TALK

คุยกับวาว-กรรวี "ประเทศนี้คุณอกหักไม่ได้ถ้าไม่รวยพอ"

วาว-กรรวี
30 ธ.ค. 2562
สารภาพเลยว่า สติของคนสัมภาษณ์และ Guest ในบทความนี้ รวมกันยังไม่ค่อยสมบูรณ์สักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นบทสนทนาที่เกิดในร้านไวน์
และคำถามในบทสัมภาษณ์นี้ได้เริ่มต้นขึ้นหลังขวดที่สองหมดลง
 
เรากำลังคุยกับวาว-กรรวี เอื้อเจริญศรี อดีตวิศวกรไฟฟ้าหัวใจ ที่ในประเทศนี้มีอยู่ไม่ถึง 20 คน อดีตนักกายภาพบำบัด เจ้าของธุรกิจที่กำลังไปได้สวย เป็นนักเดินทางแนวผจญภัย นักดำน้ำทั้ง Freedive และ Scuba ที่มีภาพสวยราวกับพกช่างภาพพร้อมอุปกรณ์ลงไปด้วยทุกครั้ง และเป็นคนอกหักที่บอกกับเราว่า “ประเทศนี้มึงอกหักไม่ได้ถ้าไม่รวยพอ” 
 
*คำเตือน บทสนทนาที่ออกรสอาจมีถ้อยคำหยาบคาย โปรดอ่านทะลุไปให้ถึงคอนเทนต์ที่เป็นสาระสำคัญ เพราะความคิดและมุมมองของเธอนั้น น่าสนใจชวนให้คิดต่อ เหมือนกระชากเราออกจากความโลกสวยมาโบยซ้ำด้วยความเป็นจริง ใครที่ได้เปิดบทสนทนากับเธอแล้ว ไม่มีทางจะอยากจบลงง่ายๆแน่นอน
 
เกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ทุกอย่างมันเริ่มจากตรงไหน
จุดเปลี่ยนของชีวิตเลยจริงๆคือเราอกหัก การเลิกกับแฟนคนนี้ทำให้รู้สึกว่า ที่กูทำมาทั้งชีวิตเนี่ยแม่งผิดหมดเลย
เหมือนเรา Set Goal ไว้ว่าเราจะต้องแต่งงาน  การมีครอบครัวมันก็น่าจะเป็น Goal ของชีวิตที่ควรจะ achieve คือผู้ชายคนนี้เป็นแฟนคนแรก คือแบบที่เราพาไปไหว้พ่อแม่ เปิดตัวกับที่บ้านอะไรอย่างนี้
คบมา3ปี เป็น 3ปีที่มองอนาคตด้วยกัน แต่มันจบแบบเหี้ยมาก คือเขาคบกับผู้หญิงคนนึงซ้อนกันกับเรามา 3ปีเท่ากัน แล้วก็ทำผู้หญิงคนนั้นท้อง ซึ่งมันมาบอกเราตอนที่แบบ ลูกแม่งโตแล้วอะ(หัวเราะ)
  
คือเราจับได้หลังจากคบกับเขามา 3ปี
ไม่ได้จับได้ด้วยะ มันมาบอกเราเลย อยู่ดีๆก็บอกว่า เนี่ย ทำผู้หญิงท้อง เราคงไปต่อด้วยกันไม่ได้แล้วแหละ เราก็อึ้งดิ คือเขาเลือกจะไปอยู่ฝั่งนั้น บอกเราว่าไม่ได้จะไปแต่งกับอีกคนนะ แต่จะไปเลี้ยงลูกด้วยกัน
 
วินาทีที่ได้ฟัง ตอนนั้นรู้สึกยังไง
เราเหมือนคิดมาอยู่แล้วต้องมีวันนี้เกิดขึ้น เพราะมันก็ไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดี   มันไม่ได้เป็นแบบที่เราอยากได้ พอคิดย้อนไปก็เลยเข้าใจตัวเอง ว่าเอาจริงๆก็เหมือนเราคบเพราะเราอยาก achieve คำว่าแต่งงานมีครอบครัว ควายมากเลยอะ สมองกลวงมากเลย กลัวมดลูกฝ่อ(หัวเราะ)
คือมันก็ไม่รู้สึกว่าพังมาก แต่มันรู้สึกว่าแบบ เฮ้ย กูทำอะไรผิดวะ มีตรงไหนที่กูพลาดไปวะ ชีวิตมันเหมือนจะดีมาทุกอย่างจนกระทั่งมันออกมาเป็นแบบนี้ เหมือนสะดุดหัวทิ่มอะ
 
เราโกรธไหมในตอนนั้น
โกรธดิ แต่เราโกรธตัวเองเว้ย มันโกรธว่าทำไมกูโง่จังวะ ทำไมถึงไม่เชื่อที่คนอื่นเตือน ทำไมถึงทำให้ตัวเองมาอยู่จุดๆนี้ได้  แบบ เออ ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันก็ไม่ได้ดีมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ทู่ซี้มาเรื่อยๆอะไรอย่างนี้ ตอนนั้นมันหลายความรู้สึกปนกัน กลัวแบบถ้าเลิกกันแล้วคนอื่นจะมองยังไง พาคนนี้ไปหาพ่อแม่แล้ว เดี๋ยวพ่อแม่จะว่ายังไง คนอื่นๆอีกล่ะ แบบโง่อะ พอยิ่งพูดยิ่งเล่าก็ยิ่งรู้สึกโง่อีก(หัวเราะ) แม่งแบบเสียเวลาชีวิต รู้สึกพลาดไปหมด
ตอนนั้นก็เลยไปหาหมอ รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอไปหาหมอ หมอก็บอกว่าเป็นภาวะซึมเศร้าเฉยๆ แต่ก็ดีแล้วที่เราไปหา คือเราก็รู้สึกดาวน์อะ รู้สึกทำงานไม่ได้ อกหักแหละ เลยรู้สึกว่า ถ้าอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆกูจะออกจากจุดๆนี้ไม่ได้แน่ๆ
 
การอกหักมันเปลี่ยนชีวิตเรายังไงบ้าง
แม่งทำให้ชีวิตกูพัง(หัวเราะ) คือแบบ ไอ้เงินก้อนที่จะเก็บไว้แต่งงานอะ มันไม่ต้องใช้ละ เราเลยคิดว่า ปีนี้กูจะ gap year และภายในปีนี้กูจะใช้เงินก้อนนี้ให้หมด
 
ตอนนั้นทำงานอะไร
ตอนนั้นเพิ่งออกมาทำธุรกิจตัวเองแบบเต็มตัว เพิ่งลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจตัวเอง ก็กะจะสร้างอนาจักรของตัวเอง เพื่อที่อ่ะ.. เดี๋ยวแต่งงานนะ มีลูกนะ มันก็ต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเองอะไรแบบนั้น
งานเก่าที่ทำคือเราเป็นวิศวกรไฟฟ้าหัวใจในห้องผ่าตัด ทั้งประเทศไทย ณ ตอนนั้น มีคนทำอาชีพนี้ไม่เกิน 20คน ซึ่งจริงๆเราเรียนกายภาพบำบัดมานะ(หัวเราะ) เขาก็ส่งไปเรียนต่อวิศวะ เรียนหนักมาก กว่าจะได้ Licence มาทำงานได้





