TALK

ก้าวสำคัญของอัด-อวัช กับบทบาทที่ท้าทายที่สุดในชีวิต

อัด-อวัช รัตนปิณฑะ
21 มิ.ย. 2562
ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นนักแสดงวัยรุ่นชายที่เป็นที่มาพร้อมความสามารถที่ครบเครื่อง ทั้งเรื่องของการแสดงและความสามารถทางดนตรี  รวมถึงความนิยมจากฐานแฟนคลับที่เกิดขึ้นตั้งแต่ซีรีส์สุดฮิตเรื่องแรกที่เขาเล่นอย่าง “ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น”  ชื่อของอัด-อวัช รัตนปิณฑะ อาจจะไม่โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ก็ชัดเจนว่าเขาคือศิลปินที่พัฒนาตนเองผ่านผลงานที่หลากหลายของเขาอยู่เสมอ วันนี้เขามากับผลงานล่าสุดที่กำลังเป็นที่กล่าวถึง ในบทบาทของเด็กกำพร้าไม่ไม่ยอมพูดจาในซีรีส์เรื่อง “พรุ่งนี้...จะไม่มีแม่แล้ว” ที่ออกอากาศทาง LINE TV ที่เจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากว่า นี่บทบาทที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา

“ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าผมอยากเป็นนักแสดง มันคือความฝันของผมเลย เพราะผมชอบการดูหนัง ดูซีรีส์ พอดูแล้วเรารู้สึกว่าอยากไปอยู่ตรงนั้นบ้างจัง อยากเป็นคนที่เล่นตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดถึงขั้นว่า ถ้าเข้ามาในวงการแล้วจริงๆ จะต้องเจอกับอะไรบ้าง รู้สึกแค่อยากทำ ก็เลยลุยเลย คิดแค่นั้นเลยครับ แล้วก็มีโอกาสได้มาเล่นเรื่องฮอร์โมนส์เป็นซีรีส์เรื่องแรกครับ ตอนนั้นอายุ 16 มันเปลี่ยนชีวิตผมเลยครับ เปลี่ยน Mind set เปลี่ยนทุกอย่าง ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตในวงการนี้ของผมด้วย จากเด็กที่เรียนชั้นมัธยมคนนึง พอเล่นเรื่องนี้ อยู่ๆ ก็มีคนรู้จักเราเยอะขึ้น มีคนตามเราไปที่โน่นที่นี่ รวมไปถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผมได้ทำงานอื่นๆ ตามมาอีก และที่สำคัญคือ ผมได้เรียนรู้การเป็นคนที่โตขึ้น ทุกๆ ขั้นตอนมันสอนให้เราต้องก้าวไปข้างหน้า แล้วก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ต้องรู้จักจัดการชีวิตตัวเองให้ดี หลายๆ อย่างพวกนี้ ผมเลยรู้สึกว่าผมก้าวข้ามอะไรมาค่อนข้างเยอะกว่าที่คิดมากๆ”

ดูเหมือนว่า บทบาทในเรื่องที่ผ่านๆ มาของอัด มักจะไม่ใช่บทวัยรุ่นธรรมดาๆ มักจะซับซ้อนเสมอ คิดว่าเป็นเพราะอะไร

“มันอาจจะเป็นจังหวะชีวิตหรืออะไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่าผมเลือกเลยครับ แต่ว่าที่ผ่านมา มันมีโอกาสเข้ามาแค่นั้นจริงๆ (ยิ้ม)  คือผมรู้สึกว่าบทที่ยากๆ บทที่ท้าทาย มันเป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เพราะผมชอบเล่นอะไรที่มันดราม่า ที่มัน Emotional เยอะๆ แต่ถ้าถามว่าผมเลือกรับไหม ผมก็ไม่ เพราะว่าที่ผ่านมาโอกาสมันเข้ามาแค่นั้น มันเป็นจังหวะแบบนั้น มันก็เลยดูเหมือนว่าเราจะได้เล่นแต่บทแบบนั้น ซึ่งผมก็มองว่ามันอาจจะเพราะผมมีคาแรคเตอร์เป็นแบบนั้นด้วย ก็เลยเหมาะกับอะไรแบบนั้น”



อย่างบท “สิง” ในเรื่อง “พรุ่งนี้.. จะไม่มีแม่แล้ว” ถือว่ายากไหม

“ยากครับ ถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดตั้งแต่เคยเล่นซีรีส์มา เป็นบทที่ยากแล้วก็ท้าทายตัวผมมากที่สุด ตั้งแต่ตอนที่มาแคสต์บทนี้ ผมก็คิดว่าตัวละครตัวนี้ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย แล้วก็ในใจเค้ามันต้องพังทลายมากแน่ๆ ผมคิดว่า คนๆ นี้น่าสงสารมาก ผมอยากจะเดินไปปลอบเค้าแล้วบอกว่า เราเป็นเพื่อนกันก็ได้นะ (หัวเราะ) อะไรอย่างนั้นครับ ตอนที่อ่านบทแล้วไปแคสต์ก็คือคิดแค่นั้น คือเป็นตัวละครที่มีความทุกข์  และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจตัวละครนี้”

