TALK

เจาะใจ The Lounge : 'สเตฟาน ซลอเทสคู' กับ True skin และ Blackpills หนังสั้นสุดล้ำ ที่ถ่ายทำที่กรุงเทพฯ

สเตฟาน ซลอเทสคู
2 ม.ค. 2561

สเตฟาน ซลอเทสคู โปรดิวเซอร์และผู้กำกับชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานหนังสั้นที่มาถ่ายทำที่กรุงเทพฯ จนกลายเป็น Viral ไปทั่วโลกอย่าง True skin ที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างคนกับหุ่นยนต์ได้อย่างน่าสนใจและล้ำสมัย
 

ประเทศไทยและกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อว่ามีกองถ่ายจากต่างประเทศมาถ่ายทำค่อนข้างบ่อย อย่างคุณเองก็เช่นกัน ทั้ง True Skin และ Projects ล่าสุด กับ TV series ที่จะรับชมได้ช่วงต้นปีหน้าผ่านทาง Application ชื่อ Blackpills คุณชอบอะไรที่กรุงเทพฯ บ้าง
กรุงเทพฯ คือหนึ่งในสถานที่ที่ผมชอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไปจนถึงโลเคชั่นในการถ่ายทำ และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คือผู้คนเป็นมิตรมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องยอมรับว่า การมาที่กรุงเทพฯ ในฐานะนักท่องเที่ยว กับการที่คุณมาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ หรือมาทำงานที่นี่ มันไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนนี้ ผมก็กำลังเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทั้งการกินอยู่ และการทำงาน คือมันก็จะมีอะไรบางอย่างที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีหลายอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามีอยู่จริง และมันก็ดีมากๆ ผมก็พยายามเรียนรู้ถึงความต่างนี้ไปเรื่อยๆครับ
 
ครั้งแรกที่มาที่กรุงเทพฯ คุณมาทำอะไร และมาอยู่นานแค่ไหนคะ
ปี 2010 ผมมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเที่ยวในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็ได้พบว่า ที่นี่คือเมืองที่มีความเจ๋งอยู่ในตัวมาก ผมชอบความรู้สึกที่ว่า กรุงเทพฯ เหมือนกับเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Blade runner เลย ผมก็เลยอยากจะถ่ายทำหนังสั้น True Skin ของผมใหม่ที่นี่ หนังสั้นที่เคยถ่ายทำไปแล้วที่อเมริกา แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ และความเจ๋งอีกอย่างของกรุงเทพฯ คือคุณสามารถถ่ายทำอะไรได้มากมายโดยที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 7 วันเท่านั้น แล้วก็ชอบมากๆ ผมเลยตัดสินใจโทรหา Partner ผู้ซึ่งเป็น DP (Director of Photography) ตอนนั้น เขาอยู่ที่นิวยอร์ก เขาก็บินตามมาหาผมที่นี่ พร้อมกับภรรยาของเขา จากนั้นเราทั้งสามคนก็เริ่มทำการถ่ายทำ True skin กันอีกครั้งทันที โดยที่ผมรับบทเป็นนักแสดงหลักเพียงคนเดียวในเรื่อง เพราะว่า ณ ตอนนั้น ผมไม่รู้จักใครที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น ไม่มีเพื่อน ไม่มี contact นักแสดงในมือ ไม่มีใครที่สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องการถ่ายทำ พอถ่ายทำเสร็จ เราก็บินกลับไปที่อเมริกาเพื่อทำการตัดต่อและขั้นตอนอื่นๆของ Post-production โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งาน CG


 
นั่นคือขั้นตอนก่อนจะมาเป็นหนังสั้นที่ได้ดูกันเหรอคะ 
ยังครับ ปีถัดมา ผมกลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติม แล้วกลับไปตัดต่อใหม่อีกครั้ง เท่ากับว่า True Skin ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 2 ปีกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย
 
ทำไมคุณถึงตั้งชื่อหนังสั้นเรื่องนี้ว่า True Skin
เพราะว่า Skin คือความเป็นตัวตนแท้จริงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ คือผิวหนังที่แท้จริงของคนๆนึง ไม่ว่าร่างกายของเขาคนนั้นจะถูกประกอบด้วยอะไร หรือถูกเพิ่มค่าด้วยอะไรเข้าไปบ้าง และก็ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว นอกจาก True Skin มันก็ยังมีโปรเจค Sci-Fi อีกเป็นร้อยเป็นพันชิ้นทั่วโลก ที่ พยายามค้นคว้า และบอกเล่าเรื่องราวในมุมมองความเป็นมนุษย์และการเป็นหุ่นยนต์ เพียงแต่ว่า True Skin พยายามบอกเล่าเรื่องราวของประเด็นนี้ออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง คือจะดู Modern ขึ้น
 
สิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารใน True Skin คุณพยายามเปรียบเทียบความเป็นคนกับการเป็นหุ่นยนต์หรือเปล่
จริงๆ แล้ว เรื่องราวใน True Skin มันบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนที่มีเงิน กับคนที่ไม่มี คนที่มี เขาก็สามารถซื้อหา เปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนชิ้นไหนในร่างกายก็ได้ ไม่ว่าจะภายใน หรือภายนอก เท่าที่มีกำลังซื้อ เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่มีเงินเพียงพอ คุณก็ต้องพยายามดิ้นรนมากกว่า พยายามหาหนทางที่จะใช้ชีวิตรอดในสังคมนี้ให้ได้ มันก็เหมือนกับการบอกเล่าถึงชนชั้นทางสังคมเหมือนกันนะ อาจจะใกล้เคียงกับหนังเรื่อง Slumdog Millionaire น่ะครับ คือการหยิบยกเอาเรื่อง Medical Care ของคนในสังคมมาเปรียบเทียบ ก็ต้องยอมรับนะ ว่าคนๆนึงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แล้วต้องทำการรักษา เขาอาจจะต้องตายแน่นอน ถ้าเขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปรักษา ไปผ่าตัด แต่ว่าคนรวย ก็ต้องพยายามหาหนทางที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้นานกว่าอยู่แล้ว ประเด็นนี้จริงๆมันกว้างมากครับ  ณ ตอนนี้ ผมก็ยังพยายามศึกษาและค้นคว้าในประเด็นนี้เพิ่มเติมอยู่ และยังอยากจะทำต่อไปครับ


 
แสดงว่าวันนึง คนเราอาจจะแต่งเติมเสริมแต่งชิ้นส่วนในร่างกาย จนกลายเป็นหุ่นยนต์ไปโดยปริยาย? 
จริงๆแล้ว คนเราทุกวันนี้มีความคล้ายคลึงหุ่นยนต์เข้าไปเรื่อยๆนะ คุณลองคิดดูสิว่า ถ้าเราป่วย ถ้าหัวใจเราไม่สามารถทำงานอย่างปกติได้ แล้วเรามีเงินมากพอที่จะรักษาตัวเอง มากพอที่จะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ เราจะทำไหม หรือถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุแขนขาด คุณก็จ่ายเงินผ่าตัดเพื่อใส่แขนเทียมได้ เพียงแต่ว่า เรื่องราวใน True Skin ที่ถ่ายทอดออกมา มันทำได้มากกว่านั้น คือถึงขั้นมี chip ที่ถูกฝังลงไปในร่างกาย เพื่อ Upgrade มนุษย์ให้มีความสามารถที่หลากหลาย อาจจะเป็น Chip ที่ทำให้คุณคิดได้เร็วขึ้น มองเห็นได้ดีขึ้น หรือทำสิ่งต่างๆได้ไวขึ้น ใครจะไปรู้ว่าในอนาคต คนเราอาจจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นก็ได้
 
หรือคุณกำลังจะพูดว่าคนเรากลายเป็นหุ่นยนต์เข้าไปทุกทีแล้ว
ไม่เชิงครับ ผมคิดว่าจริงๆแล้ว คนเราก็ถือว่าเป็น Machine อย่างนึงนะ เพียงแต่ว่าเป็น Organic Machine หรือเครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ และในที่สุดแล้ว คนเราอาจสามารถแต่งเติมเสริมแต่ง เพิ่มค่าให้กับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆได้ แล้วในที่สุด วันหนึ่งข้างหน้า คนกับหุ่นยนต์ อาจมีเพียงเส้นแบ่งบางๆคั่นกลางก็ได้
 