ของเราคืออยู่ในห้องผ่าตัด ถ้ามีคนไข้มาผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เราก็ต้องดูแบบทุก process มันคือเครื่องที่แบบ สมมุติว่าถ้าหัวใจเต้นผิดจังหวะปุ๊บอะ มันจะช็อตเอง แล้วผู้ป่วยจะมีชีวิตกลับมาใหม่ ทำให้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล คนไข้จะรู้สึกแค่ อึ้บ ละก็กลับมานั่งกินข้าวได้ปกติ ซึ่งถ้าไม่ใส่ ก็อาจจะตายไปแล้วได้เลยในจังหวะนั้น มันเอาไว้ใส่สำหรับคนที่หัวใจมีภาวะเต้นผิดจังหวะ เหมือนพวกโรคไหลตายอะไรอย่างนี้ งานของเราก็คือต้องอยู่ตั้งแต่ก่อนใส่ อยู่ตอนใส่ในห้องผ่าตัดด้วย แล้วพอผ่าตัดเสร็จเราก็ต้องคอยเช็คว่าเครื่องของเราจะกระตุ้น จะทำงานตามระบบสมบูรณ์ไหม ประมาณนั้น ก็ใช้ชีวิตแบบไม่ได้หยุดพัก  มีปัญหาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ต้องไปเร็วที่สุด บินเช้าบินเย็นตลอด
 
แต่ก่อนไม่ใช่ผู้หญิง Adventure เพราะเป็นสายเที่ยวแบบ Luxury มาตลอด
ใช่ แต่ก่อนเราจะจ่ายเงินให้ได้แบบ The Best ที่สุด ร้านอาหารก็ต้องดีที่สุด ไปแต่ที่ที่ดีที่สุด ใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง ให้ไปนอนเต็นท์เหรอ ไม่ไปจ่ะ ให้ไปเหนื่อยไปลำบากอะไรงี้ เชิญ ฉันไม่เอาด้วย เพราะไม่เคยนั่งรถทัวร์ เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะไปดำน้ำอะ แต่นั่นแหละจุดเปลี่ยนเลย จุดเปลี่ยนจริงๆพอเลิกกับแฟน เราก็นอยด์ พอเพื่อนชวนไปเที่ยวก็เลยไป นั่นเลยเป็นจุดหักเหที่ทำให้กลายเป็นคนเที่ยวแบบ Adventure
 


ทำงานประจำ กับทำธุรกิจของตัวเอง ความรู้สึกมันต่างกันตรงไหน
งานประจำคือเราเอาศักยภาพเราไปทำงานให้บริษัท แล้วบริษัทก็ต้องให้ความมั่นคงกับเรา ให้เงินตอบแทนทุกเดือน ให้สวัสดิการ ประกันสังคมต่างๆ นี่คือความมั่นคงของพนักงานประจำ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าขายดีเดือนนั้นคุณก็ได้เงินเยอะ แต่ถ้าขายไม่ดี เป็นช่วง Low Season คุณก็ต้องmanage ธุรกิจคุณให้ดี คือทุกเดือนคุณจะได้เงินไม่เท่ากันอยู่แล้ว ดูเหมือนจะรวยกว่า ชีวิตเป็นของคุณ แต่คุณก็ต้องทำงานแบบยิ่งกว่าขายชีวิตอีก จันทร์ถึงอาทิตย์ต้องทำงานทุกวัน หยุดไม่ได้เลย แต่มันก็ควรเป็นเงินด้านที่สองที่ทุกคนควรมี ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับงานประจำอย่างเดียว แล้วก็ควรมีเงินอีกส่วนเอาไว้ลงทุน สมมุติเอาไปลงหุ้นซื้อในกองทุนเนี่ยมันความเสี่ยงเยอะก็จริงถูกไหม แต่เวลามันได้ก็มันก็ได้เยอะ ถ้าลงทุนซื้อคอนโด ก็จะได้ออกมาในรูปแบบAsset สมมุติว่าคุณซื้อคอนโดแล้วปล่อยให้เค้าเช่า เอาเงินที่เค้าเช่ามาจ่ายค่าคอนโดสุดท้ายแล้วคุณก็จะได้คอนโดฟรี นี่คือเงินต่อเงิน แล้วทำไมคุณยังต้องทำอะไรเยอะอ่ะ ถูกมะ แต่เอาจริงๆนะ เราเป็นคนทำธุรกิจไม่ค่อยเก่ง แต่สุดท้ายแล้วเราก็พบว่าที่เราชอบสุด ก็คือการทำอสังหาริมทรัพย์ รู้สึกว่ามันได้เร็วกว่า แล้วก็โชคดีตรงที่เราเคยทำเครื่องกระตุ้นหัวใจ ทำให้เรามีความรู้เซลเยอะ เรารู้สึกว่าเครื่องกระตุ้นหัวใจเนี่ย ถูกสุดมันมีนะตัวละประมาณ 50,000-70,000 กับบ้านหลังละ 3ล้าน เราเลือกขายของราคา3ล้านนะ เพราะว่าขายเหมือนกัน ตั้งใจเท่ากัน แต่กูได้เงินเยอะกว่า(หัวเราะ) เราก็เลยไม่รู้จะเหนื่อยทำไม หรืออย่างคอนโดล้านนึงอ่ะ กับคอนโด20ล้าน เวลาขาย process เหมือนกันเลยนะ เราตั้งใจขายเท่ากัน แตกต่างแค่เงินต้นเท่านั้นแหละ ในเมื่อเหนื่อยเท่ากัน แล้วกูจะไปเหนื่อยขายของถูกทำไม(หัวเราะ) จริงมะ ซึ่งพอมันได้ มันสนุก เราก็เลยเดินหน้า อย่างปีหน้าก็ตั้งใจว่าฉันจะต้อง Build Empire ใหม่ อย่าเพิ่งหมั่นไส้กูนะ(หัวเราะ) คือเรารู้สึกว่าต้องสร้างอาณาจักรแบบคิดไว้เลยว่า ถ้ากูต้องเกษียณเแบบหาผัวไม่ได้ แล้วกูต้องอยู่คนเดียวจนแก่ กูจะต้องอยู่ยังไง(หัวเราะสะใจ)
 
ที่เป็นคนเก็บเงินเก่งนี่ เพราะจะเก็บเพื่อแต่งงานตอนนั้นรึเปล่า
เออว่ะ นั่นดิ สงสัยใช่(หัวเราะ) แบบ รู้สึกว่าผู้หญิงก็ต้องเก็บด้วย เราอะมีหมดเลย เงินทุกทุกก้อนที่เก็บจะมีชื่อ เงินอันนี้จะไปเที่ยวมัลดีฟส์นะ อันนี้จะไปเที่ยวนามิเบียนะ อันนี้จะไปเรียนดำน้ำ อันนี้จะไปเรียนเซิร์ฟ มีทุกก้อน แล้วเป็นคนที่แบบชอบเรียนรู้มาแต่ไหนแต่ไร มีก้อนสำหรับ education ก้อนนี้ให้ตัวเอง ก้อนนี้ลงทุน อะไรอย่างนี้
 
สถาบันการเงินควรเอาไปเป็น Brand ambassador มาก
เป็นผู้หญิงต้องเลี้ยงดูตัวเองได้ ชีวิตนี้จะไม่ยอมให้ผู้ชายเลี้ยงเด็ดขาด
 