สิงกับอัดมีความเชื่อมโยงกันยังไงบ้าง

“ผมว่าน่าจะมีคาแรคเตอร์บ้างอย่างที่คล้ายกัน คือเป็นคนที่ค่อนข้างขรึม มีความนิ่งในตัวค่อนข้างสูง ไม่ได้เป็นคนเฮฮาตลอดเวลาอะไร มีเรื่องในใจตลอดเวลาที่มันก็อยู่ข้างใน โดยที่คนจะไม่รับรู้เท่าไหร่ แต่ว่าจริงๆแล้วมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวตลอดเวลา แล้วผมก็รู้สึกว่า มันมีปมบางอย่างที่ค่อนข้างเกี่ยวพันกัน มันลิงก์กัน แต่ว่ามันก็เป็นแค่อดีตบางอย่างที่ไม่ได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ หมายถึงว่า พอเรามาเล่นบทนี้ มันมีก้อนบางอย่างที่.. มันก็ลิงก์กับบางอย่างในอดีตของเรา ที่เรา Remind ได้ แล้วก็เอามาใช้ในการแสดงได้บางอย่าง ผมว่ามันก็มีส่วนช่วยให้ผมเข้าถึงตัวละครได้ง่ายขึ้น ช่วยในการสร้างตัวละครขึ้นมา”



เราเห็นด้วยในทุกๆ การกระทำของสิงหรือมีอะไรที่เรารู้สึกว่ าถ้าเป็นเรา เราจะไม่ทำแบบนี้หรอก มีไหม

“ผมว่าผมเข้าใจสิงนะ อย่างที่บอกว่ามันเคยมีบางอย่างที่เกี่ยวพันกัน ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า มันไม่แปลกที่สิงเขาจะคิดแบบนี้ แล้วก็ทำแบบนี้ ในการตัดสินใจทำแบบนั้น แบบนี้ของเรา ถ้าในมุมของผม มันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้นะ ผมเลยเชื่อในสิ่งที่เขาทำหรือตัดสินใจ เพราะวผมเชื่อว่าสิ่งที่สิงเจอมันไม่ใช่เรื่องที่รับมือได้ง่าย การจะผ่านในแต่ละช่วงเวลาของเหตุการณ์ไปให้ได้ มันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน”

ถ้าอย่างนั้นความยากที่สุดของการมารับบทสิง คืออะไร

“ตอนแรกเลยที่ผมอ่านบท ก่อนมาแคสต์ด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่าปมของตัวละครตัวนี้มันใหญ่มาก คือการที่เราคิดว่าเราฆ่าคนๆ นึงมาตลอดชั่วชีวิต มันเป็นความยากนะ แล้วผมรู้สึกว่า ยิ่งเราต้องเล่นโดยการที่เราไม่พูดอะไรเลยครึ่งเรื่อง มันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก  เพราะการแสดง เวลาเราพูด เราสื่ออารมณ์ บางทีมันยังยากเลย แต่การที่เราต้องเล่นแล้วเก็บทุกอย่างไว้ข้างใน แล้วเราสื่อผ่านได้แค่ สายตากับบอดี้ มันเป็นอะไรที่ยากขึ้นไปอีกสำหรับผม แต่ผมก็รู้ว่าความยากนี้มันคือความท้าทายมาก ผมเลยอยากทำ”

แล้วตัวอัดเองเวลามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ จะเก็บเหมือนที่สิงทำไหม

“ถ้าเป็นสมัยเด็กๆหน่อยก็เก็บ เพราะผมมีกำแพงค่อนข้างเยอะ มีกำแพงในการใช้ชีวิต เราจะระแวงไปหมด เราจะกลัวคนไม่ชอบ เหมือนเราพยายาม Play Safe กับตัวเองตลอดโดยการพยายามทำตัวให้นิ่ง พยายามทำตัวให้ไม่ต้องให้ใครมาสนใจเรามาก หรือไม่ต้องการจะเป็นจุดสนใจให้ใครก็ตามมายุ่งกับเรา เพราะว่าบางที เราไม่รู้ว่าการที่เขามายุ่งกับเรา เขาคิดดีหรือไม่ดี หรือว่าบางที เราอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวเราทำตัวไม่ถูก เราเลยเลือกที่จะนิ่ง เป็นวิธีนั้นมากกว่า คำถามคืออะไรนะครับ (หัวเราะ)



คำถามคือเราเลือกที่จะไม่พูดเหมือนสิงหรือเปล่า

(หัวเราะ) “ใช่ครับ หลายครั้งผมเลือกที่จะไม่พูด เพราะผมรู้สึกว่า ผมอาจจะเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พอเราเจออะไรมา พ่อแม่ก็จะสอนตั้งแต่เด็กว่าต้องทำด้วยตัวเอง ต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ผมมักจะโดนส่งไปค่าย แล้วก็จะรู้สึกว่าความรู้สึกของการที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองมันฝังเข้ามาตั้งแต่เด็ก พอเราโตขึ้นเรื่อยๆ เวลาเรามีปัญหาเราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องแก้ไขด้วยตัวเอง เราก็เลยเลือกที่จะคุยกับตัวเองมากกว่าที่จะคุยกับคนอื่น  เลยกลายเป็นว่า เวลามีปัญหา เราจะไม่ค่อยพูดกับใคร แต่ว่าพอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ค่อยๆ เรียนรู้ว่า เราแบกรับโลกคนเดียวไม่ไหว บางปัญหามันอาจจะใหญ่เกินกว่าที่คนๆ นึงจะรับได้ อะไรแบบนี้”