แล้วคุณคิดว่า อะไรที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็นหุ่นยนต์ได้มากที่สุด
จริงแล้วๆใน True Skin ผมไม่ได้เล่าหรือให้คำตอบชัดเจนนะ ว่าคนเราจะกลายเป็นหุ่นยนต์ได้อย่างไร แต่มันคือจุดๆหนึ่งระหว่างคนและหุ่นยนต์ที่ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน มันไม่ใช่ว่าสิ่งๆนี้บ่งบอกว่า นี่คือหุ่นยนต์ หรือสิ่งๆนั้นบ่งบอกว่านี่คือคน เพราะมัน merge กันแล้ว เชื่อมกันทั้งในส่วนร่างกายและจิตวิญญาณ จิตวิญญานที่ทำให้คุณมีความรู้สึก นึกคิด ซึ่งจะอย่างไรก็แล้วแต่จุดเริ่มต้นตัวละครในเรื่องก็คือมนุษย์อยู่ดี


 
แล้ว Project นี้ คุณมีทีมงานเยอะไหม
ไม่เลย ต้องบอกว่า Process ทุกอย่างของเรื่องนี้  ประมาณ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ มาจากตัวผมทั้งหมด มาจากภายในห้องของผม ในอพาร์ต์เม้นต์ของผมเอง
 
ตอนที่ปล่อย True Skin ออกมาครั้งแรก กระแสดีไหม
ต้องเล่าก่อนว่า ตอนแรก ผมตัด True skin เป็นแบบเวอร์ชั่นสั้น 1 นาที ปล่อยออกมาก่อน จะเรียกว่า Trailer ก็ได้ และหลังจากนั้นอีกราว 6 เดือน ผมจึงค่อยปล่อยตัวเต็ม 6 นาทีออกมา
 
ทำไมทิ้งช่วงห่างกันขนาดนั้น
ตอนนั้น Process ทุกอย่างมันยังไม่เรียบร้อย 100% ผมก็กลัวว่า ถ้าปล่อยออกมาในแบบที่ยังไม่เรียบร้อยดี งานของผมอาจจะถูก  Copy ได้
 
แล้วพอปล่อย Version เต็มผ่านทาง Vimeo กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง 
Big splash เลยครับ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังปล่อยออกมา วิจารณ์ชื่อดังของ Hollywood อย่าง Robert Ebert เขียนถึงงานของผมว่า เป็นหนังสั้นที่เจ๋งที่สุดของปี (ทวิตข้อความผ่านทาง Twitter ส่วนตัวของเขา @ebertchicago: The most buzzed-about short of the year. There’s a biding war for the feature tight) นั่นหมายความว่า สองค่ายยักษ์ใหญ่ กำลังมี Biding war หรือกำลังประมูลแย่งกัน เพื่อให้ได้ลิขสิทธิ์ของ True skin ไปทำเป็น Feature ต่อ นั่นก็คือ Warner brothers และ FOX
 
แล้วสุดท้าย ใครได้ลิขสิทธิ์ของ True Skin ไปคะ
Warner brothers ครับ
 
แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ดูกัน 
คือ.. หลังจากที่มีการพัฒนาเรื่องราวไปประมาณ 2 ปี มันมีบางอย่างที่ไม่ลงตัว ทำให้ตอนนี้ ลิขสิทธิ์ True Skin ก็ไปอยู่ในมือของ Amazon Studio และกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสร้างเป็น TV Series ครับ
 
ไม่ได้ทำ Feature แล้ว?
ไม่แล้ว เปลี่ยนเป็น TV Series แทน
 
ตอนนี้ขั้นตอนไปถึงไหนแล้ว
ตอนนี้อยู่ในระหว่างที่ Nicole Perlman นักเขียนบทของ Guardians of the Galaxy กำลังเขียนบทสำหรับ TV Series เรื่อง นี้ เดือนหน้าน่าจะเสร็จเรียบร้อย และน่าจะได้เริ่มถ่ายทำช่วงต้นปีหน้า โดยจะถ่ายทำที่กรุงเทพฯ ครับ
 
คนไทยจะได้ดูกันหรือเปล่า
ตอนนี้ยังยืนยันอะไรไม่ได้มาก แต่คาดว่าน่าจะได้ดูครับ เพราะก็อย่างที่บอกว่า เราจะถ่ายทำกันที่กรุงเทพฯ นี่แหละ 

ก่อนที่จะได้ดู Series ของ True Skin กัน ณ ตอนนี้ อีกหนึ่งโปรเจคใหญ่ ที่สเตฟานกำลังทุ่มเทเวลาให้อย่างอย่างมาก คือ Series ถึง 5 เรื่อง ที่กว่า 90% มีการถ่ายทำที่กรุงเทพฯ และจะรับชมได้ผ่าน Application ชื่อ Blackpills ต้นปีหน้า



คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นเคยกับ Blackpills มันคืออะไรคะ
Blackpills คือ Application ดูหนังหรือซีรีส์ออนไลน์ ที่เพิ่งเปิดตัวไปที่อเมริกาช่วงกลางปีที่ผ่านมา คล้ายๆNetflix หรือ iflix ครับ ถึงแม้ว่าตอนนี้ แอพนี้จะยังไม่สามารถ Download ในประเทศไทยได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน น่าจะได้ ซึ่งตอนนี้ ผมรับหน้าที่เป็นทั้ง Producer ของทั้ง 5 Series และเป็นผู้กำกับในบางเรื่องด้วย
 
คุณเล่าถึงการทำงาน หรือการถ่ายทำที่กรุงเทพฯ ให้ฟังหน่อยได้ไหม
ต้องบอกก่อนเลยว่า สิ่งหนึ่งที่ดีมากที่กรุงเทพฯ นอกจากเรื่องความคุ้มค่าที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ คือผู้คนให้ความช่วยเหลือดีมากๆ ทีมงานที่นี่ก็ตื่นเต้นและกระตือรือร้นกับการมาร่วมงานกันในโปรเจคนี้ อาจจะเป็นเพราะงานแบบนี้ มันไม่ได้มีมากันบ่อยๆ ซึ่งก็เป็นพลังบวกที่ดีมากในแง่คนทำงานครับ และจริงๆแล้วในกรุงเทพฯ เอง ก็มีกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานเกี่ยวกับกองถ่ายมากอยู่เหมือนกัน สังคมตรงนี้ การทำงานตรงนี้มันสนุกมาก


 
แล้วถ้าพูดถึงในแง่ของการทำงาน ที่นี่เหมือน หรือต่างกับการทำงานที่อเมริกาอย่างไรบ้าง 
ต่างนะ แต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าที่ไหนดีกว่า หรือที่ไหนแย่กว่า แค่ต่างกันครับ ผมก็จะค่อยๆเรียนรู้และปรับตัวไปเรื่อยๆกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ถ้าพูดถึงจุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่ คือคนทำงานที่นี่ ทำงานกันหนักครับ เหมือนกับว่า มีวัฒนธรรมการทำงานหนักของคนกองถ่ายที่นี่
 
แล้วเคยเกิดปัญหาเรื่องอะไรบ้างไหม 
มันก็มีอยู่แล้วครับ ปัญหาเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันหรืออย่างการ Over-promise และในบางครั้ง คนไทยบางคนที่ผมเจอ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือมันมีหลายครั้งที่เขาอาจจะทำบางอย่างไม่ได้ แต่เขาก็ไม่กล้าบอกเราตรงๆ ว่าทําไม่ได้นะ
 
เรื่องราวของทั้ง 5 Series เกี่ยวกับอะไร ใช่แนว Sci-Fi หรือเปล่า
ใช่ครับ ตอนนี้เราถ่ายทำเรื่องที่สามกันอยู่ ชื่อเรื่องว่า Tokyo Red ซึ่งผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมาเมื่อปี 2011 ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากว่าหลังเหตุการณ์นั้น ที่สารกัมมันตรังสีไหลไปทั่วเมือง แต่ว่าผู้คนไม่อพยพออกมา ในทางกลับกัน ผู้คนหาหนทางป้องกันตัวเอง และใช้ชีวิตอยู่กับรังสีเหล่านั้น ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตามเดิม ก่อนหน้านี้ถ่ายเสร็จไปสองเรื่องครับคือ Product war และ Future Love ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรัก วิธีสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต กับรูปแบบและวิธีที่แตกต่างออกไป แบ่งเป็นตอนสั้น 5 ตอน และนอกจากนี้ก็ยังมีอีกสองเรื่องที่อยู่ในขั้นตอน Pre-production ครับ



ถ่ายที่กรุงเทพ ทั้งหมดเลยหรือคะ

เกือบทั้งหมดครับ ประมาณ 90% มีเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ที่เราบินไปถ่ายที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงมีไปถ่ายทำที่นิวยอร์กด้วยนิดหน่อย