เราทำอะไรกับเงินก้อนนี้บ้าง ทริปแรกไปไหน
เริ่มจากไปนามิเบีย ตอนแรกคือเป็นที่ๆแพลนจะไปด้วยกับกับแฟนเก่าและแก๊งค์เพื่อนของเขา แต่พอมันเลิกกับเรา มันก็เลยไม่ไป เราก็เลยรู้สึกว่า ดี งั้นกูต้องไป(หัวเราะ) สำหรับเราตอนนั้น แอฟริกาอะไม่มีแรงดึงดูดอะไร ไม่มีความเจริญใดๆ ใจกูก็พังๆ แถมยังต้องไปกับเพื่อนของมัน (แฟนเก่า)อีก(หัวเราะ) งงตัวเอง แต่จุดที่พีคที่สุดคือไปโดด skydive เราเนี่ยกลัวความสูงมาก ให้ขึ้นบันไดเลื่อนเทอมินอล21 กูยังไม่ขึ้นเลย(หัวเราะ) กลัวมาก..ก ละยิ่งเราจบกายภาพมา เรายิ่งเห็น Injury มามากจากคนที่แบบศพเละๆ อย่างไรอย่างเนี่ยแบบ กูไม่ทำอะ แต่แบบ สรุปก็ไปโดด skydive ที่นั่น
 




ตอนนั้นคิดอะไรอยู่?
มรณานุสติ นึกถึงความตาย มันช่วยเยอะนะ รู้เลยว่าเรานึกถึงสิ่งนี้มากขึ้น สมมติว่าเขาเราตายไปวันนั้น เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราครบมากเลยนะ ชีวิตเราแบบ เชี่ย โคตร complete เลย คือถ้าภาพตัดไป ณ ตรงนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าเสียดายเลยอะ เออ มีบ่วงอะไรมั้ยข้างหลัง ก็ไม่มีเลย ไม่ใช่เพราะอกหักเลยจะประชดชีวิตนะ ตอนนั้นมันคิดอย่างนั้นจริงๆ ฟีลแบบในหนังอะ ตอนโดดลงมาแล้วมันรู้สึกเหมือนปลดปล่อย สิ่งที่เรากลัวที่สุดในชีวิตแม่งไม่มีอะไรเลย ก็แค่โดดลงมา กรี๊ดสองที อุ๊ย สนุกว่ะ(หัวเราะ)   เลยรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีอะไรอีกเยอะมากในโลกนี้ คิดมาตลอดว่ากูไม่มีทางกล้าทำ เฮ้ย มันได้ว่ะ แล้วแม่งมันมาก ชีวิตใหม่จากนี้มันเพิ่งเริ่มจากโดดร่มนี่แหละ ตัดสินใจเลยว่าชีวิตนี้จะทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำ และที่คิดว่าจะไม่ทำแม่งให้หมด ด้วยเงินก้อนนี้แหละ
 
อ่ะ ชีวิตใหม่มาละ แล้วหลังจากนั้นไปทำอะไรต่ออีก
ไปสุรินทร์คนเดียวจ้าาา ไปเรียน Freedive ตอนนั้นยังไม่เคยเรียนดำน้ำนะ ไม่รู้จักด้วยว่า Freedive มันคืออะไร รู้จักแต่ Scuba แต่อยากเริ่มจาก Freedive ก่อน เพราะว่ารูปมันสวยกว่า (หัวเราะ) ยังไงรูปกูต้องสวย
 


ให้เดานะ คราวนี้น่าจะชิล
ไม่ค่ะ(หัวเราะ) กลัวน้ำอีก คือเป็นชะนีขี้กลัว ละคือแบบนั่งรถทัวร์ไปคนเดียว ต้องนอนเต็นท์ นอนยังไงวะ(หัวเราะ) ละกูจะอาบน้ำยังไง ไอเท็มกูต้องมีอะไร กลัวไปต่างๆนาๆ เพราะเพิ่งโดนปล้นมาจากสเปน ก่อนหน้านั้นที่เรายังเที่ยว luxury ลุคคุณนายไง ไปที่ไหนก็โดนปล้น (หัวเราะ) คืออยากจะเปิดเพจเที่ยวยังไงให้โดนปล้นมาก โดนแม่งเกือบทุกทริป ไม่เคยเดินทางคนเดียวอะ ไปกับเพื่อนคือเพื่อนต้องเตรียมทุกอย่าง จองทุกอย่างให้ แต่นี่คือแบบไม่จองอะไรเลย จองแต่ตั๋วเครื่องบิน  ค่อยไปหาเอาหน้างาน ไปแบบนั้นเลยอะ ไม่เคยมีความรู้สึกแบบ insecure ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เพราะเราจะเป็นพวกวางแผนทุกอย่าง แบบเป๊ะๆๆ ครั้งนี้เลยกลัวมากเพราะไปคนเดียว  เราเลยไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัวให้ดูแบบจนที่สุด เรียกว่าดูลุคสปอร์ตละกัน แล้วก็เอาเงินเก็บไว้ในนม(หัวเราะ) แต่สุดท้าย..ไปเข้าห้องน้ำลืมกระเป๋าไว้(หัวเราะดังมาก)
 


Freedive ครั้งแรกเป็นยังไง
คือเรามโนว่าภาพการไป Freedive อะ จะมีปะการังสวยๆ มีปลา อย่างมากก็3เมตรล่ะวะ ได้รูปแน่ จบ แต่ความเป็นจริงคือเขาพากูฝ่าฝนตกไปกลางทะเล  คลื่นก็แรงแทบอ้วก แล้วหย่อนเชือกลงไป20เมตร ให้ดำลงไปในแถวดิ่งนะ ไปให้เจอลูกคณิตแล้วค่อยขึ้นมา เหี้ย! ไม่ให้ใส่เสื้อชูชีพ ให้ลงไปเลย เกิดมากูไม่เคยลงทะเลแบบไม่มีเสื้อชูชีพมาก่อนในชีวิต ไม่ comfort เลย จะร้อง แต่แบบไอ้เหี้ยทุกคนโดดลงไปหมดแล้ว กูก็ต้องโดดตาม มองไปทางไหนก็ฟ้าไปหมดเลย กลัว รับไม่ได้ ก็เลยเกาะอยู่ข้างบนละมองคนอื่น ไม่กล้าดำลงไป พอผ่านวันแรกไปปุ๊บ มันก็เริ่มแบบ เออกูอุตส่าห์มาขนาดนี้ละ ลองดูก็ได้วะ ก็เริ่มไต่เชือกลงไป พอค่อยๆลงไปได้มันแบบ เฮ้ย มัวกลัวอะไร มันดีโคตรๆ มันเป็นความรู้สึกที่ว่า เราใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตเพื่อมารอเจอกีฬานี้ อย่างนั้นเลย รู้สึกว่าส่วนผสมของชีวิตเราทั้งหมดที่ผ่านมามันอยู่ในกีฬานี้หมดเลย

ความรู้สึกนี้ไม่เกิดกับ Scuba บ้างเหรอ
ไม่นะ ไม่รู้สึกว่า Scuba ขนาดนั้น เราชอบตรงที่เวลาลงไปมันสวย เห็นอะไรเต็มตา ใช้เวลาได้นานๆ  แต่ Freedive มันคือการเอาชนะตัวเอง  แบบสมองสั่งให้มึงหายใจอะ ร่างกายไม่มีความ Relax เลย แต่ถ้าคุณจะ Freedive ให้ดีคุณต้องพยายาม Relax อะ ไม่งงใช่มะ มันคือความ Contrast แบบที่สุดเลยอะ ดังนั้นแบบถ้าคุณลงไปด้วยความกลัวหรือตัดกังวลไม่ได้ คุณก็จะ Freediveไม่ได้ นี่เลยเป็นสิ่งที่เรารัก มันอันตรายก็จริง ใช่สิ ก็มันคือกีฬา Extreme อะ
 


ทำอะไรอีกหลังจากFreedive
จากนั้นก็คือจริงจังเรื่องดำน้ำเลย ตั้งใจว่าจะเอาให้สุด ก็เลยเรียน Scuba ต่อ ไปอยู่เกาะเต่าเดือนนึงเลย
 