มีเหตุการณ์อะไรไหมที่ทำให้เราเปลี่ยนการแสดงออกต่อปัญหาของเรา กลายเป็นเริ่มพูด เริ่มระบายออกมากขึ้น

“ผมรู้สึกว่าช่วงวัยแต่ละช่วง มันก็จะมีจุดเปลี่ยน อย่างช่วงที่เป็นวัยรุ่น ก็เป็นปกติที่เราอาจจะทะเลาะกับที่บ้าน ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น เราเองก็จะได้เจอคนที่หลากหลายขึ้น เจอคนที่เรารู้สึก Comfort ที่จะอยู่ด้วย มันก็เลยทำให้กล้าที่จะพูด แต่ว่ากว่าที่จะมาถึงตรงนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมที่จะเปิดใจคุยกับใคร ผมว่ามันเป็นเรื่องของชีวิตที่พอเราได้ผ่านอะไรมาเยอะขึ้น เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น เราได้เจออะไรเยอะขึ้น ได้รับข้อมูลหรือความคิดจากคนอื่นๆ มามากขึ้น มันเลยทำให้เรากล้าที่จะเปิดตัวเองไปสู่คนอื่นมากขึ้น แต่ในการเปิด มันไม่ได้หมายความว่าเราเปิดกับทุกคน เราเลือกเปิดกับบางคนที่เราคิดว่าเขาเข้าใจเรา พร้อมจะรับฟังเรา”

อะไรๆ มันดีขึ้นไหม เมื่อเราเลือกที่จะไม่เก็บไว้คนเดียวแล้ว

“ผมว่ามันดีขึ้นมาก (ลากเสียง) ช่วงที่ผมไม่พูดคือผมรู้สึกว่าโลกมันมืดมนมาก มันดิ่งมาก แล้วเราไม่รู้ว่าเราต้องไปทางไหน คือเราไม่กล้าที่จะพูดกับใคร คือเรามีความกลัว มีความอาย แต่พอเลือกที่จะพูดออกไป พูดกับคนที่เขาพร้อมจะฟังจริงๆ มันก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่า บางครั้งการที่เราได้แชร์บางอย่างออกไป ความเครียดมันไม่ได้ทำให้ตัวเราหนักเท่าเดิมแล้ว กับอีกอย่างนึงคือบางครั้งเราชอบคิดไปก่อนเองว่า ถ้าเราเล่าเรื่องแบบนี้ให้คนอื่นฟัง เขาจะต้องมานั่งทุกข์กับเรา ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ การที่ผมเปิดใจเล่าให้คนอื่นฟัง บางทีมันก็ทำให้ผมเข้าใจว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่.. เรารับส่งกัน เหมือนกับการแสดงที่ก็คือการรับส่งกันเหมือนกัน การที่เราพูดอะไรออกไป มันอาจจะให้อะไรบางอย่างกับคนฟังก็ได้ หรือบางทีกับตัวเราเองก็ดีเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่าความคิดบางอย่างถูกเปลี่ยน จากการเก็บบางอย่างไว้ เป็นการส่งออกไปแทน”

แปลว่าการเป็นนักแสดงก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเปิด

“ใช่ครับ ผมว่าการเป็นนักแสดงเป็นจุดเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น มองโลกได้กว้างขึ้น แล้วก็อย่างที่บอกว่า กำแพงของเราที่เคยมี มันก็ค่อยๆ ลดลง



ส่วนตัวอัดเอง อัดได้เข้าใจแล้วว่า พอได้พูด ได้ระบายออกไป อะไรๆ มันดีขึ้น แล้วถ้ามองกลับมาที่ตัวสิง ที่เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพูดไม่จา เก็บทุกอย่างไว้ข้างใน ทั้งความรู้สึกผิด ทั้งอะไรอื่นๆ อัดคิดว่ามันหนักแค่ไหนสำหรับสิงที่ต้องทนมาอย่างนั้นจนโต

“ เอาจริงๆ ทั้งชีวิตเขาอาจจะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ พร้อมกับความรู้สึกผิดนั้น เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาต้องทำยังไง มันเหมือนการด้วยความไม่รู้ แล้วพอไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ว่าใครจะช่วยเขาได้ เพราะเขาไม่มีพ่อแม่ และถึงแม้เขาจะอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า ที่มีเด็กคนอื่นๆ อยู่ด้วย แต่มันก็ไม่ได้มีคนที่ เขารู้สึกกล้าที่จะพูดทุกอย่างด้วยอยู่ดี มันไม่มีใครที่จะมาทลายกำแพงนี้ ผมว่าทุกคนมีกำแพงที่ต้องทลายออกด้วยตัวเอง แต่สำหรับบางคน ด้วยความกลัวที่มาก ทำให้ทลายกำแพงนั้นไม่ได้ มันก็เลยยิ่งทรมาน อย่างเช่น สิง เป็นต้น ซึ่งผมรู้สึกว่ามันหนักมากนะ สำหรับการที่ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา”

