TALK

เจาะใจ The Lounge : 'สเตฟาน ซลอเทสคู' กับ True skin และ Blackpills หนังสั้นสุดล้ำ ที่ถ่ายทำที่กรุงเทพฯ

สเตฟาน ซลอเทสคู
2 ม.ค. 2561

สเตฟาน ซลอเทสคู โปรดิวเซอร์และผู้กำกับชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานหนังสั้นที่มาถ่ายทำที่กรุงเทพฯ จนกลายเป็น Viral ไปทั่วโลกอย่าง True skin ที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างคนกับหุ่นยนต์ได้อย่างน่าสนใจและล้ำสมัย

For films, TV shows, and commercials, finding the perfect location is one of the most challenging task. Bangkok, a place that is on top of mind for international film production location scout, as well as the series that will be airing on Blackpills application, produced by Stephan Zlotescu.

Stephan Zlotescu, an American producer and director whom is currently working on his latest project in Bangkok. 8 years ago, he visited Bangkok for the first time for vacation and decided to shoot his short film “True skin” here which. It became a big hit throughout online platform.
 

ประเทศไทยและกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อว่ามีกองถ่ายจากต่างประเทศมาถ่ายทำค่อนข้างบ่อย อย่างคุณเองก็เช่นกัน ทั้ง True Skin และ Projects ล่าสุด กับ TV series ที่จะรับชมได้ช่วงต้นปีหน้าผ่านทาง Application ชื่อ Blackpills คุณชอบอะไรที่กรุงเทพฯ บ้าง
กรุงเทพฯ คือหนึ่งในสถานที่ที่ผมชอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไปจนถึงโลเคชั่นในการถ่ายทำ และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คือผู้คนเป็นมิตรมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องยอมรับว่า การมาที่กรุงเทพฯ ในฐานะนักท่องเที่ยว กับการที่คุณมาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ หรือมาทำงานที่นี่ มันไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนนี้ ผมก็กำลังเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทั้งการกินอยู่ และการทำงาน คือมันก็จะมีอะไรบางอย่างที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีหลายอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามีอยู่จริง และมันก็ดีมากๆ ผมก็พยายามเรียนรู้ถึงความต่างนี้ไปเรื่อยๆครับ
 
ครั้งแรกที่มาที่กรุงเทพฯ คุณมาทำอะไร และมาอยู่นานแค่ไหนคะ
ปี 2010 ผมมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเที่ยวในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็ได้พบว่า ที่นี่คือเมืองที่มีความเจ๋งอยู่ในตัวมาก ผมชอบความรู้สึกที่ว่า กรุงเทพฯ เหมือนกับเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Blade runner เลย ผมก็เลยอยากจะถ่ายทำหนังสั้น True Skin ของผมใหม่ที่นี่ หนังสั้นที่เคยถ่ายทำไปแล้วที่อเมริกา แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ และความเจ๋งอีกอย่างของกรุงเทพฯ คือคุณสามารถถ่ายทำอะไรได้มากมายโดยที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 7 วันเท่านั้น แล้วก็ชอบมากๆ ผมเลยตัดสินใจโทรหา Partner ผู้ซึ่งเป็น DP (Director of Photography) ตอนนั้น เขาอยู่ที่นิวยอร์ก เขาก็บินตามมาหาผมที่นี่ พร้อมกับภรรยาของเขา จากนั้นเราทั้งสามคนก็เริ่มทำการถ่ายทำ True skin กันอีกครั้งทันที โดยที่ผมรับบทเป็นนักแสดงหลักเพียงคนเดียวในเรื่อง เพราะว่า ณ ตอนนั้น ผมไม่รู้จักใครที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น ไม่มีเพื่อน ไม่มี contact นักแสดงในมือ ไม่มีใครที่สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องการถ่ายทำ พอถ่ายทำเสร็จ เราก็บินกลับไปที่อเมริกาเพื่อทำการตัดต่อและขั้นตอนอื่นๆของ Post-production โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งาน CG ยังครับ ซึ่งในปีถัดมา ผมกลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติม แล้วกลับไปตัดต่อใหม่อีกครั้ง เท่ากับว่า True Skin ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 2 ปีกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งประมาณ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ของทุก Process ผมเป็นคนทำทั้งหมด ภายในอพาร์ต์เม้นต์ของผมเอง ตอนแรกผมตัด True skin เป็นแบบเวอร์ชั่นสั้น 1 นาที ปล่อยออกมาก่อน และหลังจากนั้นอีกราว 6 เดือน ผมจึงค่อยปล่อยตัวเต็ม 6 นาทีออกมา
 