งานการไม่ทำแล้วหรือไง
gap year จ้า gap year กูไม่ทำ(หัวเราะ) เหมือนจะหยุดทำงาน แต่จริงๆคือได้เงินตลอดนะ มีเงินเข้ามาตลอดเพราะเราวางแผนไว้แล้ว ว่าให้เงินทำงานของมันเอง พูดแบบนี้เดี๋ยวคนก็หมั่นไส้กูอีก สังคมสมัยนี้ เวลาที่เราโพสต์ว่าเราอยู่ดีกินดี มันจะมีคำด่าคำถามมาตลอด คนจ้องจะเบะปากใส่เราเยอะแยะ (หัวเราะ) ถึงไหนละ อ่อ เอาวะ เดินหน้า เรียนทั้ง Scuba ทั้ง Freedive ไปให้สุด พอเรียนจบที่นี้ก็ดำน้ำใหญ่เลย ก็เลยออกทริปดำน้ำหลังจากนั้นถี่ๆ แต่เหตุการณ์ชีวิตไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้นนะ  เพราะว่าถึงจะเรียน Rescue จบแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์เฉียดตายเกิดขึ้น เพราะเรามั่นใจในตัวเองไปหน่อย คือคนอื่นเขาเรียนจบแล้ว เขาก็อาจจะดำในประเทศก่อนมะ แต่กูเราดันไปดำกับเพื่อนที่เป็นฝรั่ง ละมันก็บอกว่า ในเมื่อมึงจะต้องเก็บ dive มึงจะไปเก็บ dive ในที่แบบที่มันไม่มีอะไรทำไม ก็ไปเก็บในที่ที่สวยๆไปเลยสิ ยุเก่ง(หัวเราะ) กูก็เชื่อจ่ะ ที่แรกก็ไปแม่งเลย ราชาอัมพัต ที่ซึ่งคนอื่นเขาจะเก็บไว้เหมือนเป็น Highlight ควรดำที่อื่นให้เก่งก่อน กูนี่ไปดำ dive แรกที่นั่นเลยจ่ะ ร้อนวิชา(หัวเราะ)



ที่ราชาอัมพัตมีอะไรเกิดขึ้นมั้ย
โอ้โห้ ครบอะ เริ่มจากตกต้นไม้ก่อน ปืนต้นไม้ขึ้นไปเพราะอยากได้รูปสวย โพสต์ท่าโยคะเก๋ๆ พร้อมแว่นกันแดด gucci แต่ดันตกลงมา อิ gucci นี่แหละจ่ะ เจาะหน้ากูเลือดสาดกระจาย (หัวเราะ) จุดพีคคือที่ราชาอัมพัตไม่มีโรงพยาบาล transportation ก็ไม่ดี ถ้าจะไปจากเกาะนี้ไปอีกนึง คือต้องขอติดเรือชาวบ้านไปอะ คือมันไม่มีกระทั่งเรือโดยสารจะไปส่ง แล้วคือตอนนั้นคิดว่ายังไงต้องไปโรงพยาบาล ยังไงก็ต้องเย็บ จะไปนั่นหมายถึงเราต้องนั่งเรือไปเกาะนึง แล้วรอเรือจากเกาะนี้ ไปที่เกาะใหญ่นี้อีก1วัน กูถึงจะถึงโรงบาล ซึ่งทายซิจบยังไง ...สุดท้ายก็ทายาหม่องที่ชาวบ้านให้(หัวเราะ) เจ็บกว่าตกต้นไม้ก็ทายาหม่องเนี่ยแหละ แต่โชคดีมาก ตรงที่ตอนกำลังเดินเลือดอยู่ ก็ไปไปเจอนักดำน้ำคนนึงซึ่งเป็นพยาบาล แล้วเค้าดันมีที่เย็บแผลติดมาด้วย เย็บสดไปอีกจ่ะ ไม่รู้กูโชคดีโชคร้ายละ(หัวเราะ) วันต่อมาเราก็เลยไปดำน้ำกับนางเลย โชคดีอีก ที่แผลมันอยู่ในหน้ากากพอดี ก็เลยไม่โดนน้ำ
 
ซึ่งเอาจริงๆ สภาพนี้ไม่ควรคิดจะลงน้ำ
ใช่(หัวเราะ) ห้ามเคลียร์หน้ากากอ่ะ ดำแบบระแวงตลอดเวลากลัวน้ำเข้า วันแรกผ่านไปได้ด้วยดี วันที่สองก็โอเค วันที่สาม Night dive  BCD ดันเสีย ซู้ตตัวเองตรงความลึก 16เมตร คิดว่ากูตายแน่แล้วอะตอนนั้น มันชู้ตเร็วมาก ซึ่งจะบอกว่า ขนาดตอนนั้นเพิ่งเรียน Rescue จบมาหมาดๆเลยนะ นาทีนั้นไม่ช่วยอะไรเลย ทำอะไรไม่ถูก ในหัวกูแบบ เชี่ย ทำไงดี กรี๊ดอย่างเดียว เพราะมันตกใจมาก ความผีคือเราดำอยู่ข้างหลังสุด ไม่มีใครเห็น คิดสภาพนะ เป็น Night drive ด้วย มืดมิดชีวิตกู
 
ตอนนั้นคิดอะไรอยู่
คิดว่า เชี่ย กูตายแน่ๆแล้ว ตอนนั้นมันไม่เหมือนกับ sky drive ที่เราคิดเผื่อว่าเราจะตาย อันนี้จังหวะนั้น มันไม่ได้คิดมาก่อนว่ากูจะตาย แต่ในใจกูรู้ตัวเลยอะว่ากูตายแน่ นี่ขนาดแค่กูหัวแตกแม่งยังไม่มีโรงบาลเลย แต่เนี่ยถ้ากูซู้ตขึ้นไป ไม่ต้องคิดเลย กูตายแน่นอน แม่กูไม่รู้ด้วยว่าราชาอัมพัตคืออะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นประเทศ หรือมันเป็นชื่ออะไร อยู่ส่วนไหนในโลกใบนี้ ตอนนั้นเป็นจังหวะที่รู้สึกแบบ กูกำลังจะตายจริงๆแล้ว คนเดียวที่เราคิดถึงคือแม่ ปรากฏว่าในความตื่นกลัวที่ทั้งกรี๊ดทั้งดีดดิ้นในน้ำก็มีความโชคดี คือเราดิ้นแรงจน fin หลุด แล้วมันดันลอยลงมาผ่านหน้าบัดดี้เราพอดี อีนี่พอเห็น fin ลอยผ่านก็หยิบ fin ขึ้นมาละงงๆ กวาดตามองว่าทำไมถึงมี fin อยู่ตรงนี้ 1ข้าง เราก็โอ๊ยดอกมึงหันมามองกูเดี๋ยวนี้นะ(หัวเราะ) แล้วตอนนั้น Dive lead  เขาหันมาเห็นเราพอดี โอ๊ย โชคดีโคตร เขาเห็นเรากำลังลอยขึ้นไปเร็วมาก เขาก็ไปคว้าตัวเราลงมา เราก็เลยแค่ปอดฉีดนิดนึง  ซึ่ง ณ วันนั้นมันยังไม่เป็นอะไรเยอะนะ แต่พอกลับมาที่กรุงเทพเราไอแล้วมีเลือด หายใจเข้าจะเจ็บมาก เลยไปตรวจดู ก็เลยก็เจอชัดๆว่าปอดฉีก
 