แล้วสิงเขาจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง

“พอมันเก็บความรู้สึกนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วจัดการอะไรไม่ได้ ก็คงอยู่ด้วยความเคยชินมากกว่า ไม่ได้พูดกับใคร คือผมว่า เขารู้ตัวว่าเขารู้สึกแบบนี้นะ แต่อาจเพราะความไม่รู้ ที่มันกลืนกินเข้าไปจนทำให้เขาเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำยังไง เหมือนมันคงชาไปแล้วกับความรู้สึกนี้อะครับ ผมว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะจัดการอะไรกับมัน เขาแค่อยู่กับมันจนชินได้แล้ว”

ถ้าอย่างนั้นในโลกของสิง มีแต่พี่น้ำ (แอร์- ภัทราริน) คนเดียวหรือเปล่าที่เข้าถึงได้

“ผมว่านอกจากน้ำ อาจจะมีครูยักษ์ (เดวิด อัศวนนท์) อีกคนนึงที่เข้าใจตัวสิงนะครับ แต่ด้วย Relationship ที่ไม่ได้สนิทกัน เป็นครูกับเด็กในบ้านกำพร้า และด้วยคาแรคเตอร์ครูยักษ์ที่ไม่ใช่คนที่จะเข้ามาปลอบประโลม  หรือพร้อมที่จะชวนเราคุย เขาจะมีวิธีการแสดงออกอย่างอื่นมากกว่า ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขารู้สึกไม่ดีกับเรา หรือว่าเรารู้สึกไม่ดีกับเขา แค่แต่ละคนมีวิธีการแสดงออกทางความรักที่ไม่เหมือนกัน และสำหรับสิงเอง ก็อาจจะไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้นก็ได้ กำแพงที่เขามีอยู่ มันอาจจะต้องการแค่ความรู้สึกที่ว่า ถ้ามีคนเข้ามาคุยแบบเข้าใจ อาจแค่จับมือหรือว่าอะไรก็ตาม ที่มันเป็นความรู้สึกแบบซอฟต์ๆ ที่เขาไม่เคยได้รับ ผมว่ามันน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่าที่สิงต้องการ ซึ่งคนที่น่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ที่สุดก็น่าจะเป็นพี่น้ำแหละครับ



มิติความสัมพันธ์ของสิงกับพี่น้ำมันเป็นไปในทางไหนบ้าง

“มันเป็นความรู้สึกว่าพี่น้ำคือคนที่ Comfort ที่สุดสำหรับสิงในทุกๆเรื่อง ถ้าเขาอยากจะพูดอะไรด้วยมากที่สุด ก็คือเป็นการคุยกับพี่น้ำ สิงไม่เคยรู้จักการมีความรักแบบคู่รักเท่าไร พี่น้ำอาจจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้น มันก็เลยมีความซับซ้อน ผมว่ามันเป็น Complicated Relationship มากๆ ไม่ได้ตรงตัวซะทีเดียวว่าจีบกัน แต่สถานะที่ชัดสุดคือการเป็น Comfort zone ของกันและกัน เป็นคนที่สบายใจที่จะอยู่ด้วย ไอความจีบกันมันอาจจะมาช่วงหลัง ทำให้รู้จักการมีความรักเชิงชู้สาวมากขึ้น

เห็นมีเลิฟซีนด้วย ถือเป็นเลิฟซีนแรกของเราเลยมั้ย

“ใช่ครับ เกิดมาไม่เคยเล่นเลิฟซีนเลยอะ (หัวเราะ) คือไม่คิดว่าคนอย่างผมจะมีโอกาสได้เล่นเลิฟซีน คือผมรู้สึกว่าคาแรคเตอร์ของผมมันไม่น่าจะไปถึงเลิฟซีนกับใคร ก็เลยไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น จนแบบว่ารับเรื่องนี้ปุ๊บ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าต้องมีเลิฟซีน รู้แค่บทที่ค่อนข้างเก็บกด จนได้บทมาสักพักนึง ก็ อ้าว! มีจูบเฉย ก็เลยแบบ.. ก็ดี (หัวเราะ)”

พี่แอร์คือไอดอลยุค 90 คนนึงที่ดังมากๆ เราทันความดังของเขาหรือเปล่า หรือว่ารับรู้ความดังของพี่แอร์บ้างไหม 

“ยุคที่พี่แอร์ดังมาก ผมอาจจะไม่ทัน แต่ว่าพอโตขึ้นมาหน่อยก็จะรู้จักว่าเขาเล่นเรื่อง องค์บาก ที่ผมเคยดูแล้วก็จำหน้าได้แต่ก็ไม่ได้ติดตามอะไรขนาดนั้น ซึ่งตอนเล่นผมก็เขินๆ เพราะอย่างที่บอก ว่าไม่เคยเล่นเลิฟซีนมาก่อน แล้วมันก็เล่นกันประมาณ 3 เทค ก็จุ๊บๆๆ กันไป (หัวเราะ) ก็เขินแหละครับ”