ทราบมาว่า คุณเดวิด อัศวนนท์ คือหนึ่งในนักแสดงไทยที่มีชื่อเสียง ที่ได้มาร่วมทำงานใน Project นี้ด้วย กับเรื่อง Future Love: Kobe
ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินชื่อของเขามาบ้าง แต่ว่าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน เราเจอกันไม่กี่เดือนก่อน ที่เขามาออดิชั่นสำหรับบทบาทใน Series นี้  แล้วพอมาร่วมงานกันก็พบว่าเขาเป็นคนที่มีพลังในการทำงานสูงมาก นอกจากจะตลกแล้ว เขายังสามารถเล่นได้หลายบทบาทและเข้าถึงในแต่ละบทได้ดีมาก เป็นนักแสดงที่เก่งมากครับ


 
คุณหานักแสดงในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยอย่างไร เพราะก็มีทั้งนักแสดงชาวเอเชีย และฝรั่งด้วย
เรามีการแคสติ้งปกติทั่วไป และหาผ่านโมเดลลิ่ง หรือกระทั่งการแนะนำผ่านคนรู้จักครับ เราลองหมดทุกอย่าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลือกอาจมีไม่มากนักหากเทียบกับตอนที่ผมทำหนังที่อเมริกา
 


แนวทางงานของคุณเป็น Sci-fi ทั้งนั้น คุณชื่นชอบอะไรในความเป็น Sci-fi
คือโดยความชอบส่วนตัว ผมชอบหนังทั้งแนว Sci-fi และ Fantasy อยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นการทำงานที่มีขั้นตอนต่อเนื่องหลังการถ่ายทำ ไม่ใช่ถ่ายทำเสร็จแล้วเสร็จเลย ผมชอบที่จะเพิ่มเติมสิ่งต่างๆเข้าไปในหนัง ทั้งเพิ่มหุ่นยนต์ เพิ่มชิ้นส่วน หรือความ Crazy ต่างๆ เข้าไปในช่วงตัดต่อ ไม่อย่างนั้นแล้ว มันก็คือการเล่าเรื่องราวความเป็นจริง อย่างเช่น Love Story ที่คนเราเจอกันอยู่ทุกวัน แต่ผมชอบเล่าเรื่องราวที่เหมือนกับว่าผมได้ก้าวออกไปจากชีวิตจริง จากเรื่องราว จากเหตุการณ์ที่ผมได้ผ่านมาหมดแล้ว คือผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันยาก มันเหนื่อย ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ผมเลยรู้สึกว่า ผมอยากก้าวออกมาจากชีวิตจริง เพราะฉะนั้นในการทำงาน ผมเลยชอบอะไรที่มันเหนือจริงครับ
 


Series ที่คุณทำอยู่ใน Blackpills มีความต่างอย่างไร
เราพยายามออกจากกรอบเดิมๆที่ผู้คนคุ้นชิน หรือจะเรียกว่ารับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ได้ Content จะเป็นแนว Edgy หรือมีความล้ำ แหวกแนว คือต้องยอมรับว่าในยุคหลังๆเราไม่ค่อยได้เห็นงานที่เรียกได้ว่าเป็น Original Content มากนัก ไม่เหมือนกับในยุค 80  ที่โลกเรามีงานที่มีความเป็น Original Content มากกว่ายุคนี้ หนังยุคหลังๆที่ออกมา โดยมากจะเป็นหนังแฟรนไชส์ ยกตัวอย่างเช่น ผลงานของค่าย Marvel หรือตระกูล Star Wars คือในแง่ธุรกิจ ผู้สร้างก็มั่นใจได้ว่าหนังจะมีคนดูเยอะ หนังของเรา (หรือ Series) เราก็ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลเท่า Hollywood เราทำในสิ่งที่เล็กกว่า แต่มันก็ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่อิสระได้มากกว่าด้วยครับ

สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล / วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
H1 / วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุณมอญ สุขจิต แดงใจ ทายาทรุ่น 3 ของ ผ้าฝ้ายทำมือย้อมครามธรรมชาติ ในชื่อ “แม่ฑีตา” Brand ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่างมีเอกลักษณ์ ตอนนี้จาก Brand ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ ดินแดนสกลนคร สู่ตลาดชาวต่างชาติอย่างกว้างขวางและเป็นที่สนใจของคนกลุ่มกว้างในขณะนี้ทั้งไทยและเทศ
เรื่องราวของ แรปเปอร์ เเละ วัฒนธรรมของเพลงแนวฮิปฮอป ที่สะท้อนสังคมได้มากกว่าแค่ "หยาบคาย" กับ Jayrunboy