What made you here in Bangkok 8 years ago? 
Originally in 2010, I actually came on vacation, wanted to just take some time off cause I was working on “True skin” in the states.  I had filmed the first version that I wasn't too happy with. So, I came here basically because I was so pissed off about how the original version came out. But when I came, I was surprised that this place is so awesome. I had no idea that this city is so advanced and so crazy- looking. It looks like it’s the set of Blade runner. Also without spending a lot of money, you can just shoot what you saw on the screen. The city actually looks good on camera. After spending time here for only a week, I called my partner who is a DP (Director of photography). He flew all the way over here with his wife. We were walking around the city holding our gear and started filming. I became the actor because there’s no one else around. I didn't know anybody here at that time. Once I finished shooting here, I went back to the States to start editing it together and added VFX on it. It slowly became what it was. I again, came back in Bangkok a year later and filmed some more because here’re some stuff missing that I knew better what it’s going to be. Before releasing the whole thing, I decided to launch a one-minute teaser of the whole thing, then worked with it again for another 6 months. Then I released it online in 2012.  It took like 2 years to finish with 80-90 percent of the process are all done by myself, at my apartment.


 
 
ทำไมคุณถึงตั้งชื่อหนังสั้นเรื่องนี้ว่า True Skin
เพราะว่า Skin คือความเป็นตัวตนแท้จริงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ คือผิวหนังที่แท้จริงของคนๆนึง ไม่ว่าร่างกายของเขาคนนั้นจะถูกประกอบด้วยอะไร หรือถูกเพิ่มค่าด้วยอะไรเข้าไปบ้าง และก็ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว นอกจาก True Skin มันก็ยังมีโปรเจค Sci-Fi อีกเป็นร้อยเป็นพันชิ้นทั่วโลก ที่ พยายามค้นคว้า และบอกเล่าเรื่องราวในมุมมองความเป็นมนุษย์และการเป็นหุ่นยนต์ เพียงแต่ว่า True Skin พยายามบอกเล่าเรื่องราวของประเด็นนี้ออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง คือจะดู Modern ขึ้น จริงๆ แล้ว เรื่องราวใน True Skin มันบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มคนที่มีเงิน กับคนที่ไม่มี คนที่มี เขาก็สามารถซื้อหา เปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนชิ้นไหนในร่างกายก็ได้ ไม่ว่าจะภายใน หรือภายนอก เท่าที่มีกำลังซื้อ เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่มีเงินเพียงพอ คุณก็ต้องพยายามดิ้นรนมากกว่า พยายามหาหนทางที่จะใช้ชีวิตรอดในสังคมนี้ให้ได้ มันก็เหมือนกับการบอกเล่าถึงชนชั้นทางสังคมเหมือนกันนะ อาจจะใกล้เคียงกับหนังเรื่อง Slumdog Millionaire น่ะครับ คือการหยิบยกเอาเรื่อง Medical Care ของคนในสังคมมาเปรียบเทียบ ก็ต้องยอมรับนะ ว่าคนๆนึงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ แล้วต้องทำการรักษา เขาอาจจะต้องตายแน่นอน ถ้าเขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปรักษา ไปผ่าตัด แต่ว่าคนรวย ก็ต้องพยายามหาหนทางที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้นานกว่าอยู่แล้ว ประเด็นนี้จริงๆมันกว้างมากครับ  ณ ตอนนี้ ผมก็ยังพยายามศึกษาและค้นคว้าในประเด็นนี้เพิ่มเติมอยู่ และยังอยากจะทำต่อไปครับ