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนั้นไม่มีใครช่วยไว้ แล้วเราลอยขึ้นไปสูงกว่านี้
ตาย ตายแน่นอน  ตอนนั้นเรากลับมานั่งคิดเลยนะ ว่านี่กูอุตส่าห์เรียน Rescue ไปเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อไปช่วยคน แต่ถามว่าเนี่ย  มึงช่วยตัวเองได้มั้ย? คำตอบคือไม่ได้เลย เลยตัดสินใจไปเรียนใหม่หมดเลย บอกครูว่าเอาแบบละเอียด สร้างสถานการณ์สมมุติให้หนูหน่อย ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นแบบนี้ ต้องทำยังไง เอาทีละขั้นตอน 1 2 3 4... เลย เพราะตอนนั้นกลัวไปหมดแล้ว ไม่ไว้ใจอุปกรณ์อะไรแล้ว
แต่รู้ปะ วันนั้นสิ่งที่ทำให้รอดมาคือการกรี๊ด พูดจริงๆนะอันนี้ไม่ได้ตลก  เรารอดเพราะเราอ้าปาก ลมมันก็เลยได้ระบายออก สมมุติถ้ากูเป็นคนสงบ มีสติ กูก็อาจจะหุบปากไว้  ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือลมจะค้างอยู่ในปอด แล้วปอดจะแตก เห็นมะ ข้อดีของการเป็นคนสติแตก(หัวเราะ)
 
เข็ดมั้ย?
เคยเข็ดที่ไหนล่ะ(หัวเราะ) พอเรากลับมาเรียนใหม่ ความมั่นใจก็กลับมา เหมือนเราจัดการกับมันได้ เรารู้ต้นตอของปัญหาเราละ พอเราจัดการกับมันได้ เราก็เลยไม่กลัวมัน มันเป็นกีฬา Extreme อะ ดังนั้นชีวิตเรามันขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ เราก็ต้องมีหน้าที่รู้จักมันให้หมดอะ ต้องควบคุมมันได้ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจมัน
 
การเที่ยวคนเดียวมันน่ากลัวมั้ย เทรนด์ Roam alone กำลังมา
เอางี้ ถ้าผ่านครั้งแรกไปได้นะ แม่งจะง่ายไปหมด คือมันยากที่สุดครั้งแรก แต่แบบ คนที่กลัวอะ มึงต้องลองไปเที่ยวคนเดียวสักครั้ง แล้วมึงจะรู้
รู้ว่ามันสนุก
ว่ามันเหงาชิบหาย(หัวเราะ) ใครจะถ่ายรูปให้กู ต้องเอาขาตั้งกล้องไปอีก กว่ากูจะได้แต่ละรูป เดินอยู่ 10 รอบ อะไรอย่างนี้ แต่ถ้ามีเพื่อนมันก็ง่ายหมด ได้รูปสวย มีคนถ่ายให้ มีคนค่าหารนู่นนี้ด้วย แต่อย่างที่บอกอะ มันต้องมีครั้งแรก มีเพื่อนเที่ยวถ้าเจอเพื่อนงี่เง่า เพื่อนเรื่องมากก็จบเหมือนกันนะ ทริปก็ไม่สนุกไปเลย การเที่ยวคนเดียวจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย
 


ความรู้สึกของคนที่มีคนเที่ยวด้วยตลอด แล้วต้องมาเที่ยวคนเดียว มันรู้สึกยังไง ทริปแรกที่ต้องเดินทางคนเดียวตอนนั้นมันทำใจยังไง
คำถามนี้ดีมากเลยอะ ของถามตัวเองก่อน (นิ่งคิด) จุดเปลี่ยนมันคือแบบ วันนั้นมันคงเสียใจมาก มันแค่รู้สึกว่าอยากเปลี่ยน รู้สึกว่า ถ้าเราไปเที่ยวกับเพื่อน กลับมามันก็เหมือนเดิม รู้สึกแบบเดิม เลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรที่มันเปลี่ยนออกไป ต้องไปมีสังคมใหม่  ไปเจออะไรใหม่ๆ ต้องไปเจออะไรที่มันไม่เคยทำมาก่อน เพื่อที่มันจะได้ผลลัพธ์ที่มันต่างออกไป นี้คือความคิดที่ทำให้อยากจะไปคนเดียวครั้งแรกในชีวิต แล้วแบบ บอกได้เลยนะ ถ้าสิ่งที่มึงกลัวคือความเหงาอะ มึงไม่มีวันเหงาเลย เพราะการเดินทางคนเดียวทำให้มึงได้เพื่อนใหม่เยอะมาก วันแรกๆมันก็จะมีจุดเหงาๆบ้าง แต่พอมึงไปผับไปบาร์ไปเมาแถวนั้น วันถัดมามึงก็มีเพื่อนทั้งเกาะละจ้า(หัวเราะ)
 
หลายคนกลัวว่าจะอันตรายไง
ก็ต้องมีสติอะ ถ้าไม่มีสติอยู่กรุงเทพก็อันตรายนะ
 
คิดว่าเกี่ยวมั้ยที่เราเยียวยาตัวเองได้เร็ว เพราะเรามีตังค์ มีกำลังจ่าย
เกี่ยว ตรงๆเลย  เพราะเงินมันคือทุกอย่างอยู่แล้ว อย่ามาโรแมนติกว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง  ถ้าไม่มีเงิน ยังไงก็ไม่มีความสุขนะ ดังนั้นต้องมีเงินก่อน ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูตัวเองได้ก่อน อย่าหวังว่าคุณจะไปจับผู้ชายดีๆ รวยๆ แล้วแต่งงานมีลูก สมมุติคุณมีลูก แล้วคุณไม่เคยทำงานเลย ไม่เคยเลี้ยงดูตัวเองเลย แล้วถ้าวันนึงคุณเลิกกับผัว คุณพระ หายนะเลยนะ  สุดท้ายแล้วผู้หญิงต้องเลี้ยงดูตัวเองได้อะ แล้วคุณจะเป็นจะทำอะไรก็ได้เลย เพราะฉะนั้นอย่าบอกว่าเงินไม่สำคัญ เช่นถ้าคุณอกหัก คุณเครียด ดิ่งดาวน์ใดๆก็ตามแต่ ถ้าคุณมีเงิน คุณก็สามารถไปพบจิตแพทย์ได้ คือเราเป็นคนวงการแพทย์ เราจะรู้เลยร่างกายป่วยก็ส่วนนึง แต่ถ้าจิตใจป่วยเราก็ต้องการแพทย์นะ ตอนเพิ่งอกหักเราไปหาจิตแพทย์เลย มันดีมากอะ ช่วยได้มาก เรารู้สึกว่าเราดีขึ้นมากเพราะจิตแพทย์

จิตแพทย์พูดอะไรกับเราบ้าง พอจำได้มั้ย
เขาจะให้เราค่อยๆเล่า แล้วเราจะรู้สึกว่าเราเล่าได้ เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของคนที่เราไม่รู้จัก เราจะกล้าพูด กล้าเล่าทุกอย่างที่อยู่ในใจเรา แม้กระทั่งเรื่องที่เราไม่อยากปรึกษาเพื่อนเราด้วยซ้ำอะ
 
เพราะเรากลัวเขาตัดสิน
ใช่ แต่พอได้คุยกับจิตแพทย์มันแบบเหมือนได้ระบาย ได้ปรับสมดุลเคมีสมองด้วยยา ซึ่งมันดีขึ้น คนมักกลัวการกินยา ซึ่งผิดมาก ต้องไม่กลัว เพราะมันจะทำให้คุณดีขึ้น ซึ่งเรากินอยู่ประมาณ 3 เดือน แล้วอยู่ในจุดที่แบบ เชี่ย กูจ่ายเงินแต่ละรอบค่าหมอค่ายาโรงพยาบาลเอกชนแพงชิบหาย ครั้งนึงเนี่ยไม่ต่ำกว่า 6 พัน จนกูแบบ เสียดายเงินละ ถ้ากูเรื้อรังนี่ซวยเลยนะ  กูควรจะต้องออกจากจุดๆนี้ให้ได้แล้วอะ ความงกทำให้หายเร็ว(หัวเราะ)
 
