังเป็น Illustrator ที่หลงไหลงาน Street Art ผมชอบที่จะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ทดลองไอเดียเเปลกๆใหม่ๆที่โฆษณาอาจจะทำไม่ได้ครับ

เราเรียนทางด้านไหนมา
ปริญญาตรีผมเรียนทางด้าน Graphic Design แล้วก็ Communication Design ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็ไปต่อปริญญาโทที่อังกฤษ ก็เป็นการต่อยอดสิ่งที่เรียนมา นั่นคือ Motion Graphic ครับ คือการเอางาน Graphic มาทำต่อให้เป็นงานเคลื่อนไหว

แสดงว่าเรารู้ตัวเองมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นคนชอบศิลปะ
 ใช่ครับ จริงๆก็ต้องบอกว่าที่บ้านมีส่วนมากๆในความชอบตรงนี้ พ่อผมเป็นอาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ภาคทัศนศิลป์  ก็จะเป็นแนว Fine Art ส่วนแม่เป็นอาจารย์ที่นิเทศฯ จุฬาฯ ก็จะเป็นทางด้านการสื่อสาร ผมก็เลยรู้สึกว่าตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ นั่นก็คือ Communication Art หรือศิลปะเชิงพาณิชย์ครับ คือพ่อผมมีสตูดิโอวาดรูปอยู่ในบ้าน ผมก็ได้เห็นงานพ่อ เห็นวิธีทำงานของเขามาตลอด ทั้งพ่อและแม่ก็คิดอยากให้เราได้เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก เพราะว่าศิลปะมันต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆ ก็เหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษครับ ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี ซึ่งเขาก็คงเห็นว่า เราชอบด้านนี้มาตลอดอยู่แล้ว และด้วยความที่แม่ผมเป็นนักประชาสัมพันธ์ แม่ก็จะบอกเสมอว่าพีอาร์มันไม่ใช่การไปบังคับคนให้มาชอบ แต่มันเป็นการค่อยๆทำให้คนรักในสิ่งที่เราจะสื่อ ความสนใจของผมก็เลยจะออกแนวผสมผสานระหว่างศิลปะ กับการสื่อสาร แบบนี้มาตลอดครับ



แล้วเราเคยอยากเป็นศิลปินแบบสุดทางเลยบ้างไหม
จริงๆผมก็อยากเหมือนกันครับ แต่ด้วยข้อแม้หลายๆอย่างทำให้รู้สึกว่า อยู่กึ่งกลางแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

แล้วแนวงานที่เราชอบล่ะ
 จริงๆแล้วผมชื่นชอบงานแนว Surrealist มากๆ คือภาพที่วาดจาก Subconscious หรือจิตใต้สำนึก เป็นภาพที่มีความเหนือจริง ภาษาหนังสืออาจจะเรียกว่า Stream Consciousness หรือการเขียนแบบกระแสสำนึก เหมือนว่าคิดอะไรได้ก็เขียนเลยโดยไม่ประติดประต่อ ลืมความเป็นเหตุผลต่างๆไปก่อน ในบรรดางานศิลปะทั้งหมด ทั้ง Expressionist / Impressionist หรือใดๆก็ตาม ผมชอบ Surrealist ที่สุด จริงๆแล้วงานแนวนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1924 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ครับ ก็ถือเป็นช่วงที่คน Suffer มากๆ บ้านเมืองก็หม่นหมอง ศิลปินก็พยายามหา Escapism หรือจุดที่ตัวเองจะได้หลีกหนีจากความเป็นจริงบ้าง อย่างเช่นวรรณกรรมในยุคนั้นก็มีวรรณกรรมหลีกหนี เหมือนเป็นงานที่เข้าไปถึงข้างในจิตใจ ใช้จิตใต้สำนึกทำงาน และมักไม่เดินตามเหตุตามผลมาก คิดอะไรได้ก็ใส่ออกมาก่อน แล้วค่อยเอาสิ่งที่ได้ออกมาบวกกัน จนได้ความหมายใหม่

เรามีนิยามลายเส้นของตัวเองไหม
ผมก็เรียกแนวตัวเองไม่ถูก แต่คุณป้า (จีระนันท์ พิตรปรีชา) ซึ่งเป็นนักเขียน เป็นศิลปินเหมือนกัน เคยนิยามว่างานของผมคือแนว Neo- Symbolist ประมาณว่า ภาษาภาพในสมัยใหม่ ส่วนถ้าพูดถึงลายเส้น ส่วนตัวผมชอบวาดภาพที่มีรายละเอียดของลายเส้นเยอะๆ ดู Feminine สำหรับผม การที่จะวาดอะไรหนึ่งชิ้น รายละเอียดมันต้องเยอะๆ มันถึงจะฟิน
 
 
 