แล้วส่วนตัวอัดคิดว่ามันสมเหตุสมผลไหม ที่พี่น้ำกับสิงทำแบบนั้นต่อกันในซีนนั้น

“มันเป็นความสัมพันธ์ที่มันซับซ้อนมาก จะว่าสมเหตุสมผลไหม ก็ตอบไม่ได้เต็มปาก เพราะผมรู้สึกว่า นี่คือความสับสน และความซับซ้อน คือเหมือนกับว่า พอเรารู้สึกดีกับใครมากๆ ซักคนนึง การที่จะเผลอใจทำอะไรแบบนี้ต่อกัน มันก็เป็นไปได้ ผมก็เลยรู้สึกว่านี่แหละ It’s a complicated relationship. ครับ”



การได้รับบทบาทเป็น “สิง” สอนอะไรเรา ให้อะไรกับเราบ้าง

“การรับบทบาทเป็นสิง ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมค่อนข้างเย็นขึ้น ทุกอย่าง แม้มันจะยังไม่ได้ถูกพูดออกไป แต่เราก็รู้สึกกับมันก่อน เราคิดก่อนแล้วก็หาคำตอบในหัวก่อนที่จะพูดออกไป มันก็ทำให้ผมย้อนกลับมาในชีวิตจริงว่าบางทีเรารู้สึกอะไรในชีวิตจริงข้างนอก เรายังไม่ทันได้นิ่งกับตัวเอง ยังไม่ทันได้รู้สึก ไม่ทันได้คิด เราก็พูดออกมาแล้ว มันเลยย้อนกลับมาว่า การเป็นสิงทำให้ผมใจเย็นลง อยู่กับตัวเองมากขึ้น รู้สึกแล้วก็ไตร่ตรองทุกอย่างมากขึ้นกว่าเดิม ให้เวลาตัวเองได้รู้สึก ได้คิด แล้วค่อยพูดออกไป เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อน คิดอะไรก็พูดๆๆ แต่ตัวละครตัวนี้มันทำให้เรากลับมามองตัวเอง แล้วทำให้เรารู้สึกได้ว่า เราลืมกอดตัวเอง เราลืมบอกรักตัวเอง เหมือนว่าพอเราได้เล่นบทบาทที่เจ็บปวด ที่เรารู้ว่าเขาไม่มีทางออก มันเลยสะท้อนกลับมาชีวิตจริงว่า บางทีเราก็เป็นแบบนั้นนะ แต่เราเลือกที่จะเดินหนีมัน ถ้าเราอยู่กับมันได้ รู้จักที่จะให้กำลังใจตัวเองบ้าง มันก็เป็นอะไรที่ดีมากๆเลยนะ”

แล้วในชีวิตจริงของอัด ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่ๆหรือเวลาที่เราเศร้าเศร้าอะไรขึ้น อัดมีวิธีผ่านมันมาได้อย่างไร

“บางครั้งมันก็เป็นเรื่องแบบว่า.. มันสุดทางของความรู้สึกแย่แล้ว เหมือนพอมันสุดทาง มันก็มีสปริงบางอย่างขึ้นมาเอง ว่าไม่ชอบแล้ว ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้ว ก็เลยพยายามคิดว่าจะทำยังไงดี เลยลองคิดบวก ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่ามันคิดขึ้นมาได้ยังไงด้วยซ้ำ แค่รู้สึกว่าไม่อยากเป็นแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือบางทีอาจเป็นเพราะสิ่งรอบข้างด้วย ที่เรารู้สึกได้ว่า ถ้าเราไปอยู่ตรงไหนแล้วเราเป็นแบบนี้ มันก็มีแต่ Bad Energy ส่งออกไป เราเคยไม่รู้สึกตัวนะ แต่จนถึงจุดนึง เราคิดได้ว่ามันไม่ถูกต้องแล้วแหละ มันคือจุดต่ำสุดที่เรารู้สึกว่าเราไปข้างนอกแล้วทำให้คนอื่นดูไม่มีความสุขไปด้วย เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ดีแล้ว ก็เลยกลับมาคุยกับตัวเองค่อนข้างเยอะว่า ควรทำยังไง ควรเปลี่ยนตรงไหน แล้วพอรู้ตัวแล้วว่าเราอยากออกจากตรงนี้ เราก็จะพยายามทำด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อน ก่อนที่จะขอมือคนที่ผมรู้สึกว่าไว้ใจ สบายใจด้วย แล้วมันก็ค่อยๆ ออกมาจากความรู้สึกตรงนั้นได้ ผมรู้สึกว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วคุณไม่สามารถช่วยตัวเองได้แล้ว คุณก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดน่ากลัวเลย”



คิดว่าบทบาทของเด็กกำพร้าไกลตัวเรามากไหม แล้วสำหรับอัด ที่อาจไม่เคยสัมผัสเรื่องนี้มาก่อน เรามีมุมมองหรือความคิดเห็นในประเด็นนี้ยังไงบ้าง