Why did you name this short film “True Skin”?
Skin is what makes you human or what doesn’t make you. This is not something that only True Skin studies. There are a million more Sci-Fi projects out there that study and explore this topic. True Skin just basically brought different style to it. It also brought to the idea that, this is what happened to the people who have the money that they start doing this to themselves. What happen to the people who don't have the money? It's like Medical Care. What happen to the people right now, even in Thailand, if they don't have the money and they need a heart transplantation. They will die because they don't have the money to do it. The rich people find the way to live longer because they have the money. These are what True Skin is all about. It's the comparison between the people who have the resources and the means to evolve, and the people who don't. You would see how the society work and how it functions. We’re still studying and exploring that. Basically, True Skin is about the people who have the money and can change the body to become better, and those who don't, so they have to find a way to survive in this society. It's actually the study about the classes, just like “Slumdog Millionaire”.



แล้วตอนที่ปล่อย Version เต็มผ่านทาง Vimeo หลังจากที่ได้ปล่อย Teasor 1 นาทีออกมาก่อนแล้วนั้น กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง 
Big splash เลยครับ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังปล่อยออกมา วิจารณ์ชื่อดังของ Hollywood อย่าง Robert Ebert เขียนถึงงานของผมว่า เป็นหนังสั้นที่เจ๋งที่สุดของปี (ทวิตข้อความผ่านทาง Twitter ส่วนตัวของเขา @ebertchicago: The most buzzed-about short of the year. There’s a biding war for the feature tight) นั่นหมายความว่า สองค่ายยักษ์ใหญ่ กำลังมี Biding war หรือกำลังประมูลแย่งกัน เพื่อให้ได้ลิขสิทธิ์ของ True skin ไปทำเป็น Feature ต่อ นั่นก็คือ Warner brothers และ FOX สุดท้าย Warner brothers ได้ลิขสิทธิ์ของ True Skin ไป

How did it go when you first released a full-version of True Skin?
It was a big splash. Within a few hours once I released it, Robert Ebert, one of the big critics in Hollywood wrote about it, saying it was one of the best show this year. After that, there’re a bidding war between Fox and Warner Brothers that started bidding for it. Eventually, Warner Brothers got it and started making a feature on True skin.
 
แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ดูกัน 
คือ.. หลังจากที่มีการพัฒนาเรื่องราวไปประมาณ 2 ปี มันมีบางอย่างที่ไม่ลงตัว ทำให้ตอนนี้ ลิขสิทธิ์ True Skin ก็ไปอยู่ในมือของ Amazon Studio และกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสร้างเป็น TV Series ครับ ตอนนี้อยู่ในระหว่างที่ Nicole Perlman นักเขียนบทของ Guardians of the Galaxy กำลังเขียนบทสำหรับ TV Series เรื่อง นี้ เดือนหน้าน่าจะเสร็จเรียบร้อย และน่าจะได้เริ่มถ่ายทำช่วงต้นปีหน้าครับ
 
When will it come out?
What happened was, it was under development for about 2 years but didn't go well. Eventually, Amazon Studios bought it. It’s now developing as TV series. Nicole Perlman, writer of Guardian of the Galaxy, is writing “True Skin” right now as we speak. It's supposed to be almost done already.
 
จะมาถ่ายทำที่กรุงเทพฯอีกหรือเปล่า
แน่นอนครับ เราจะถ่ายทำกันที่กรุงเทพฯ นี่แหละ
 
Are you planning to have Bangkok as the location for this TV series?
Of course, we are shooting in Bangkok this year. It’s supposed to be a big project.

