TALK

เจาะใจ The Lounge : มหัศจรรย์ผลงานน้ำตาลปั้น...บนเวทีโลก “ศิลปิน...ผู้ใช้แผนสองในชีวิต Knockout คู่แข่ง”

ลิปปกร ปรียาภาบุลกิต
2 ม.ค. 2562
ทุกครั้งที่เหลือบมอง ‘ผลงานน้ำตาลปั้น’ ช่างอัศจรรย์ราวกับมีชีวิต มิติและสีสันลุ่มลึกแสดงถึงความพิถีพิถันของ ‘โอปอ-ลิปปกร’ ศิลปินไทยผู้คว้ารางวัลเหรียญทอง Best of Gold จากการแข่งขันประกวดน้ำตาลปั้นตกแต่งเค้ก Cake International 2018 ที่ประเทศอังกฤษ...ฉันไม่กังขาเรื่องความวิจิตรของผลงาน แต่สะดุดกับประโยคที่ว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่รักที่สุด...แต่พี่ทำมันให้ดีที่สุด” ราวกับว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องแจ็กพอตแตกในเส้นทางแรก…แต่สำหรับเส้นทางต่อไปทำไมเราจะทำมันให้ดีไม่ได้!
 
ชัยชนะในอังกฤษ
ผลงานที่เอาไปประกวดมีสองชิ้นนั่นคือ ‘The Devine Mother’ หรือพระแม่อุมาเทวี และก็ ‘The Spirit of Thailand’ ซึ่งทั้งสองชิ้นลงประกวดในคลาสเดียวกันนั่นคือ Decorative Exhibit ( L Class ) ซึ่งได้เหรียญทองทั้งคู่ แต่ที่พิเศษหน่อยก็คือ The Devine Mother ได้เหรียญทองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 100 คะแนนเต็มเลยในคลาสนี้
 
แรงบันดาลใจ
สำหรับ The Spirit of Thailand ต้องการจะสื่อถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ปออยากสื่อถึง...ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติเนี่ยสัญญะคือรวงข้าวและการแสดงโขน ในเรื่องศาสนาสัญญะคือพระพุทธรูป และก็ดอกไม้แสดงถึงพระนามาภิไธยของควีนสิริกิติ์ มาพร้อมกับช้างเผือกที่สื่อถึงพระมหากษัตริย์ ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง The Devine Mother ปอก็ยังรู้สึกว่าเมืองไทยเรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราได้รับอิทธิพลจากชาติอื่นเข้ามาผสมผสาน จึงหยิบยกสีสันฉูดฉาดศิลปะอินเดียเข้ามาดึงดูด
 


ความลุ่มลึกและจิตวิญญาณในผลงาน
อย่างงานพระแม่อุมาเทวี สังเกตดูจะเห็นว่ามีความซับซ้อนทางอารมณ์ เราต้องการปั้นสิงโตที่ดูดุร้ายและก็ปั้นผู้หญิงกับสัตว์ตัวเล็กๆที่ดูอ่อนโยนเสริมด้วยดอกไม้เพื่อแสดงทักษะการปั้น ก็คือพยายามรวมทุกเทคนิคในหนึ่งชิ้นงาน อีกอย่างปอมองว่าศิลปะมันเป็นเรื่องของจิตวิทยา การทำงานปั้นหรือประติมากรรมมันจะสุดยอดได้มันต้องสื่ออารมณ์ ขณะเดียวกันเราก็ต้อง touch คนดู เพราะว่าเราจากที่ทำการบ้านมา 80% ของคนที่ไปดูงานหรือคณะกรรมการเป็นผู้หญิง เราเลยรู้สึกว่าเราอยากสื่อในแง่ของความรักของแม่ลูก ที่ touchingคนดูหรือกกรรมการที่เป็นผู้หญิงได้ดีกว่า
 