“ถามว่าไกลตัวไหม ผมมองว่าไม่ได้ไกลตัวมาก แต่ถามว่าใกล้ตัวไหม ผมว่าก็ไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น แต่ว่าเรา Relate ได้แน่นอน เพราะผมรู้สึกว่า เด็กทุกคนมันมีสัญชาตญาณที่คล้ายๆกัน แล้วเราก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เราเคยมีปัญหาต่างๆ เหมือนกัน ผมรู้สึกว่า เด็กกำพร้า เขาอยู่ใน Status ที่เขาไม่ได้มีคนดูแลที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งตรงนี้ มันเอามาเทียบเคียงกับชีวิตจริงคนเราได้เลยนะ สำหรับผมๆ รู้สึกว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ที่ ไม่ดูแลเขา บางครั้งเขาอาจจะรู้สึกว่า ถ้าไม่ดูแลแบบนี้  งั้นเขาไปเป็นเด็กกำพร้าก็ได้ แล้วการที่ได้มาเล่นเรื่องนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมมองว่าทุกคนในโลกนี้ บางครั้งมันต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรัก ต่อให้คุณจะเข้มแข็งแค่ไหน ผมว่าท้ายที่สุด ทุกคนก็ยังต้องการความรัก สิ่งสำคัญที่เด็กกำพร้าขาดก็คือ ความรักที่ได้จากพ่อแม่ บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักจากพ่อแม่คืออะไร แต่ว่าทุกคนต้องการความรักเหมือนกันหมด ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องการความสนใจจากใครซักคน ให้เขารู้สึกว่าเขายังมีค่าพอสำหรับใครซักคนอยู่ หรือมีค่าพอที่จะเดินต่อไป”

คิดว่าซีรีส์เรื่องนี้เหมาะกับใครที่สุด

“ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ดูได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ทั้งพ่อ แม่ หรือว่าลูก หรือใครก็ตาม ผมเชื่อว่า นี่ไม่ใช่ซีรีส์แค่ของเด็กกำพร้า มันเป็นซีรีส์เกี่ยวกับความเป็นคน ทุกคนน่าจะสามารถแฝงตัวเอง หรือแทนตัวเองเข้าไปในตัวละครสักตัวได้แน่นอน เด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน ผู้ใหญ่ในเรื่องก็เช่นกัน ผมว่าทุกคนน่าจะมีส่วนที่เชื่อมโยงได้กับตัวละคร ผมว่าถ้าเค้ามองข้ามคำว่าเด็กกำพร้าไป นี่คือเรื่องของครอบครัว ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งครอบครัวเป็นสิ่งแรกที่เราทุกคนต้องเจอมาก่อน มันเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในสายเลือดเราอยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดแล้วครับ ถ้ามองว่าบ้านเด็กกำพร้านี้เป็นครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ผมว่าทุกคนก็น่าจะดูได้ แล้วก็ควรค่าแก่การดู”

ถ้าบอกได้ อยากฝากอะไรถึงพ่อแม่ที่กำลังจะทิ้งลูกตัวเอง

“อย่าทิ้งเขาเลยนะ ผมก็แค่อยากบอกว่า อยากให้ทุกคนดูแลคนในชีวิตให้ดีที่สุด เพราะว่าจริงๆ แล้ว คนทุกคนเกิดมาก็อยากจะมีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตข้างหน้า เราจะมีโอกาสได้ดูแลใครสักคนอีกมั้ย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีคนที่คุณต้องดูแลในวันนี้แล้วคุณยังทำได้ไม่ดี มันอาจจะสร้างแผลให้ตัวคุณเองก็ได้ในอนาคต ก็อยากให้ดูแลเขาด้วยความรัก ให้ความรักกับเขาเหมือนที่เราอยากได้ ผมเชื่อว่ามันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะครับ”

มาที่อีกหนึ่งบทบาทในชีวิตของอัดที่น่าสนใจ นอกจากจะเป็นนักแสดงแล้ว อัดยังทำเพลงในนามของวง MINTS ด้วย แล้วระหว่างการเป็นนักแสดงกับนักร้อง ความฝันไหนเกืดก่อนหรือชัดเจนกว่ากัน

“คือจริงๆ แล้วความฝันในการเป็นนักร้องมันอยู่ในตัวมาตั้งแต่เป็นเด็ก สมัยก่อนที่บ้านผมทำร้านอาหาร ผมก็เลยโตมากับพ่อที่ทำร้านอาหาร ซึ่งที่ร้านก็จะมีดนตรีสดมาเล่น ผมเลยได้เห็นตลอด จนผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันซึมซับในเรื่องของการฟังเพลงเข้ามาในตัวผม ทำให้ผมชอบร้องเพลงมาตลอด ผมเคยไปประกวดด้วยนะ ตอนอายุประมาณ 15 แต่ก็ไม่ได้รางวัลอะไร ผมก็เลยรู้สึกว่าผมคงไม่เหมาะกับการเป็นนักร้องมั้ง ก็เลยหยุดประกวดไป ความฝันนั้นก็เลยเหมือนถูกหยุดไปโดยปริยาย ประจวบเหมาะกับหลังจากช่วงนั้น ผมมีโอกาสทางการแสดงเข้ามาพอดี แล้วก็ได้รู้ว่า การแสดงคือสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าความฝันการเป็นนักร้อง มันคือสิ่งที่มีมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ว่ามันถูกหยุดไปเพราะบางอย่าง แล้วพอวันนึงที่ผมได้มาแสดง ผมก็มีโอกาสได้เจอกับครูสอนร้องเพลงที่ Inspire ให้ผมอยากร้องเพลงอีกครั้ง ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากลุกขึ้นมาทำตรงนี้ เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้น หนึ่งมันคือความอยากทำ คือ  Passion คือความฝัน กับสอง คือผมรู้สึกว่า ไม่อยากรอโอกาสอะไรอีกแล้ว ผมอยากจะทำอะไรสักอย่างให้เป็นชิ้นเป็นอันด้วยตัวของผมเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มทำวงขึ้นมา ร่วมกับต้นหนครับ ซึ่งก็ได้รู้จักกันมาจากฮอร์โมนส์ ที่นาดาวนี่แหละครับ”