 

 
กลับมาที่ True Skin คุณคิดว่าวันนึง คนเราอาจจะแต่งเติมเสริมแต่งชิ้นส่วนในร่างกาย จนกลายเป็นหุ่นยนต์ไปโดยปริยายหรือไม่ 
จริงๆแล้ว คนเราทุกวันนี้มีความคล้ายคลึงหุ่นยนต์เข้าไปเรื่อยๆนะ คุณลองคิดดูสิว่า ถ้าเราป่วย ถ้าหัวใจเราไม่สามารถทำงานอย่างปกติได้ แล้วเรามีเงินมากพอที่จะรักษาตัวเอง มากพอที่จะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ เราจะทำไหม หรือถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุแขนขาด คุณก็จ่ายเงินผ่าตัดเพื่อใส่แขนเทียมได้ เพียงแต่ว่า เรื่องราวใน True Skin ที่ถ่ายทอดออกมา มันทำได้มากกว่านั้น คือถึงขั้นมี chip ที่ถูกฝังลงไปในร่างกาย เพื่อ Upgrade มนุษย์ให้มีความสามารถที่หลากหลาย อาจจะเป็น Chip ที่ทำให้คุณคิดได้เร็วขึ้น มองเห็นได้ดีขึ้น หรือทำสิ่งต่างๆได้ไวขึ้น ใครจะไปรู้ว่าในอนาคต คนเราอาจจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นก็ได้
 
Coming back to True Skin, are you trying to compare how it's like to be robot and to be human?  
I think we are going that direction. We are starting to replace hearts or other parts of the body. Say if you got into an accident and lose your arm, you could replace it with prosthetics limps. Also in the future, there's going to be electronic chips that make you see better, and stuff that make you think faster. You're going to be even more connected to the internet through god-knows-what Technology is. We'll just continue to do it more and more.

หรือคุณกำลังจะพูดว่าคนเรากลายเป็นหุ่นยนต์เข้าไปทุกทีแล้ว
ไม่เชิงครับ ผมคิดว่าจริงๆแล้ว คนเราก็ถือว่าเป็น Machine อย่างนึงนะ เพียงแต่ว่าเป็น Organic Machine หรือเครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ และในที่สุดแล้ว คนเราอาจสามารถแต่งเติมเสริมแต่ง เพิ่มค่าให้กับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆได้ แล้วในที่สุด วันหนึ่งข้างหน้า คนกับหุ่นยนต์ อาจมีเพียงเส้นแบ่งบางๆคั่นกลางก็ได้ จริงแล้วๆใน True Skin ผมไม่ได้เล่าหรือให้คำตอบชัดเจนนะ ว่าคนเราจะกลายเป็นหุ่นยนต์ได้อย่างไร แต่มันคือจุดๆหนึ่งระหว่างคนและหุ่นยนต์ที่ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน มันไม่ใช่ว่าสิ่งๆนี้บ่งบอกว่า นี่คือหุ่นยนต์ หรือสิ่งๆนั้นบ่งบอกว่านี่คือคน เพราะมัน merge กันแล้ว เชื่อมกันทั้งในส่วนร่างกายและจิตวิญญาณ จิตวิญญานที่ทำให้คุณมีความรู้สึก นึกคิด ซึ่งจะอย่างไรก็แล้วแต่จุดเริ่มต้นตัวละครในเรื่องก็คือมนุษย์อยู่ดี

So you think people are going to be like robot?
I don't think people are like robots. I just think that there's going to be a merge between the two. I believe that we’re just an advanced organic machine. Eventually, through our intelligence, we will be able to modify and enhance ourselves in the future. In the end, there’re probably no line between what is a machine and what is human. There's going to be only a blurry line. In “True Skin”, it's not just a robot or a person. It's the merging of the two, whether it's the body part, or your brain in the entire machine body, or whether it's your soul that makes you get consciousness transferred into another body. No matter what, you still started it off as human.