ตอนนี้ Greyhound ที่ลอนดอนก็เปิดแล้ว คนได้เห็นงานของเราแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง
รู้สึกเหมือนได้พื้นที่แสดงงานฟรีเลยครับ งานผมได้ไปอยู่ในเมืองที่มีความหลากหลายมาก ทั้งคน ทั้งวัฒนธรรม คนหลากหลายชาติได้เห็นงานเรา ก็รู้สึกว่ามันดีมาก ถึงแม้งานของผมจะเป็นเพียงหนึ่งในจิกซอว์ที่ทำให้ร้าน ที่เป็นสาขาแรกของยุโรปสำเร็จสมบูรณ์ 






(งานที่สาขาลอนดอน)

ในฐานะที่เราไปเรียนศิลปะและใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีความเป็นไทย โตเมืองไทย เรามองว่าคนไทยมีความใจกว้างด้านการตีความงานศิลปะในระดับไหน
ขอเล่าไปถึงพ่อผมก่อนนะครับ เพราะผมก็ได้อิทธิพลเรื่องศิลปะมาจากเขามาก ผมว่าพ่อก็ค่อนข้างฝืนธรรมชาติของเมืองไทยเหมือนกัน เพราะสไตล์การวาดรูปของเขาคือ Abstract แบบ Expressionist ใช้สีสดๆสาด หรือ Painting by chance จะเกิดอะไรขึ้นก็ให้มือมันพาไป อาจจะเป็นสิ่งที่เขาคิดมาแล้วในใจ หรือสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมา พ่อเคยนั่งรถไฟลงไปตรัง แล้วเขาเห็นแสงไฟที่มองออกมาเห็นพอดีจากนอกหน้าต่างรถไฟ เขาก็จำภาพระหว่างการเดินทางและความรู้สึกตรงนั้นมา Splash เป็นภาพ เพราะงั้น Painting ของเขาอาจจะเสร็จในสิบนาที หรืออาจจะหลายชั่วโมงก็ได้ คือมันแล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น


(งานคุณพ่อ- จิระพัฒน์ พิตรปรีชา)

ส่วนเรื่องการเปิดกว้างในการชมงานศิลปะของคนไทย ผมว่า ที่เราอาจจะยังไม่เปิดรับศิลปะหลากแนวเท่าบางประเทศ อาจเพราะเรายังไม่ได้เห็นมากเท่าเขา ผมเคยตามพ่อไปแสดงงานที่นิวยอร์ก แล้วได้เห็นงานที่เอาแตงกวามาดองในขวดโหล แบบนั้นก็เป็นงานศิลปะได้เหมือนกัน  แต่อย่างตัวผม บางทีก็ไม่ได้เข้าใจทุกงานร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ คือผมว่า ยิ่งเห็นมาก ยิ่งเปิดใจได้มาก มันก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศของเรา มีพื้นที่ให้ศิลปินแสดงงานมากแค่ไหน หรือการให้ความสำคัญจากหน่วยงานต่างๆด้วยครับ



แล้วการที่เราเติบโตมากับศิลปะ ได้เห็นมิติของสังคมที่หลากหลาย ทั้งเรื่องความคิด ศิลปะ วัฒนธรรม แนวคิด มันทำให้เราเป็นคนใจกว้างขึ้นไหม ทั้งในการทำงานหรืออื่นๆ
ผมว่าเอาจริงๆมันเริ่มมาจากความใจแคบแล้วค่อยกว้างขึ้นมากกว่า เหมือนกับการเป็นศิลปิน มันต้อง Work จากข้างนอกแล้วเข้ามาข้างใน แล้วก็คิดอยู่นั่นแหละ ว่าเราเป็นใคร สไตล์ภาพของเรา ตัวตนเราคือใคร คือมันอยู่กับตัวเอง อยู่กับความคิดตัวเองเยอะ แต่พออยู่ๆไป ก็ค้นพบว่า จะเอาแต่ตัวเองแบบนี้มันไม่ได้ มันต้องหัดคุยกับคนอื่นบ้าง ผมว่าศิลปะทำให้เรารู้จักมองเห็นความงามของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกองขยะ สายไฟที่พันกัน คือสามารถมองหาแง่มุมที่สวยของสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดได้ แล้วพอเห็นความงามอะไรตรงนั้น เวลามองอะไรก็เลยมีใจเป็นกลางมากขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องพยายามหาความสวยงามของทุกสิ่ง เพราะคำว่าสวยมันกว้างมาก สวยของคุณ อาจไม่สวยในแบบของผมก็ได้ ผมเคยเห็นงานของศิลปินคนนึง เขาทำ Sculpture ตัวเองจากการเจาะเอาเลือดตัวเองออกมาเรื่อยๆ แล้วเอามาแช่แข็งในแม่พิมพ์ที่เป็นใบหน้าของตัวเอง เพราะงั้นคนที่ได้เห็น ได้รู้ถึงขั้นตอน อาจจะรู้สึกกลัว หรือขยะแขยง แต่ถ้าเห็นแค่ชิ้นงานที่เสร็จออกมา ก็อาจจะคิดแค่ว่า สวยมาก อะไรแบบนี้