แล้วเราช่วยเหลือตัวเองยังไงบ้างตอนนั้น
ก็ออกไปเที่ยวอย่างที่บอก ไปเปลี่ยนบรรยากาศ ไปออกกำลังกาย สมองมันก็จะแบบไม่คิดเรื่องนี้ละ มันจะจบได้เร็วขึ้น คือการที่คนเราอกหักปุ๊บ  มันเหมือนร่างกายมันก็ชินกับการที่เรามีใครสักคน ชินที่มันเป็น routine มาตลอด 3ปี ร่างกายกับสมองมันก็ชิน ดังนั้นพอเราเลิกกันปุ๊บ สมองมันยังไม่ได้ถูกสั่งว่า เฮ้ยมึงเลิกกันนะ มึงก็เลยจะรู้สึกว่า routine มึงหายไป รู้สึกเหงา รู้สึกแบบขาดอะไร เวลานี้เราต้องกินข้าวกับเขาสิ เวลานี้ต้องดูหนังกับเขาสิ อกหักเป็นภาวะซึมเศร้า รู้สึกเศร้า รู้สึกเหงา ซึ่งจริงๆมันหายได้ด้วยการหาอะไรทำ หากิจกรรมทำ หาอะไรมาดึงดูดความสนใจหรือหาอะไรมาเติมช่วงของ routine เดิมตรงนั้นให้เต็ม แล้วมึงจะไม่อกหักอีกเลย จะไม่รู้สึกเศร้าอีกเลย
 
คล้ายสมองคนติดยารึเปล่า เคยอ่านเจอ
ใช่ สมองคนอกหักจะเหมือนสมองคนติดยา เพราะมันถูกระงับสิ่งที่ได้มาตลอดๆ พอกูรู้ละว่าหลักการมันเป็นอย่างนี้ใช่มะ ได้ อ่ะกูก็ไปต่อยมวย ไปยิม เอ๊ะ ช่วงเวลานี้ต้องไปเที่ยวด้วยกัน เป็นอย่างนั้นมาทุกปี แทนที่จะมานั่งเศร้า  กูก็ไปนามิเบียแม่งเลยจ่ะ  ไปโดดร่ม ไปสนุกกับอย่างอื่น ไปใช้ชีวิตแบบอื่นให้ต่างออกไป ต้องเปลี่ยนโฟกัส
 
หลังจากรอดจากความรักครั้งนั้นมาได้  คิดมั้ยว่าถ้าเรามีความรักครั้งใหม่แล้วอกหักอีกครั้ง มันจะฟื้นเร็วขึ้น จะจัดการได้ไวขึ้น
ก็คิดว่าก็น่าจะเร็วขึ้น ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเราเลือกเยอะมาก กูสวยมะ (หัวเราะ) เรารู้เลยว่าจุดสำคัญคือการเลือกคนเข้ามาในชีวิตเรา เราไม่ปิดโอกาสเลยนะ เพราะเรารู้สึกว่าเรายิ่งต้องเจอคนให้เยอะ ศึกษาคนให้มาก แต่ถ้าเราจะรักหรือไปผูกพันกับใคร เราจะไม่เอาใจไปผูกกับเขาแล้วอะ จะมีสติ
 
ทัศนคติในเรื่องการแต่งงานมีลูกเปลี่ยนไปเลยมั้ย
คิดว่าไม่มีแล้วอะ ไม่ได้คิดว่าการแต่งงานมีลูกคือปลายทางของชีวิต ตอนนี้สิ่งที่กังวลคือ กูจะอยู่ยังไง ในโลกที่ชีวิตคนก็ยืดขึ้นไปถึง 100 ปีละตอนนี้ ตอนแรกกูเก็บเงินไว้ถึงประมาณ 70-80 ตอนนี้กูต้องหาเพิ่มอีก 20 ปีอะไรอย่างเนี่ย(หัวเราะ)
 
แล้วตอนนี้ต้องการอะไรอีกในชีวิต
อยากแบบ สมมุติว่าตอนนี้  Summer กูได้ไปดำน้ำ พอมีลมกูได้ไปเซิร์ฟ Snow ลงปุ๊บกูได้ไป Snowboard เนี่ยแหละคือชีวิตที่กูฝัน ณ ตอนนี้มันเป็นแบบนี้นะ แต่ไม่รู้ว่าอีก 10 ปีจะเป็นยังไง
 
แล้วตอนนี้รู้สึกว่า fulfill มันเต็มแล้วป่ะ
ตอนนี้มันเต็มไปหมดแล้วนะ มันเต็มจนแบบ เป็น 1 ปีที่กูเติมมาแบบจนล้น จนแบบที่กูนั่งโพสต์ใน Facebook ได้ยาวเหยียดอย่างที่เห็น ได้เอาเรื่องราวที่ไปเที่ยวมาทำเพจ คือกูรู้สึกว่ามันล้นมาก อยากแชร์ออกให้โลกรู้
 
ถือเป็น gap year ที่มีคุณค่ากับชีวิต
เป็น gap year ที่มีคุณภาพมากอะ คือคนอื่นจะมองยังไงกับกู กูไม่สนเลยนะ กูสนแค่ว่าถ้าอีก 3 ปีข้างหน้าหรือ 5ปีข้างหน้า กูมองกลับมา ณ ช่วงเวลานี้ของกู กูจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก แค่นั้นพอ
 
แล้วรู้สึกขอบคุณแฟนเก่ามั้ย ที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน
ไม่อะ ไม่รู้สึกขอบคุณเขา แต่รู้สึกขอบคุณตัวเอง ขอบคุณที่ตัวเองที่มีสติพอ รักตัวเองมากพอที่จะดึงตัวเองออกมาจากจุดๆนั้น  ไม่ใช่ทุกคนที่แบบจะหลุดออกมาได้เร็วอะ ต้องบอกว่ากูโชคดีที่กูมีศีล สมาธิ และปัญญา เพียงพอให้กูหลุดออกมาจากตรงนั้นนั้นได้เร็วมาก  แล้วพอได้ออกมามันก็ได้รู้ว่า เชื่อ โลกมันช่างกว้างอะไรขนาดนี้วะ
 
คนเรานี่จะตื่นรู้อะไร มักจะต้องมีเหตุการณ์มากระตุ้นเสมอเลยเนอะ
เหมือนมาสอนอะ ทุกเหตุการณ์มันมี Reason ว่าแบบเกิดขึ้นเพราะอะไร เราต้องมองให้มันเป็นบทเรียนอะ ถ้าเกิดเรามองแค่ว่า เหี้ยทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับกู กูแบบกูทำผิดอะไร แบบพยายามจะหาเหตุผลที่มันเกิดไปแล้ว มันไม่ได้อะไร ทุกวันนี้มองย้อนกลับไป ไม่เสียใจอะไรเลยนะ เสียใจแค่ว่าเราเป็นคนดื้อ แต่โชคดีที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น กูขอบคุณเด็กคนนั้นทุกวันที่มาเกิด แล้วทำให้เรื่องนี้มันเป็นแบบนี้ ถ้าเขาไม่มาเกิดกูคงไม่ได้เลิกกับมันสักที มันก็คงหลอกกูไปเรื่อยๆอะ(หัวเราะ)
 