ก่อนที่จะได้ดู Series ของ True Skin กัน ณ ตอนนี้ อีกหนึ่งโปรเจคใหญ่ ที่สเตฟานกำลังทุ่มเทเวลาให้อย่างอย่างมาก คือ Series ถึง 5 เรื่อง ที่กว่า 90% มีการถ่ายทำที่กรุงเทพฯ และจะรับชมได้ผ่าน Application ชื่อ Blackpills ต้นปีหน้า

คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นเคยกับ Blackpills มากนัก Blackpills คือ Application ดูหนังหรือซีรีส์ออนไลน์ ที่เพิ่งเปิดตัวไปที่อเมริกาช่วงกลางปีที่ผ่านมา คล้ายๆNetflix หรือ iflix และถึงแม้ว่าตอนนี้ แอพนี้จะยังไม่สามารถ Download ในประเทศไทยได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะได้ ซึ่งตอนนี้ Stephan ก็รับหน้าที่เป็นทั้ง Producer ของทั้ง 5 Series และเป็นผู้กำกับในบางเรื่องด้วย
 
Now, let’s talk about the latest project you're working on, the Blackpills series. For those who don’t know, Blackpills is an application for original series. Free for download and is available in the US, and 13 other countries. For Thailand, we could only wait and see.



 
คุณเล่าถึงการทำงาน หรือการถ่ายทำที่กรุงเทพฯ ให้ฟังหน่อยได้ไหม
ต้องบอกก่อนเลยว่า สิ่งหนึ่งที่ดีมากที่กรุงเทพฯ นอกจากเรื่องความคุ้มค่าที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ คือผู้คนให้ความช่วยเหลือดีมากๆ ทีมงานที่นี่ก็ตื่นเต้นและกระตือรือร้นกับการมาร่วมงานกันในโปรเจคนี้ อาจจะเป็นเพราะงานแบบนี้ มันไม่ได้มีมากันบ่อยๆ ซึ่งก็เป็นพลังบวกที่ดีมากในแง่คนทำงานครับ และจริงๆแล้วในกรุงเทพฯ เอง ก็มีกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานเกี่ยวกับกองถ่ายมากอยู่เหมือนกัน สังคมตรงนี้ การทำงานตรงนี้มันสนุกมาก ส่วนในแง่การทำงาน ถือว่าต่างกัน แต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าที่ไหนดีกว่า หรือที่ไหนแย่กว่า แค่ต่างกันครับ ผมก็จะค่อยๆเรียนรู้และปรับตัวไปเรื่อยๆกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ถ้าพูดถึงจุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่ คือคนทำงานที่นี่ ทำงานกันหนักครับ เหมือนกับว่า มีวัฒนธรรมการทำงานหนักของคนกองถ่ายที่นี่ ส่วนปัญหาการทำงาน มันก็มีบ้าง เช่นปัญหาเรื่องของการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันหรือการ Over-promise และในบางครั้ง คนไทยบางคนที่ผมเจอ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือมันมีหลายครั้งที่เขาอาจจะทำบางอย่างไม่ได้ แต่เขาก็ไม่กล้าบอกเราตรงๆ ว่าทําไม่ได้นะ
 
How is it like to be working here?
Basically, the people work hard. I think there's a hard-working culture here. But sometimes there's miscommunication or even things can be over- promised. There're things that I'm still learning. Some things are better here than in the US and some are not. I can't say one is worse and the other one is better than the other. It’s just different, and I just have to learn to adapt to different cultures. Good thing is that people here are very willing to help. They are willing to work with us and are very excited about this kind of project because they don't come very often. There is a sense of community here, among the film people especially, the foreign group. I personally liked it so much. I think it's great. Thailand also has the best of a lot of stuff. It has an amazing food and amazing location. The weather is warm all year round and the people are very friendly. But I have to say that it was much different when you live here longer, you start learning a lot about the culture and the people. There would be stuff you discover you don't like, and some stuff you realize that you never know it’s so good. As a foreigner being here for a few months, I think it's one of the greatest cities on the planet. There're a lot of amazing things.