เขียนเพลงเองด้วยใช่ไหม

“ใช่ครับ วง MINTS คือมีผม ต้นหน แล้วก็มีโปรดิวเซอร์คือ พี่ยิ้ม วง Somkiat เราทำด้วยกัน 3 คน เริ่มตั้งแต่เขียนเนื้อ ทำนอง ทำเองด้วยกันหมดเลย รวมไปถึงพวก Artwork อะไรพวกนี้ด้วย ซึ่งตอนแรกแม้กระทั่ง MV ก็ทำกันเอง กำกับกันเอง ก่อนที่จะไปเข้าค่ายนะครับ คือเป็นวงอิสระทั่วไปที่ทุกอย่างมาจากพวกเราเอง  ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นก้าวสำคัญของผมที่ได้เรียนรู้ว่า ถ้าผมจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง มันง่ายนะ ไม่มีอะไรง่ายบนโลกใบนี้  ทุกอย่างต้องใช้ความอดทนและความพยายามค่อนข้างเยอะมาก แต่เราก็มีความสุขครับ”



แนวเพลงของวงเรา เรียกว่าเป็นแนวอะไร

“Alternative Pop ครับ แต่ว่าในแต่ละเพลงเราก็จะเอาแนวดนตรีอื่นๆ ที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็น Soul, R&B หรือ Jazz เข้ามาผสม แต่ละเพลงก็จะแตกต่างกันไป ล่าสุดก็คือเพิ่งปล่อย EP (Extended Play) ไปชื่อว่า Memos ครับ มี 6 เพลง เป็น Coming of age ที่มาจากประสบการณ์ของผมและต้นหนรวมกัน เป็นการเล่าเรื่องของวัยรุ่นคนนึงที่อยากจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เขาก็มีเรื่องที่อยากจะข้ามผ่าน แต่ในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานั้นมันก็ยังทำไม่ได้ มันยังมีความสับสนอยู่ค่อนข้างเยอะ ตามประสาวัยรุ่น ซึ่งใน EP นี้ก็จะได้เห็นการเติบโตในแต่ละช่วงเวลา มีความฟูมฟาย สับสน รวมไปถึงเริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้น คิด Positive ได้มากขึ้น ผมรู้สึกว่ามันคือบันทึกของผมกับต้นหนในช่วงเวลาที่ผ่านมาครับ”

เสียงจากคนรอบข้างเป็นอย่างไรบ้าง แฟนๆชอบไหม ในฐานะที่เขาติดตามเรากับต้นหนที่เป็นนักแสดงมา

“ถือว่าเสียงจากคนรอบข้างค่อนข้างดีมากๆ ครับ อาจเพราะบางคนเห็นเราตั้งแต่วันแรกด้วย ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนถึงวันที่มันออกมา แล้วก็ค่อยๆ ดีขึ้น ผมว่ามันอาจเหมือนการเฝ้าดูเด็กที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอะครับ เพราะว่าสำหรับสายงานเพลง ผมถือว่าใหม่มาก แต่ผมก็อยากทำเพราะมันเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ ผมมองว่าทุกสเต็ปตอนนี้คือผมกำลังเรียนรู้อยู่ ผมไม่ได้คิดว่าผมเก่งกว่าใคร ผมมองว่าผมคือตัวเล็ก ที่ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวเล็กๆ และผมเชื่อว่าคนที่ติดตามอยู่ เขาก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกับเราว่าเหมือนไปเชียร์ลูกๆ ขึ้นเวทีร้องเพลงอะไรแบบนั้น แล้วพอเราได้เล่นเวทีที่ใหญ่ขึ้น ทุกคนก็จะภูมิใจ  พอเรามี EP แรกออกมา ทุกคนก็ดีใจมากที่ได้เห็นมันเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นอัลบั้มแรกออกมาแล้ว ทุกคนก็จะคอยให้กำลังใจ โดยรวมแล้วแฮปปี้กันหมดครับ”