เราขัดแย้งในตัวเองบ้างไหม ที่เราเป็นศิลปิน เราอยากจะสื่อสารความเป็นตัวตน แต่ในงานโฆษณา เราต้องสื่อสารในสิ่งที่เป็นคนอื่น
ผมคิดว่า ในทุกๆงานมันจะมีช่องว่างเล็กๆให้เราใส่ความเป็นเราลงไปได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใส่ลงไปยังไงให้ไม่มากเกินไปจนเป้าหมายของงานเปลี่ยนครับ ถึงแม้ว่างานๆนั้น จะไม่ใช่ Fine Art แบบที่เรียนมา 100% แต่อย่างน้อย ถ้ามีพื้นที่ให้ใส่ตัวตนของเราลงไปสักสิบ ยี่สิบเปอร์เซนต์ ก็ฟินแล้วครับ อาจจะเป็นไอเดียเล็กๆน้อยๆ และในขณะเดียวกัน มันคืองานที่ทำแล้วเรามีกิน มีใช้ แล้วพอทำไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่า งานตรงนี้มัน Challenge ตัวตนของเรามากขึ้นไปเรื่อยๆ



ถ้าไม่มีข้อแม้เรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เราอยากจะเป็นศิลปิน หรือทำงานในสายโฆษณาแบบนี้มากกว่า
ผมว่าศิลปินส่วนมาก ก็คงอยากจะไปให้สุดทางในการเป็นศิลปิน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมว่างานทุกอย่าง มันถูกคลุมด้วยโจทย์อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า โจทย์นั้นจะมาจากตัวเรา หรือจากลูกค้า หรือจากไหนก็ตาม ดังนั้นงานแต่ละงาน มันก็จะแล้วแต่ว่า ไอเดียมาจากตัวเราแค่ไหน ถ้าเป็นพวกงาน Illustration ก็อาจจะมากหน่อย แต่งานโฆษณาก็อาจจะน้อยกว่า แต่มันก็ยังมีความเป็นตัวตนคนคิดอยู่ดีนะ

งั้นในมุมมองของเรา การทำงานตามโจทย์คนอื่น ลดทอนความเป็นศิลปินลงหรือเปล่า
ผมขอยกคำจาก Sigmund Freud มาแล้วกันนะครับ เขาบอกว่า คนเราไม่มีวันได้เป็นตัวเองทั้งหมดหรอก เพราะคนเราเกิดมาหลักๆเพื่อสืบพันธุ์ อยู่เพื่อเอาชีวิตรอด เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะเป็นตัวเรา 100% มันดีแล้วที่เรากดสัญชาตญานดิบเหล่านั้นเอาไว้ (หัวเราะ) ศิลปินคืออาชีพที่เข้าใกล้จิตวิญญานมนุษย์ที่สุด โดยที่มีสิ่งเจือปนต่างๆน้อยที่สุด เรื่องนี้พ่อผมก็พูดเสมอเหมือนกัน เพราะศิลปินแทบไม่ถูกเจือปนด้วยความคิดใคร ไม่ได้มีลูกค้าเป็นที่ตั้งเหมือนโจทย์ทางการตลาดของนักโฆษณา หรืออย่างนักแต่งเพลง ถ้าถามผมนะ ผมคิดว่า ถ้าศิลปินแต่งเพลง มันควรมาจากความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้ถูกบีบด้วยโจทย์ ผมว่ามันควรจะเป็น คนๆนั้นตกหลุมรักมาจริงๆ อกหักจริงๆ จนทำให้ได้เพลงหนึ่งเพลงออกมา เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า การทำตามโจทย์ลดทอนความเป็นศิลปินหรือเปล่า คำตอบคือ ก็ลดอยู่แล้วครับ แต่เรามองว่า ไม่เป็นไรครับ

ในอนาคต เรามีโอกาสได้ทำงานกับทาง Greyhound อีกไหม
มีครับ ร้านเพิ่งเปิดตัวไปเลย เป็นครั้งแรกของ Greyhound Coffee ซึ่งคราวนี้ นอกจากวาดผนังแล้ว ผมยังได้ออกแบบและวาดโลโก้ และองค์ประกอบอื่นๆของร้านด้วย แล้วก็ยังมีผนังของร้านอาหารในเครือ Greyhound อีกร้าน ซึ่งคราวนี้ ภาพวาดจะมีความ Thai Modern อีกเช่นเคย เเต่จะมีความสมจริงมากขี้นครับ



ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ: Porcupine Café พหลโยธิน 7 (ซ.อารีย์)
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
ถ่ายภาพ
ชนิกา สุธัมมสภา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เรื่องราวจากสองแอร์โฮสเตสสาวจากอีกสองสายการบิน สถานการณ์ที่ผู้โดยสารอยากสูบบุหรี่จัดจนพยายามเปิดประตูเครื่องออกไปสูบทั้งๆที่บินอยู่บนฟ้าซะอย่างนั้น หรือผู้โดยสารที่พยายามจะให้ทิปลูกเรือเพื่อหวังผลด้านอื่น
 
ถ้าจะมีใครซักคน ที่เล่าเรื่องโรคซึมเศร้าได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่จริงในปัจจุบัน