เรื่องราวของทั้ง 5 Series เกี่ยวกับอะไร ใช่แนว Sci-Fi หรือเปล่า
ใช่ครับ ตอนนี้เราถ่ายทำเรื่องที่สามกันอยู่ ชื่อเรื่องว่า Tokyo Red ซึ่งผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมาเมื่อปี 2011 ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากว่าหลังเหตุการณ์นั้น ที่สารกัมมันตรังสีไหลไปทั่วเมือง แต่ว่าผู้คนไม่อพยพออกมา ในทางกลับกัน ผู้คนหาหนทางป้องกันตัวเอง และใช้ชีวิตอยู่กับรังสีเหล่านั้น ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตามเดิม ก่อนหน้านี้ถ่ายเสร็จไปสองเรื่องครับคือ Product war และ Future Love ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรัก วิธีสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต กับรูปแบบและวิธีที่แตกต่างออกไป แบ่งเป็นตอนสั้น 5 ตอน ตอนนี้เรากำลังถ่ายทำเรื่องที่ 3 และนอกจากนี้ก็ยังมีอีกสองเรื่องนั่นคือ Passed Out และ Same Rights

How many projects you are producing for Blackpills?
There’re 5 series for now. “Future Sex”, “Tokyo Red”, “Product Wars” and “Same Rights” which deal with the A.I. on trial. Also “Passed Out” which is a project about transgenics and fashion mixed together. It's a weird one. We’re currently shooting the third series and the rest will be shooting in the first quarter of this year.




ถ่ายที่กรุงเทพ ทั้งหมดเลยหรือคะ

เกือบทั้งหมดครับ ประมาณ 90% มีเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ที่เราบินไปถ่ายที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงมีไปถ่ายทำที่นิวยอร์กด้วยนิดหน่อย

Are they all filmed in Thailand?
Most of it yes! In Bangkok actually. There’re some scenes for “Tokyo Red” that will be shooting in Tokyo. Also a few exterior shots for “Product wars” that will be shooting in New York for 2-3 days too.



ทราบมาว่า คุณเดวิด อัศวนนท์ คือหนึ่งในนักแสดงไทยที่มีชื่อเสียง ที่ได้มาร่วมทำงานใน Project นี้ด้วย กับเรื่อง Future Love: Kobe
ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินชื่อของเขามาบ้าง แต่ว่าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน เราเจอกันไม่กี่เดือนก่อน ที่เขามาออดิชั่นสำหรับบทบาทใน Series นี้  แล้วพอมาร่วมงานกันก็พบว่าเขาเป็นคนที่มีพลังในการทำงานสูงมาก นอกจากจะตลกแล้ว เขายังสามารถเล่นได้หลายบทบาทและเข้าถึงในแต่ละบทได้ดีมาก เป็นนักแสดงที่เก่งมากครับ

David Asavanant, a well-known actor, is one of your main actor for “Future sex”. How is it like working with him?
He's one of the great actor here. He is very believable, funny, and can also do different characters too. I didn’t know him before, have only heard of him until he did the audition for Kobe: Future sex.


 
คุณหานักแสดงในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยอย่างไร เพราะก็มีทั้งนักแสดงชาวเอเชีย และฝรั่งด้วย
เรามีการแคสติ้งปกติทั่วไป และหาผ่านโมเดลลิ่ง หรือกระทั่งการแนะนำผ่านคนรู้จักครับ เราลองหมดทุกอย่าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลือกอาจมีไม่มากนักหากเทียบกับตอนที่ผมทำหนังที่อเมริกา

How did you do the casting call with local actors/actresses?
We do casting. Some are from the modeling, some are from actual casting for actors. Some of the actors we found by recommendations from other actors. It depends. We use different strategy. We’ve tried everything. We have to get creative because there's not many choices here as there are, for example, in Los Angeles.
 