แล้วมันมีสิ่งที่ต้องแลกไหม กับการที่เราอยากเป็นทั้งนักแสดงและนักร้อง

“จริงๆ ก็แอบมีความยากอยู่บ้างครับ ตรงที่บางทีเราก็ต้องแบ่งเวลามากขึ้น อย่างช่วงไหนที่เราต้องทำเพลง เราก็ต้องมีเวลา เพราะผมรู้สึกว่าบางทีไปยัดเยียดทำใน 3 วันให้เสร็จ เพราะมีคิวแค่ 3 วัน แล้วต้องทำเลย บางทีมันไม่ได้ เพราะมันต้องใช้เวลา รวมถึงต้องหา Inspiration หาประสบการณ์ชีวิต ก็เลยจะมีปัญหาเรื่องคิวค่อนข้างเยอะ อีกอย่างนึงที่ยากสำหรับผมก็คือ การที่เป็นนักแสดงแล้วไปทำเพลง ในช่วงแรกๆ ก็จะมีคนที่ตั้งป้อมกับเราว่า เราก็แค่ดาราทำเพลง เดี๋ยวก็เลิก ช่วงแรกๆ ก็เครียดเหมือนกัน คือมันเป็นคำที่ก็เข้ามาให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้งแหละ ในช่วงแรกๆ นะ ผมก็เลยรู้สึกว่า ผมก็แค่ต้องทำต่อไป ทำไปเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราจะไม่ใช่แค่ดาราทำเพลง แต่เราจะแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเป็นได้ทั้งนักแสดงและนักดนตรีในเวลาเดียวกัน แค่คุณเลือกดูผมในช่วงเวลาที่ต่างกันก็พอ

ปกติคนที่เป็นศิลปินมักจะแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา แต่อัดเป็นนักแสดงด้วย มีวิธีอย่างไรในการแยกโลกของการเป็นนักแสดงกับศิลปิน

“ผมว่าอย่างแรกคือผมพยายามที่จะเป็นตัวเองมากที่สุดในทั้งสองอย่าง เวลาที่ผมไม่ได้เป็นตัวของตัวเองแล้วผมทรมาน เวลาที่เราทำอะไรที่มันไม่ใช่เรา เราจะไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นเวลาทำงานอะไรก็ตาม ครั้งแรกที่เกิดขึ้นหรือครั้งแรกที่ต้องร่วมงานกัน ผมก็จะเป็นตัวเองให้มากที่สุด แล้วก็จะพยายามเป็นอย่างนั้นตลอด  ถ้าเคขาจะไม่ชอบเราตั้งแต่แรกหรืออะไรก็ตาม มันก็จะได้รู้เลยว่า โอเค.. เราต้องหาวิธีการอื่นในการอยู่ร่วมกันไป ซึ่งถามว่าแยกการเป็นนักแสดงกับศิลปินกันยังไง ผมรู้สึกว่า ตอนเป็นนักร้องมันไม่ได้แปลว่าเราจะพูดอะไรก็ได้ มันก็ยังเป็นตัวตนผม ที่ผมก็ยังต้องคิด คิดว่าจะพูดอะไรออกไป อาจเพราะผมไม่ใช่คนที่คิดอะไรแล้วก็พูดเลย อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนค่อนข้างคิดมาก เวลาจะทำอะไรผมก็ต้องคิดก่อน เขียนสคริปต์ว่าวันนี้จะพูดอะไรบ้าง คือเตรียมตัวไปประมาณนึง คือมีความเป็นตัวเองนะ แต่ว่าเราจะมี Point ในหัวว่าวันนี้เราจะพูดอะไรบ้าง”



หลังจากนี้อัดวางเป้าหมายในอนาคตของตัวเองไว้ยังไงบ้าง

“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็อยากจะเรียนให้จบครับ (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ส่วนงานแสดง ผมก็ยังอยากแสดงเหมือนเดิม ชอบเป็นนักแสดง ยังอยากเล่นบทที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ อยากลองเล่นหลายๆ แนว ก็ไม่ได้รู้สึกปิดกั้นว่าเราต้องเล่นแบบนี้แบบเดียวเท่านั้น รู้สึกว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ ผมไม่แพลนว่าจะต้องอย่างนั้น อย่างนี้ เท่านั้น แค่รู้สึกว่าเรายังอยากได้รับโอกาสในเส้นทางนี้ต่อไป ส่วนการทำเพลง ก็ยังมี Goal แต่ละปีเหมือนเดิมว่า ปีหน้าเราอยากจะทำอัลบั้ม อยากจะไปโชว์เวทีนี้ มีความฝันใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ผมเป็นคนไม่ชอบวางแผนอะไรยาวๆ ขนาดนั้น ผมชอบมองเป็นแบบ.. ปีนึง อะไรอย่างนี้ เหมือนเราเซ็ตไปทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็ทำมันให้สำเร็จ แล้วเราจะรู้สึกบวกกับตัวเรา คือบางทีเราไปเซ็ตว่าอีกหลายปี จะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ พอคิดไกลมากมันอาจทำให้เรากังวล ผมก็เลยรู้สึกว่า ผมก็เซ็ตเป็นอย่างนี้ดีกว่า ว่าโอกาสไหนที่มันเข้ามาเร็วๆ นี้ แล้วมันเหมาะสม มันถูกต้อง ตามจังหวะเวลา ผมก็ยินดีทำแล้วก็คงทำสายนี้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ”
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์ / หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เมื่อศาสตร์การแสดงบอกเล่าธรรมะ... 20 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ ภาพอะไรจะปรากฎ?
เขาคือหนุ่มหล่อวัย 25 เจ้าของความสูง 180 เซนติเมตร และเป็นพิธีกร เจาะใจ New Gen อีกหนึ่งคน หากมองเพียงผิวเผินคงคิดว่าเขาคือนายแบบหุ่นล่ำมาดกวน แต่หากได้ลองทำความรู้จัก บอกได้เลยว่า "ไม่ธรรมดา"