ทำไมผู้หญิงหลายคนที่ดูมี self esteem สูงมาก ฉลาดไปทุกเรื่อง ประสบความสำเร็จระดับนึงในชีวิต ทำไมถึงได้ยอมแพ้ให้กับผู้ชายที่ทำเลวๆกับตัวเองได้
เออ เกิดอะไรขึ้นวะ(หัวเราะ) ความรักแม่งคงทำให้คนตาบอดจริงๆแหละ  พิจารณาอะไรไม่ได้เลย ขาดสติอะ ยิ่งกว่ากินเหล้าอีก แต่ตอนนี้รู้แล้วนะ เราไม่รักตัวเองมากพอไง เพราะทันทีที่คุณรู้สึกรักตัวเองมากที่สุดปุ๊บ เราจะหยุดเสียสติทันที
 
ถ้ามีคนบอกว่า แหงสิ ชีวิตเธอดีเพราะเธอรวย หายอกหักเร็วเพราะมีตังค์
ก็ไม่เถียงนะ จริงๆการเป็นคนรวยมันช่วยซัพพอร์ตอะไรหลายต่อหลายอย่าง นี่กำลังมองโลกตามความเป็นจริงนะ ถ้าคุณอกหัก แล้วยังเสือกจนอีก โอ๊ยมันก็ยากหน่อย จะหนีออกไปเที่ยวผจญภัย มันก็ต้องใช้ตังค์ จะไปหาจิตแพทย์ ยิ่งแล้วใหญ่เลย ชั่วโมงละกี่พัน ค่ายาอีก บางคนบอกบ้าเหรอ ไม่แพงขนาดนั้น โรงพยาบาลรัฐบาลก็มี มึงก็รอคิวเข้าไปสิ  4เดือน 6เดือน มึงฆ่าตัวตายก่อนพอดี กว่าจะได้หาหมอ(หัวเราะ)  ดังนั้นแล้วเงินสำคัญมาก ต้องรวยก่อน ต้องมีตังค์  จะเที่ยวจะหนีจะสร้างตัวจะทำอะไร นี่คือเรื่องจริง
 
อ้าว แต่บางคนรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องมีเงิน แค่มี passion ก็พอ
 passion แดกไม่ได้ปะ(หัวเราะ) บอกเลยว่า passion มาพร้อมเงินเสมอค่ะ  ยืนยันเลยว่า passion มาเดี่ยวๆไม่ได้ ต้องมาพร้อมเงิน  อ่ะ มึงมี passion อยากดำน้ำ แต่ไม่มีเงินทำได้ไหม จบ
 
การเป็นคนจนในประเทศนี้จะมีความสุขได้ยังไงบ้าง แล้วยิ่งถ้าโคตรจะ  Lower Middle Class เลย เขาจะลืมตาอ้าปากยังไง
ยาก อย่างแรกเลย Attitude ต้องเปลี่ยน ต้องไม่พอใจในความจน ต้องหาเงินให้ได้ก่อน ถ้าเราทำแต่สิ่งเดิมๆ เราจะไม่มีวันได้สิ่งที่เปลี่ยนไป ถ้าเราขยันตั้งขนาดนี้ แต่มันได้แค่นี้ บางทีมันอาจจะต้องมองมุมให้กว้างขึ้น หรือไปเพิ่มศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้นไป อย่างเรานี่คือตั้งใจเลย ว่าทุกปีต้องมีสกิลที่เพิ่มขึ้น ต้องมีสกิลที่ไม่ใช่สายงานที่เราเรียนมา ทุกปีต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 สกิล พวกนี้มันจะทำให้เรามีคุณค่ามากขึ้นมี value มากขึ้น แล้วทำงานได้หลากหลายขึ้น แล้วมันจะเห็นโลกกว้างขึ้น อย่างเราจบกายภาพมา ตอนที่เรียนกายภาพเรียน branding มาด้วย น้อยคนที่จะเอาเวลาเสาร์อาทิตย์มาเรียน 2 อย่าง ถามว่าเรียนไปทำอะไรได้ ความรู้ที่มากขึ้น มันทำให้เราไม่มองโลกแค่มุมเดียว การที่มี Value จะทำให้หาเงินได้มากขึ้น โอกาสมันจะเพิ่มขึ้นเอง
 
ถ้า keyword มันคือ value นั่นแปลว่าคนเราต้องสร้างคุณค่าให้ตัวเอง แล้วก็ต้องตระหนักรู้คุณค่าที่ตัวเองมีด้วย
ใช่ เราต้องดูว่าเรามีคุณค่าอะไร มีจุดแข็งอะไร เราทำอะไรได้บ้าง และเราจะทำอะไรได้อีก มันต้องมองเป็นเสต็ปแบบนี้
 
แต่นี้คือปัญหาใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าตรงไหน
ถูก มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่โชคดีที่กูรู้(หัวเราะ)
 
คิดว่าตอนนี้ตัววาวเองมีความต้องการในชีวิตที่เติมเต็มไปถึงขั้นไหนละ เคยเรียน  Hierarchy Of Needs ของมาสโลว์ใช่มั้ย คิดว่าตอนนี้อยู่ประมาณจุดไหนละ
อาจจะเป็นขั้นที่เราต้องการความเคารพนับถือ เเต่เป็นความนับถือตัวเองนะ คือเราอยู่ในจุดที่อยากจะมีความสุขกับตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง อยากทำอะไรทำ อย่างที่ชอบดำน้ำ ก็คิดว่าชอบมากที่ตอนนี้อยากจะไปเมื่อไหร่ก็ไปได้ พอไปเห็นแล้วก็หลงรัก หวง คิดเลยว่าถ้าเกิดเราไม่ออกไปดำน้ำตอนนี้ อีก 2-3 ปีข้างหน้าก็ไม่มีให้ดูแล้วนะ เราอยากเล่าเรื่อง อยากสื่อสาร แต่จะถามว่าเราจะเป็นจุดขับเคลื่อนให้กับทุกอย่าง กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม มันก็ไม่ได้ แต่เราก็มีสิ่งเล็กๆที่เราสามารถพูดได้เหมือนกัน รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ แต่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่ง ช่วยทำให้มันเปลี่ยนช้าลงได้ ก็เริ่มมองไปไกลกว่าแค่การเที่ยวตาม Passion มาระยะนึงละ

เราเชื่อจริงๆนะ ว่าความคิดที่อยากจะช่วยคนอื่น หรือคนที่จะช่วยคนอื่นได้จริงๆอะ ท้องเราต้องอิ่มแล้วเสมอ ตราบใดถ้าเรายังหิว ยังเติมไม่เต็ม มันก็อาจจะยังยากที่จะไปช่วยเหลือใคร
ใช่ อย่างที่บอกอะ ต้องมีเงินก่อน ไม่มีทางเลยถ้าคุณยังหิว คุณให้ใครไม่ได้หรอก ต้องมีก่อนถึงจะแบ่งได้ เราไม่ได้โลกสวย เราเชื่อว่าการคิดจะให้มันก็เป็นสิ่งดี แต่เราให้ได้มากน้อยแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีแค่ไหน ถูกปะ ปรากฏว่าคนอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ มาดักตบกูจ้า อินี่เป็นอะไร พูดอยู่ได้ว่าต้องมีเงิน(หัวเราะ) เฮ้ยนี่มันเรื่องจริงเว่ย ที่ผ่านมากูใช้ชีวิตยากมากเพราะอะไร เพราะกูใช้ชีวิตปกติ แต่กูไม่สามารถที่จะโพสต์ชีวิตปกติของกูลงโซเชียลมีเดียได้ เพราะกูกลัว กลัวคนจะหาว่าอวด ก่อนเราเที่ยว เราทำงานเก็บเงินทั้งปี เราได้เงินเยอะมาก เพราะเราหาเงินเก่งในระดับหนึ่ง เราเลยรู้สึกว่าการเที่ยวของเรา หนึ่งครั้งต่อปีต้องเที่ยวให้สุด ถ่ายรูปให้สุด โอ้โหรูปสวยมาก แต่ถามว่ากล้าลงไหม ไม่กล้าลง กลัวคนหมั่นไส้ กลัวคนเห็นชีวิตเราแล้วเปรียบเทียบว่าทำไมชีวิตเขาไม่เท่าเรา ก็แคร์เขาไปอีก ทั้งๆที่แบบ มึงเป็นใครก็ไม่รู้อะ แล้วชีวิตกูดีขนาดนี้ ทำไมกูจะบอกโลกไม่ได้  ตอนนั้นก่อนลงคิดเยอะมาก บอกตัวเองตลอดว่าจะไม่อวดรวย จะพยายามทำตัว low Profile ที่สุด นี่พยายามแล้วนะ(หัวเราะ)

น่าสนใจ ในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าคนรวยคือคนที่มีความสุขมาก แต่นี่กลายเป็นว่าคนรวยบางครั้งก็น่าสงสาร เพราะไม่สามารถแสดงสิ่งที่ตัวเองเป็นได้
คือมันอาจจะเป็นแค่กับเราก็ได้นะ เราแคร์ไง แต่มันก็มีคนที่รวยแล้วไม่คิดอะไรก็โพสต์ เขาก็ไม่ได้ผิดนะ ชีวิตเขาอะ แต่แน่นอน สิ่งที่เขาต้องแลกก็คือการที่เขาจะโดนหมั่นไส้ แต่คนไม่แคร์ก็จบ เอาจริงๆ คนรวย คนมีเงินเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เครียด ไม่ทุกข์นะ เฮ้ยเงินตั้งเยอะแยะทิ้งไว้เฉยๆก็ไม่ได้ ก็ต้องคิดว่าจะเอามันไปทำอะไร หาที่ลงให้มัน ต้องเครียดตามดูผลลัพธ์อีก ความคาดหวังจากคนอื่นๆอีกล่ะ ทุกคนมีความทุกข์ในแบบของตัวเอง ไม่ใช่ว่ารวยแล้วจะไม่มี มันมี แต่มันเป็นความ  Suffer ในแบบที่แตกต่างออกไป เอาง่ายๆ แค่ถูกมองว่ารวยก็ใช้ชีวิตยากละนะ มึงต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรตั้งมากมาย เพื่อให้ใครต่อใครรู้ว่ามึงเก่งมึงดี ทั้งๆที่ถ้ามึงจน คนเขาก็อาจจะยอมรับตั้งแต่ต้นเพราะรู้ว่ามึงใช้ชีวิตฟันฝ่ามานะ อะไรแบบเนี้ย
 
อยากรู้ว่าคนรวย หรือคนที่ไม่ต้องขับเคลื่อนชีวิต ไม่ต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร จะหาอะไรมาเลี้ยงดูพ่อแม่ มันขับเคลื่อนชีวิตด้วยอะไร หรือมันมี passion จากอะไร
คำถามมึงนี่นะ(หัวเราะ) ถ้าถามเราในอดีต คือด้วยความที่เราเป็นคนชอบเอาชนะ และค่อนข้างเป็นPerfectionist  เราจะมีเป้าหมายเยอะมาก ต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไปแตะตลอด มีสิบล้านก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองรวย มีร้อยล้านก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองรวย มีพันล้านก็ไม่ได้คิดว่าจะรวย มันเลยมีสิ่งที่ท้าทายให้ชีวิตขับเคลี่อนไปตลอดๆ ถามว่านั่นคือ Passion มั้ย เราว่าเป้าหมายมันชัดเจนกว่า Passion อะ
 
มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แปลว่าโลภตลอดเวลาปะ
ใช่ เราจะโลภตลอดเวลา เราจะมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นตลอดเวลา มันดีไหมไม่รู้ แต่ ณ ตอนนั้นเป็นแบบนั้น แต่พอถึงจุดนึง มันก็เปลี่ยนไป คือกลายเป็นเรารู้สึกว่า กูมีตั้งขนาดนี้แล้วนี่หว่า จะมีเยอะกว่านี้ก็ได้ แต่ถามว่าวันนี้มีเท่านี้พอไหม ยิ่งกว่าพอ เลยตกลงกับตัวเอง ขอใช้ชีวิตเถอะ ขอเอาเงินที่เก็บมาอย่างยากลำบากมาใช้เถอะ ถ้าเป้าหมายกูจะไม่รู้จักจบจักสิ้นขนาดนี้ สิบล้านก็ไม่พอ ร้อยล้านก็ไม่พอ พันล้านก็ไม่พอ แล้วมันต้องเท่าไหร่ถึงจะพอวะ มันเหนื่อยไปหมด ไม่รู้จะวิ่งไปถึงไหน ทุกทำงานทำงานทำงานให้รวยรวยรวย เออ แล้วรวยไปทำไมวะ อ๋อ เพื่อเอาเงินออกมาใช้ไง ใช้อะไรล่ะ ใช้ชีวิตสิ

คงมีหลายคนอยากจะเหนื่อยใช้เงินแบบมึงบ้าง
(หัวเราะ) basic เลยนะที่คนไม่ค่อยคิด คือทุกคนมีความทุกข์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะรวยจะจน มีความทุกข์ในแบบของตัวเองหมดเลย แล้วก็จะไม่วันเข้าใจถ้าไม่ได้เป็นเขา ดูชีวิตกูดีมาก แต่มาเห็นเวลากูอกหักเสียใจจะตายห่ามั้ยล่ะเห็นกูอดหลับอดนอนทำงานมั้ยล่ะ เอาจริงๆนะ ถ้าความรวยมันดีจริง กูก็ต้องไม่โดนทิ้งสิ โอ๊ย พูดเองเจ็บเอง(หัวเราะ) คือเงินมันไม่ใช่คำตอบทุกอย่างเว่ย อย่าเข้าใจกูผิด แต่การมีเงินจะทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นบนโลกใบนี้ ในประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการทหารแบบนี้(หัวเราะ) ถ้ามึงจนมึงเศร้าไม่ได้นะ อย่างที่บอกอะ อกหักเหรอ อยากคุยกับหมอเหรอ ไม่มีเงินมึงรอคิวโรงบาลรัฐไปก่อน 6 เดือน ยังรอดถึงวันนัดรึเปล่ายังไม่รู้เลย บัดซบมั้ยล่ะ

ติดตามเธอต่อได้ใน
Facebook fanpage : Girl's Bucket List
Instagram : GirlsBucketlistTH
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วิรดา คูหาวันต์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เพราะ "ที่มีที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นมีเรา" The Lounge จึงมา พูดคุยกับครูทอมและก้อง- จักรพันธ์ สองพิธีกรรายการทอมก้องร้องทุกข์ ทาง LINE TODAY ด้วยแนวคิดที่ว่า เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาในสังคมเบื้องต้นได้ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานไหนมาช่วย
เจาะใจ The Lounge เจาะลึกเบื้องหลังภาพยนตร์ Animation ทุนสร้างกว่า 230ล้าน  ‘๙ ศาสตรา’ เมื่อ Passion  พลิกโฉมวงการ Animation ไทย ไปพูดคุยกับคุณอภิเษก วงศ์วสุ Executive Producer แบบหมดเปลือก ที่นี่ที่เดียว!