ศิลปิน และทิศทางผลงานของตัวเอง
จริงๆอยากมีแนวของตัวเองก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ว่าคนที่ทำผลงานด้านนี้จำเป็นจะต้องเปิดกว้าง...เปิดรับอิทธิผลทางด้านต่างๆพอสมควร คนชอบเข้าใจว่าศิลปินเนี่ยจำเป็นจะต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเองถูกต้องไหม แต่ว่าเอกลักษณ์ของตัวเองมันไม่จำเป็นจะต้องสื่อถึงสไตล์ที่เราปั้นก็ได้ บางคนอาจจะ Judgeปอ ในเรื่องของความเว่อร์หรือความอลังการและการใช้สี แต่นั่นมันแค่เทคนิคในการทำผลงาน มันไม่ได้บอกว่าเรามีเอกลักษณ์ด้านใดด้านหนึ่งที่ชัดเจน เพราะว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำได้หลายๆแบบ สมมติถ้าเราต้องสื่อความเป็นไทย สื่อเรื่องของศิลปะโขน เราก็จำเป็นจะต้องศึกษาในการทำหัวโขนให้ลึกซึ้ง ถ้าเราจะต้องทำดอกไม้ เราก็จำเป็นจะต้องศึกษาความอ่อนช้อยในโครงสร้างดอกไม้ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ศิลปะแขนงต่างๆเพื่อที่จะเอามาประยุกต์เป็นผลงานของเรา เราต้องเป็นคนที่เปิดกว้างพอสมควร ซึ่งปอโชคดีที่เป็นคนที่เสพศิลปะในหลายๆแขนงโดยที่เราไม่ได้ปิดกั้น ถ้าเปรียบเหมือนการฟังเพลงก็ต้องฟังให้ได้ทุกแนว ดูหนังก็ต้องดูหนังให้ได้ทุกแนว และก็สามารถที่จะมองหาข้อดีของแต่ละแขนงเนี่ยและเอามาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้
 


ศิลปินไม่จำเป็นต้องอินดี้?
มันขึ้นอยู่กับว่าทัศนคติของตัวบุคคลคนนั้นด้วยว่าทำผลงานขึ้นมาเพื่ออะไร ทำขึ้นมาเพื่อตัวเอง มีความสุขกับตัวเอง หรือว่าทำเพื่อให้คนดู แต่ถ้าเมื่อไหร่เราต้องให้คนดู เราต้องมีความเข้าใจพวกเขาพอสมควร คือสมมติถ้าเราทำงานที่เฉพาะทางมากๆ คนที่ชอบดูก็อาจจะมีแค่จำนวนหนึ่งถูกต้องไหม พูดง่ายๆถ้าเราทำผลงานที่ค่อนข้าง Mass ก็อาจจะไปตรงใจกับคนเยอะๆได้ อันนี้มันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่าเราทำงานเพื่อให้ตัวเองพึงพอใจ(หัวเราะ) หรือให้คนอื่นเนี่ยเขาจะมีความสุขกับงานของเรา รวมถึงจำนวนผู้ชมที่เราคาดหวัง
 
Mass or Niche?
สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เราทำผลงานขึ้นมาเราก็ต้องอยากให้มีคนชื่นชอบ อาจจะไม่ใช่ในเรื่องของตัวเงิน แค่เขาชื่นชมผลงานของเราแค่นี้ก็แฮปปี้...มีความสุขตรงนั้นแล้ว ดังนั้นปอเลยเอาปลายทางเป็นตัวตั้ง คือเอาคนที่ดูงานเราเป็นหลัก เขาอยู่ตรงไหนหรือจะไปใช้ในโอกาสอะไร  เราจะเอาตรงนั้นมาเป็นที่ตั้งมากกว่า แล้วเราถึงค่อยเอาตัวเราเนี่ยประยุกต์ไปเข้ากับผลตรงนั้น
 


ยอมรับอีกหนึ่งแผนในชีวิต
จริงๆการเป็น Cake Designer ไม่ใช่แผนแรกในชีวิต ไม่ใช่เลย ปออยากทำอะไรที่มันมั่นคงแค่นั้นเอง (หัวเราะ) คือชีวิตคนเราต้องการอะไรไปกว่าการมีการงานที่มั่นคง คืองานถ้ามันเป็นอาร์ตติสท์มากเกิน วันหนึ่งที่เราป่วยหรือวันที่เราเจ็บเนี่ยเราก็ทำมันไม่ได้ คือชีวิตตัวเองวางแผนไว้ว่าอยากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างนึงที่มันเสถียร ไม่ว่าเราเป็นยังไงมันก็ยังรันตรงนั้นต่อไปได้ แต่ด้วยจุดนึงเราเข้าใจตัวเองว่าเราไม่ได้เก่งในเรื่องของ Business เราเลยใช้วิธีว่าถ้าวันนี้เรามีงานอะไรที่เราต้องทำก็ทำ! เราจะทำให้ดีก่อน เราเลยไม่ได้มองไปไกล แต่กล้าพูดเลยว่าทุกอย่างที่ได้มามันคือผลของสิ่งที่เราได้ทำเอาไว้ในอดีต เพราะเรา ‘ตั้งใจ ตั้งใจ และตั้งใจ’ ปอผ่านการทำมาหลายอาชีพในความฝันมาหลายแขนงมาก ธุรกิจด้านความสวยงาม ธุรกิจสปา เป็นเมคอัพอาร์ตติสท์ ฯลฯ ทุกอย่างมันหล่อหลอมให้ปอเป็นปอในทุกวันนี้เหมือนอย่างทำขนมเข้าประกวดเนี่ย ก็มาจากจุดเริ่มต้นอีกหนึ่งธุรกิจ ว่าเราอยากเปิดร้านขนมแล้วเราก็ต้องฝึกทำขนม แล้วเราจะต้องทำมันให้ดี ตั้งใจทำให้สุด แต่ใครจะไปรู้ว่าผลของมันกลับกลายเป็นว่าเรามาเป็น Cake Designer ทำเค้กเข้าประกวด แล้วก็ชนะกลับมา แถมจริงๆร้านขนมก็ไม่ได้เปิดตามที่ใจคิดไว้ตั้งแต่แรก (หัวเราะ)
 


เหมือนกับว่า คุณเป็น ศิลปินที่วิ่งหนีศิลปะแต่สุดท้ายแล้วโชคชะตาเหวี่ยงคุณมาจบที่ศิลปะ!
เราไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของโชคชะตาเท่าไหร่ แต่เราเชื่อในเรื่องของการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วผลสุดท้ายมันก็จะกลับมาให้เราเป็นอย่างนั้น...คือต่อให้เราบอกว่าตัวเองคือศิลปิน แต่ผลงานที่ออกมามันขาดความละเอียดอ่อน มันขาดแรงบันดาลใจ มันก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ในทางกลับกัน แม้ว่าสิ่งที่เราไม่ได้ชอบเป็นเบอร์หนึ่ง แต่เราตั้งใจทำมันสุดๆ แต่สุดท้ายผลงานจะบอกเราเองว่าอะไรคือเวฯของเรา อย่างเช่นการทำ Showpiece ชิ้นใหญ่ๆให้กับพวกแบรนด์น้ำตาลดังๆ ปอก็บอกเค้าทุกปีว่า ไม่เป็นไรนะ...ปีหน้าไม่ต้องตามเราก็ได้...แต่สุดท้ายเขาก็ยังอยากให้เราทำอยู่ดีแม้ว่าเราจะบอกว่าตอนนี้เราทำอย่างอื่นแล้วนะ แต่เขาก็ยังอยากให้เราไปทำอยู่ดีเพราะเขารู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ...เราจะทำเต็มที่
 


ความฝันก็ยังเป็นความฝัน
บางทีความฝันก็ปล่อยให้มันเป็นความฝัน...คือชีวิตเราเนี่ยอาจจะไม่ได้ดำเนินไปในเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ ถ้าเราอยู่กับความเป็นจริงแล้วเราตั้งใจทำมัน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วเราตั้งใจทำมันจริงๆ เราก็จะอยู่กับมันได้ คือบางคนคิดว่าอยากจะทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองฝันเอาไว้ แต่ว่าไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง ซ้ำความฝันที่เราอยู่มันจะทำร้ายเราเพราะว่ามันไม่ได้เหมาะกับเรา คืออยากให้เลือกที่จะอยู่กับความเป็นจริงก่อน

ผู้ช่วยบทความ :  ปรัญชัย , สาวิตรี
แปลและเรียบเรียงจาก
วาริชไวรัลย์ ศรีไสย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุยกับสเตฟาน ซลอเทสคู โปรดิวเซอร์และผู้กำกับชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานหนังสั้นที่มาถ่ายทำที่กรุงเทพฯ จนกลายเป็น Viral ไปทั่วโลกอย่าง True skin ที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างคนกับหุ่นยนต์ได้อย่างน่าสนใจและล้ำสมัย
1.คำถามเดียวกันที่ใช้ถามเด็กและผู้ใหญ่ แต่บางคำถามเด็กตอบง่าย แต่ผู้ใหญ่กลับใช้เวลาคิด