แนวทางงานของคุณเป็น Sci-fi ทั้งนั้น คุณชื่นชอบอะไรในความเป็น Sci-fi
คือโดยความชอบส่วนตัว ผมชอบหนังทั้งแนว Sci-fi และ Fantasy อยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นการทำงานที่มีขั้นตอนต่อเนื่องหลังการถ่ายทำ ไม่ใช่ถ่ายทำเสร็จแล้วเสร็จเลย ผมชอบที่จะเพิ่มเติมสิ่งต่างๆเข้าไปในหนัง ทั้งเพิ่มหุ่นยนต์ เพิ่มชิ้นส่วน หรือความ Crazy ต่างๆ เข้าไปในช่วงตัดต่อ ไม่อย่างนั้นแล้ว มันก็คือการเล่าเรื่องราวความเป็นจริง อย่างเช่น Love Story ที่คนเราเจอกันอยู่ทุกวัน แต่ผมชอบเล่าเรื่องราวที่เหมือนกับว่าผมได้ก้าวออกไปจากชีวิตจริง จากเรื่องราว จากเหตุการณ์ที่ผมได้ผ่านมาหมดแล้ว คือผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันยาก มันเหนื่อย ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ผมเลยรู้สึกว่า ผมอยากก้าวออกมาจากชีวิตจริง เพราะฉะนั้นในการทำงาน ผมเลยชอบอะไรที่มันเหนือจริงครับ

What's your favorite thing about Sci-Fi?
Personally, Sci-Fi and fantasy are my thing. But that's because since I was a kid I’d loved to do stuff that you just can't just go and film with the camera, and that's it. I enjoy adding creatures, robots, or something to make it a little bit crazier out of the ordinary. I feel like if we’re just mirroring what takes place today, for example, love stories, I feel like I’ve lived through it. I want to escape from what I watched.  Whenever I work, I want to escape to another place or another reality. I feel like life is already hard enough as it is, with everyday situation, whether it's love or pain. So, I would rather escape. I like to do fantastic things and have always wanted to be a director.
 


Series ที่คุณทำอยู่ใน Blackpills มีความต่างอย่างไร
เราพยายามออกจากกรอบเดิมๆที่ผู้คนคุ้นชิน หรือจะเรียกว่ารับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ได้ Content จะเป็นแนว Edgy หรือมีความล้ำ แหวกแนว คือต้องยอมรับว่าในยุคหลังๆเราไม่ค่อยได้เห็นงานที่เรียกได้ว่าเป็น Original Content มากนัก ไม่เหมือนกับในยุค 80  ที่โลกเรามีงานที่มีความเป็น Original Content มากกว่ายุคนี้ หนังยุคหลังๆที่ออกมา โดยมากจะเป็นหนังแฟรนไชส์ ยกตัวอย่างเช่น ผลงานของค่าย Marvel หรือตระกูล Star Wars คือในแง่ธุรกิจ ผู้สร้างก็มั่นใจได้ว่าหนังจะมีคนดูเยอะ หนังของเรา (หรือ Series) เราก็ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลเท่า Hollywood เราทำในสิ่งที่เล็กกว่า แต่มันก็ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่อิสระได้มากกว่าด้วยครับ

What's special about the Blackpills series?
Blackpills is doing Edgy contents that you don’t get to see often. In years, for example, the way the big studio system is, they're just not taking risks.  What they do basically, is from the big franchises like Marvel, Star Wars, Transformer, or other big stuff that they know it's going to sell. It works for certain degree but at the same time you don't get to see many original contents that is creative, like you did in the 80s. Of course, Blackpills don't have huge budgets like what Hollywood does. We're doing smaller stuff that we are able to be creative and be edgy. We have a lot of freedom. So, for me, it's very attractive because I like freedom and creating stuff. I don't want to keep repeating what someone else's created.

สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล / วิรดา คูหาวันต์
ถ่ายภาพ
H1 / วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นิ้วกลม กับบทบาทใหม่ครั้งสำคัญ ในการเป็นพิธีกรรายการที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในขณะนี้ The Hidden Songs ร้อง เรื่อง ลับ รายการรูปแบบใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย ที่แขกรับเชิญจะมาเปิดเผยเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในจิตใจ ในรูปแบบของ Sing & Talk Therapy 
งานอดิเรกสู่การสร้างรายได้ สวนในขวดแก้ว Terrarium สุดสร้างสรรค์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง