TALK

เจาะใจ The Lounge : คุยกับครูโอ๋ ภาวินี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ภาพในการสื่อสาร

ภาวินี เจือติระรักษ์
29 มี.ค. 2562
คำว่า Visual Thinking หรือการคิดเป็นภาพ เชื่อว่าหลายต่อหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชินกันมากนัก แต่เชื่อไหมว่าในยุคนี้
ได้มีการเรียนการสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากการคิดเป็นภาพนี้ในการทำงานต่างๆ ให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น
และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วละก็ จะช่วยให้การสื่อสารระดับองค์กรหรือหน่วยงานใหญ่ๆ
มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว



จุดเริ่มต้นของการสอน Visual Thinking ของครูโอ๋ เริ่มต้นมาได้อย่างไรคะ

ตอนแรกๆ เราเริ่มจากความสนใจค่ะ ส่วนตัวเลย จากนั้นก็คิดว่า แล้วจะทำยังไงดีให้มันจริงจรัง ก็เลยฝึกวาดรูป
จากวาดรูปไม่เป็นเลยเหมือนกัน แล้วก็มาลองเรียนวาด Mind map แล้วก็ค้นพบว่ามันใช้ได้จริงๆ ในการทำงาน
ก็เลยเอามาฝึกต่อ พอฝึกไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเวิร์ค ก็เลยคิดอยากส่งต่อให้คนอื่น ก็เลยเปิดเพจเลย ทั้งๆ
ที่เราก็ไม่ได้วาดเก่งนะ แต่ก็เปิดเพจขึ้นมาเลย ชื่อเพจว่า Visual Thinking Thailand ก็คือสอนให้คนคิดเป็นภาพได้ง่ายขึ้น
แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมาจ้างให้ไปสอน พี่ก็งงๆ นะ ก็ยังถามเขาเลยว่า พี่กล้าจ้างหนูด้วยเหรอ เป็นบริษัทของฝรั่งเศส
เป็นบริษัทใหญ่ที่นึงเลยนะคะ เขาก็ให้เข้าไปลองสอนดู ปรากฎว่าคนก็ชอบกัน เพราะว่าจุดแข็งมันคือ เราไม่ได้วาดรูปเก่ง
แต่เราสื่อสารออกมาได้ เพราะฉะนั้นคนที่เรียนกับเราจะสบายใจ อันนี้คือความแปลก เขาก็จะได้รู้สึกว่า เออ.. เขาก็วาดรูปไม่เป็น
แต่ครูวาดได้ ฉันก็วาดได้

แล้วก่อนหน้าที่จะมาสอน Visual Thinking ครูโอ๋ทำอะไรมาก่อนบ้างคะ

ก็ทำหลายแนวเลย ตั้งแต่รับราชการที่กรมส่งเสริมการส่งออก เคยทำงานอยู่ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง หลังจากนั้นก็ทำงานบริษัทเอกชน
ทั้งบริษัทเกี่ยวกับการขาย การตลาด แล้วก็ทำ Turn Around คือทำยังไงก็ได้ให้บริษัทหายขาดทุน หน้าที่พี่ก็คือ
เข้าไปทำงานในบริษัทนั้นๆ แล้วก็ไปช่วยเขาดูว่า เราจะทำยังไงให้แต่ละส่วนกลับมาทำกำไรง่ายขึ้น
ก็เข้าไปเป็นพนักงานคนนึงในทีมเลยค่ะ ชื่อทีมว่า Turn Around team

ก่อนหน้านี้ พี่โอ๋ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ จากองค์กรมา คิดยังไงคะ

เรื่องแรกเลยคืออยากจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองเพราะทำมาหลายหน้าที่พอสมควร
ก็รู้สึกว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วมั้งที่เราควรจะต้องมีอะไรเป็นของตัวเอง

แล้วความรู้สึกแรกเมื่อเราได้มารู้จักกับ visual thinking แล้วมันรู้สึกยังไงคะ

มันก็สนุกดีนะ มันมีความได้วาดรูป เป็นเหมือนเด็กคนนึง คือบอกก่อนว่าสมัยก่อนโอ๋เป็นคนสื่อสารไม่เก่ง เป็นคนไม่มีความมั่นใจ
เวลาจะพูดจะพรีเซนต์อะไรสักทีคือต้องท่องยับเลย แต่พอเริ่มค่อยๆใช้ Visual หรือภาพ มันทำให้เราเรียบเรียงข้อมูลง่ายขึ้น
แล้วเราก็พูดรู้เรื่องขึ้น ค่อยๆ ฝึกไปก็เริ่มรู้สึกว่าเริ่มทำได้ เริ่มมีคนมาบอกว่า ทำไมไม่ทำคอร์สประเภท
สอนคนพูดไม่รู้เรื่องให้รู้เรื่อง ก็นึกในใจว่า เอ๊ะ นี่ฉันพูดรู้เรื่องแล้วเหรอ เลยมาคิดได้ว่า นี่แปลว่าเราเริ่มทำดี
จากตรงนั้นมันก็เลยค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ

ณ ตอนนั้นตลาดเมืองไทยเป็นยังไงบ้าง

ยังไม่มีอะไรเลยเลยค่ะ ถ้าพูดถึงคำว่า Visual thinking คนจะงงมาก เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ยังมีคนงงเยอะนะคะ แต่ยิ่งสมัยก่อนเนี่ย
ต้องบอกว่าโคตรงง ทั้งตลาดนี้น่าจะมีโอ๋อยู่คนเดียว ช่วงแรกๆ ที่ยังไม่มีใครทำ พอเราไปอธิบายให้ใครฟัง
ทุกคนก็จะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องวาดรูปเล่นกันด้วย เขาอาจจะมองว่า การวาดรูปมันเป็นเรื่องของเด็ก
แต่ถ้าเขาเปิดใจนิดนึง แล้วลองมาวาดดูเขาจะรู้ว่า มันทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมากๆเลย

แล้วคนที่มาเรียนกับเราแล้ว เขามีกลับมาบอกมั้ยว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ทำงานได้ง่ายขึ้น ชีวิตดีขึ้น มีมั้ยคะ

มีบ่อยๆ เลยนะคะ คนที่มาบอกเราว่า เขารู้สึกว่าเขาสื่อสารชัดขึ้น ง่ายขึ้น
แล้วก็เวลาไปพรีเซนต์หรือว่าคุยกับพวกผู้บริหารก็มีชวนผู้บริหารมาวาดรูปด้วยกัน มันจะได้ผลขึ้นเยอะเลย
มันเหมือนกับทำให้อีกฝั่งนึงได้รู้สึกอินไปกับสิ่งที่เราพรีเซนต์ด้วย ยิ่งถ้าเขาลงมือวาดกับเราด้วยเนี่ย เขาจะยิ่งอิน
แล้วมากไปกว่านั้น สมมุติว่าถ้าสิ่งที่ตกลงกันออกมามันมาจากการที่เขาวาดจากมือของเขาเอง
ก็จะยิ่งทำให้เขาอินกับสิ่งนั้นมากกว่าแค่คุยกันเฉยๆ มันเหมือนมี Commitment ร่วมกันในแบบที่ชัดขึ้น

เราทำยังไงให้คนที่มาเรียนรู้สึกได้ว่าสิ่งนี้มันได้ผลจริงๆ

ก็น่าจะต้องจัดโชว์ให้ดู แล้วทุกคนก็ต้องเริ่มเปิดใจ ถึงแม้ว่าคุณจะเริ่มฝึกไปแค่นิดเดียว แต่ถ้าคุณเกิดคลิกขึ้นมา
มันก็คือคลิกยาวเลยอะค่ะ คือมันเป็น Skill ที่ต้องฝึกฝนนะ แล้วมันก็ช่วยได้มากๆเลยนะคะ ทั้งงานขาย
งานที่ต้องสื่อสารกับคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องยากๆ จะเป็นอาจารย์ วิทยากร โค้ช หมอ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่แค่นักขาย
หรืออาชีพที่อาศัยทักษะการวาด เช่นสถาปนิก แต่ใช้ได้กับทุกอาชีพเลย

สรุปว่าอะไรคือการคิดเป็นภาพ หรือ Visual Thinking คะ แล้วเราเรียนรู้กันไปทำไม

จริงๆ การคิดเป็นภาพเนี่ย มันเป็นทักษะที่เราทุกคนมีกันอยู่แล้ว คือทุกคนวาดภาพตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น Concept
ของการคิดเป็นภาพมันจึงไม่ใช่ศิลปะ แต่คือการสื่อสารสิ่งที่อยู่ในหัวที่ซับซ้อน ที่ยุ่งเหยิงออกมาด้วยภาพง่ายๆ
เราไม่ได้แคร์ว่าภาพมันจะสวยหรือไม่สวย เราสนแค่ว่าดูรู้เรื่องไหม ชัดเจนขึ้นไหม
หรือทำให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นได้หรือเปล่า อย่างเช่น สมมุติว่าเวลาที่คนเราพูดกันถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนึง
บางคนก็อาจจะมีภาพในใจต่างๆ กันไป ก็มโนกันไปแตกต่างกัน ว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆที่เรากำลังพูดถึงมันคืออะไร
สำหรับบางคนอาจจะคิดถึงคอมพิวเตอร์ บางคนอาจจะคิดถึงเครื่องซักผ้า ตู้เย็นหรือกล้อง คือโอ๋จะบอกว่า
เวลาคุยกันเองมันไม่เป็นไร ถ้าเกิดจะเข้าใจไปคนอย่างกัน แต่เวลาคุยในที่ทำงาน
มันอาจจะทำให้ความเข้าใจของคนแต่ละคนต่างกันไปกันคนละทิศคนละทาง ในคำๆเดียวกันนั้นนั่นแหละ
การมีภาพจะช่วยทำให้คนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกับเราได้ง่ายขึ้นและสามารถเอามาต่อยอดแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น
เช่นเดียวกับเวลาที่เรานึกถึงหน้าเพื่อนคนนึง เราไม่ได้เห็นเป็นชื่อเขา อย่างที่บอกไปว่า 90%
ของสมองของคนเราคิดเป็นภาพอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่ามันคือโรงเรียน
และระบบการศึกษาที่บังคับให้ทุกอย่างมันกลายเป็นตัวหนังสือ เพราะฉะนั้นการกลับมาใช้ภาพในการสื่อสาร
มันจึงเหมาะกับสมองมนุษย์มากกว่า ทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น จำได้มากขึ้น และยังต่อยอดความคิดต่างๆได้มากกว่า



แล้วสำหรับคนที่ไม่ชอบวาดรูป ควรเริ่มต้นยังไงดีคะ

ไม่มีปัญหาค่ะ เพียงแค่คุณวาดวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม แล้วก็เส้นยึกยือ (คล้ายปลาดาว) ก็โอเคแล้ว ถ้าวาด 4 Shape
นี้ได้ อะไรๆ ก็วาดได้ค่ะ เพราะว่าทุกสิ่งในโลกล้วนประกอบด้วย 4 Shape นี้ประกอบกัน อย่างเช่น สี่เหลี่ยม ก็ใช้ในการวาดตึก
วาดเมือง หรือวาดกล่องสินค้า หรือลองวาดสี่เหลี่ยม 3 อันกับวงกลม 2 อันก็กลายเป็นรถบรรทุกไดแ้ ล้วนะ
หรือการที่เราวาดภูเขา 2 ลูกก็ถือว่าเป็น Shape ของสามเหลี่ยมแล้ว ส่วนการเอาไปใช้ในงานจริงๆก็คือ เราต้องคิดว่
าสิ่งที่เราต้องการจะพูด จะสื่อสารออกไปเนี่ย มันประกอบไปด้วย Shape อะไรใน 4 Shape เหล่านี้บ้าง แล้ววาดมันออกมา
ส่วนอีกหนึ่งคำถามฮิตที่คนชอบถามคือ แล้วเราจะวาด “คน” อย่างไร ซึ่งโอ๋จะบอกเสมอว่า คนก้างปลานี่แหละค่ะ ดีที่สุด
แต่จะมีเอกลักษณ์ของเพศหญิง เพศชายที่ชัดเจน หรือตรงตัว
ที่เป็นเส้นก้างปลาก็ควรจะสามารถที่จะบอกกริยาอย่างชัดเจนของคนที่เราวาดถึงได้


(4 Shapes ที่ใช้ในการสอน)

อยากให้ครูโอ๋ลองยกตัวอย่างเคสที่เคยไปสอนแล้วได้ผลดีมากๆค่ะ


(ภาพตัวอย่างองค์กรเกี่ยวกับ Call center)

นี่คือตัวอย่างภาพที่ใช้ในการสอนที่องค์กรองค์กรหนึ่งค่ะ เคสจริงเลย ผู้บริหารก็มานั่งเรียน Visual Thinking กัน
ซึ่งวิชานั้นเป็นวิชาเกี่ยวกับการแก้ปัญหา โอ๋ก็ให้เขาวาดภาพปัญหาออกมาให้ชัดๆ เริ่มจากขั้นตอนของสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร

พอวาดออกมาปุ๊บก็ให้เขาชี้ให้ดูว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน คือเวลาที่ผู้บริหารเขาทำงาน เช่นเวลาที่ออกนโยบายต่างๆ ออกมา
เขาก็ส่งต่อให้ทีมที่ต้องไปสานต่อ ซึ่งในทีมก็จะมีคนหลายๆ คน ทีมแรกอาจมีหน้าที่ส่งเอกสาร ส่งอีเมล
อีกทีมนึงมีหน้าที่โหลดข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นลงเว็บไซต์ ส่วนอีกทีมนึงมีหน้าที่ส่งข้อความเช่น ทางไลน์ หรือทาง SMS
แล้วก็เดินทางไปตามสาขาต่างๆ ขององค์กรนั้นๆ เพื่อเล่าให้ตัวแทนแต่ละสาขาฟัง ปัญหามันอยู่ที่ ในทุกๆ ช่องทางเหล่านั้น
ไม่ได้รับข้อมูลที่เท่ากัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เลยกลายเป็นว่า พนักงานบางคนได้รับข้อมูลที่ไม่อัพเดต
แล้วก็กลายเป็นว่าคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ปลายทางที่จะต้องเป็นคนคุยกับลูกค้าไม่ได้รับข้อมูลเหล่านั้น ปัญหาก็เกิดละ
เพราะพอให้ข้อมูลที่ผิดกับลูกค้าก็โดนลูกค้าด่า หรือการที่พนักงานแต่ละคนบอกหรือตอบลูกค้าไม่เหมือนกันก็โดนลูกค้าด่าอีก
วันนั้นเนี่ย พอคนในทีมทั้งหมดรวมถึงผู้บริหารวาดสิ่งเหล่านี้เป็นภาพออกมา เขาก็รู้สึกไดว้ ่า การวาดภาพมันทำให้เห็นอะไรชัดขึ้น
รู้ว่าญหามันอยุ่ที่จุดไหน แล้วเชื่อไหมว่า ผู้บริหารเขาก็มาบอกโอ๋นะว่า
เขารู้สึกว่ามนั ตลกดีที่เขาคุยกันเรื่องปัญหานี้มาหลายปีแล้ว แต่แก้กันไม่ได้สักที แตว่ ่าพอไดว้ าดเป็นภาพของปัญหาออกมา
เขาก็ได้เห็นมันชัดขึ้น โดยสิ่งที่เขาได้เห็นคือ ข้อแรก คนจากทีมแรกไม่ได้เอาข้อมูลไปสื่อสารต่ออย่างครบถ้วน และสอง
ช่องทางในการสื่อสารมีเยอะเกินไป วิธีการแก้ปัญหาที่ได้จากการวาดเป็นภาพออกมาก็คือ
ทีมสื่อสารจะต้องรับรู้ข้อมูลที่เหมือนกันครบทุกคน ส่วนพวกช่องทางสื่อสารที่เยอะเกินไปก็ต้องตัดออก ซึ่งถ้าถามคำแนะนำจากโอ๋
ในโลกที่ทุกอย่างมันง่ายขึ้นแบบนี้ โอ๋ก็จะแนะนำว่าให้โหลดข้อมูลทุกอย่างไว้ในระบบแล้วใช้เทคโนโลยีในการปลั๊กอิน
เพื่อให้ข้อมูลมันไปโผล่ในทุกช่องทางได้โดยที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ข้อมูลก็จะได้ไม่ตกหล่น

แล้วนักเรียน นักศึกษาสามารถใช้ Visual Thinking ได้ไหมคะ

ได้หมดค่ะ หรือถ้าพูดถึงตำแหน่งงานที่ควรใช้ Visual Thinking เนี่ย จะทำงานในตำแหน่งอะไรก็สามารถใช้ได้ทั้งนั้น
ไม่ใช่แค่นักเรียน แต่ครูก็สามารถเตรียมแผนการสอนโดยวาดเป็นภาพไดเ้ หมือนกัน เพราะว่าแต่ละสไลด์
แต่ละหน้าก็ต้องดีไซน์ว่าจะพูดอะไร จะทำอะไรอยู่แล้ว หรือ Keyword (สิ่งที่เราจะพูด) คืออะไร มันก็จะทำให้เราไม่หลุดเวลาสอน
เราจะมีสเต็ปที่คล่องกว่า

หรืออย่างเรื่องนี้คือปัญหาคลาสสิคมากๆ บ้านโอ๋มีแม่บ้าน aAECC ซึ่งบางครั้งเราก็สื่อสารกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง
วิธีที่โอ๋เคยใช้คือวาดออกมาเป็นนาฬิกาง่ายๆ เขียนเข็มนาฬิกาใหชั้ดเจน เช่น วาดออกมาเป็นเวลาตี 5 แล้วก็วาดรูปไข่กับหม้อไว้
เขาก็จะทราบว่าหน้าที่ของเขาคือ 5:00 เขาต้องตื่นมาต้มไข่หรือต้องทำกับข้าวนั่นเอง แล้วก็วาดภาพต่อมาเป็นนาฬิกาที่เข็มชี้ไปที่
6 โมงเช้า ก็จะเป็นภาพป้อนข้าวเด็ก เขาก็จะเข้าใจว่า ต้องป้อนข้าวหลานเรานะ ภาพต่อมา 8 โมง เราก็จะวาดเป็นภาพไม้กวาด
เขาก็จะทราบหน้าที่ว่าเขาต้องทำความสะอาดบ้านในเวลานั้น หรือกระทั่งว่าถ้าบ้านมี 4
ชั้นก็วาดเป็นสี่เหลี่ยมตึกง่ายๆแล้วเขียนเลข 1 2 3 4 ถ้าหน้าที่เขาคือเฉพาะชั้นหนึ่งก็วงเลขหนึ่งไว้ แค่นั้นเลย

ขอสรุปขั้นตอนของ Visual thinking อีกครั้งนึงได้ไหมคะ

สมมุติว่าเราได้รับข้อมูลมาหรือคิดโน่นนี่อยู่ในใจ โดยอาจเป็นข้อมูลที่สะเปะสะปะมากนะคะ
หน้าที่ของเราคือทำยังไงก็ได้หรือลองคิดก็ได้ ว่าเราจะสื่อสารข้อมูลทั้งหมดนี้ออกมายังไงให้มันรู้เรื่อง
หรือจะเรียกว่าการจัดหมวดหมู่ข้อมูลก็ได้ เช่นสมมุติว่ามีสี่เหลี่ยมหลายอัน มีวงกลมหลายอัน มีสามเหลี่ยมอีกหลายอัน
ก็ลองจับมาเรียงกันให้เป็นหมวดหมู่ให้ง่ายขึ้น ไอเดียหลักของมันมีอยู่อย่างเดียวค่ะ คือการใช้ภาพเพื่อทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น
เข้าใจได้มากขึ้น

(ตัวอย่างภาพที่วาดให้แม่บ้าน AEC)

คิดว่าในสังคมตอนนี้มีการรับรู้เรื่อง Visual thinking หรือว่าเห็นความสำคัญของมันแค่ไหนคะ

ปัจจุบันนี้เริ่มเข้าใจกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ เทียบกับถ้ามองย้อนกลับไปสี่ห้าปีที่แล้ว แทบไม่มีใครทำเลยค่ะ
อย่างตอนนี้ตามองค์กร ตามสายงานต่างๆ เวลาผู้บริหารมาพูด ตามปกติก็จะต้องมีคนมานั่งจดรายงานการประชุมใช่ไหมคะ
แต่สมัยนี้ก็จะมีคนจดเป็นภาพเก๋ๆ ออกมา มีอาชีพสายนี้เยอะพอประมาณนะตอนนี้
ซึ่งคนที่มาจดตามท้ายงานประชุมแบบนี้ก็อาจจะต้องเน้นจดสวยนิดนึง แต่อย่างไรก็ตาม สกิลที่สำคัญกว่านั้น
คือสกิลการประมวลผลออกมาให้เป็นภาพ

สวยที่สุดก็ยังคงไม่สำคัญเท่ากับการที่สามารถฟังและจับประเด็นแล้วเอามาวาดเป็นภาพได้ และได้ในเวลาที่จำกัดด้วย
ประโยชน์ของมันก็คือทำให้การจดนั้นน่าสนใจมากขึ้น เวลาเอาไปพรีเซนต์ต่อในองค์กรหรือกับคนนอก มันก็ง่ายขึ้น น่าสนใจขึ้น
คิดดูสิว่า ถ้าเรายื่นแลคเชอร์ที่จดเป็นข้อความของเราให้คนอื่นดูนะ ไม่เกินร้อยละ 5 แน่ๆ ที่จะเปิดดู แต่ว่าถ้าเราส่งไปเป็นภาพ
คนก็จะเริ่มสนใจมากขึ้น อยากดู อยากทำความเข้าใจมากขึ้น

ใครมาเรียนกับครูโอ๋บ้าง หรือสายงานไหนบ้าง

หลากหลายนะคะ แต่พนักงานองค์กรก็จะเยอะที่สุก เพราะว่ามีปัญหาคล้ายๆ กัน แต่ละแผนกคุยกันไม่รู้เรื่อง
แล้วยิ่งตอนนี้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ ทั้ง IOT (Internet of things) ที่เข้ามา องค์กรแต่ละองค์กรเขาก็ปรับตัว
แต่มันก็มีปัญหาที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องหาวิธีที่จะทำให้คนอินไปด้วยกัน แล้วคุยกันรู้เรื่อง กลุ่มทางการตลาด กลุ่ม Design
Thinking ก็มาเรียนเยอะ หรืออย่างพวกที่ปรึกษาหรือ Consult เขามักมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับลูกค้าให้รู้เรื่อง
หรืออีกกลุ่มที่มาเรียนเยอะมากคือคนที่ทำงานกลุ่มไอที เพราะเขาคุยกับคนอื่นยาก ด้วยเเรื่องของเขาที่มันยากสำหรับคนทั่วไป
นอกจากนี้ก็มีหมอมาเรียนเยอะมาก เพราะเขามีปัญหาในการอธิบายกับคนไข้ให้รู้เรื่อง ทำยังไงให้คนไข้เห็นภาพให้ได้

เพราะว่าจริงๆ แล้วสมองของมนุษย์เรารับรู้และจำเป็นภาพ 75 เปอร์เซนต์ เลยนะคะ หรือข้อมูลบางที่ก็บอกว่า 90 เปอร์เซนต์เลย
สมองคนเราจะจำภาพมากกว่าตัวหนังสือ เพราะสมองของคนเรานั้นคิดและประมวลผลด้วยภาพเป็นหลักอยู่แล้ว
แต่ว่าคนเราเองนั่นแหละที่พยายามจะใช้ตัวหนังสือในการประมวล ซึ่งจริงๆ แล้ว มันขัดกับการทำงานของสมองนะ
การคุยกันด้วยภาพทำให้ทุกอย่างมันชัดกว่า ตัวอย่างคือ ภาพแรกของโลกที่อยู่ในถ้ำที่ประเทศอิตาลีอะค่ะ ที่มีคนวาดรูปวัว ควาย
ไว้ที่กำแพงผนังถ้ำ มันบ่งบอกเลยนะว่าคนเราเริ่มต้นสื่อสารด้วยภาพ แล้วอยู่มาวันนึงเราก็เปลี่ยนมันเป็นตัวหนังสือ
ซึ่งมันทำให้เราคุยกันข้ามชาติไม่เข้าใจ แต่ถ้าสมมุติเรายังคุยกันด้วยภาษาภาพนะ ตอนนี้ทั่วโลกก็ยังคุยภาษาเดียวกันได้
ซึ่งเอาจริงๆแล้ว Visual Thinking มันคือการ Back to basic อะไรคือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่คนจะเข้าใจได้เร็วที่สุด จำได้มากที่สุด
แล้วโอ๋ก็มีทำเหมือนเป็นวิชาๆ ไปเลย ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรต่อ ถ้าจะเอาทักษะไปใช้ในการเล่าเรื่อง ก็จะเป็น Visual Storytelling
หรือถ้าจะทำ Note Texting ก็จะเป็นอีกอันนึงเลย หรือทำ Problem Solving ด้วยการใช้ภาพ
เพราะฉะนั้นก็จะใช้หลักการวิชาปกติ อย่างเช่น Problem Solving เนี่ย พอเอามาบวกกับภาพ
มันก็จะทำให้คนแก้ปัญหาด้วยภาพชัดขึ้น ง่ายขึ้น และสนุกขึ้น คือมันขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนจะเอาไปใช้ทำอะไร แล้วมันสนุกด้วยนะ
การได้วาดรูปทำให้คนรู้สึกสนุกขึ้น เปิดใจง่ายขึ้น อย่างพี่เคยเข้าไปทำให้กับบริษัทประกัน เขาก็เอาผู้บริหารมานั่งเรียงกันเลย
แล้วก็คุยกันเลยว่า ปีหน้าอยากได้ยอดขายเท่าไหร่ จากนั้นก็ให้คิดแผนการตลาดออกมาเป็นภาพ วาดออกมาเป็นภาพ
แล้วแต่ละกลุ่มก็มาพรีเซนต์กันเพื่อดูว่า แผนของใครชนะ แล้วเราจะทำตามแผนไหน
คือต้องบอกว่าผู้บริหารเขามาประชุมกันเรื่อยๆอยู่แล้ว แต่พอใช้ภาพในการช่วยทำแผนปุ๊บ
เขาก็ได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับทุกๆ คนชัดเจนขึ้น แล้วเขาก็คุยกันได้เยอะขึ้น เลยกลายเป็นว่า เขาได้ผลหรือ Action
Plan ที่จะเอาไปทำต่อเยอะกว่าการประชุมทั่วๆ ไปมากอยู่ เพราะทุกอย่างมันชัดออกมาด้วยภาพ
คนได้วาดภาพก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันสนุก อยากคุยต่อ

ปิดท้ายเรื่องการทำ Slide ที่ดี หรือการทำ Presentation ที่ดีหน่อยได้ไหมคะ มันควรจะเป็นอย่างไร สมมุติว่าต้องนำเสนองาน
แล้วข้อมูลมันเยอะมาก Overload มาก


โอ๋ว่า Presentation ที่ดี มันก็ควรจะเรียบง่าย เห็นได้ชัดเจน ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย คือถ้าขึ้นมาเป็นรูปภาพ
เห็นแล้วมันก็จะเข้าใจเลย แต่ว่าในความเข้าใจเนี่ยมันก็ต้องดูอีกว่า คนฟังของเราเป็นใคร เขามีปัญหาอะไร เขาอยากรู้อะไร
และตอนนี้เขาไม่รู้อะไร ฉะนั้นการที่เราดีไซน์ให้มันเหมาะ มันก็ต้องดูคนฟังเป็นหลัก
เนื้อหาจะเยอะจะน้อยแค่ไหนก็ดูที่จริตและความรู้ของคนฟัง เช่นสมมุติว่า เขารู้เรื่องนี้ดีแล้ว เราก็ไม่ควรไปอธิบายอะไรเยอะแยะ
แล้วแต่ละหน้าก็ควรมีแค่ Message เดียว อย่ามีหลายข้อความ คือพอเปิดมาปุ๊บ ให้เขาเข้าใจได้เลยว่า เราต้องการจะสื่ออะไร
คือทำให้เรียบง่ายเข้าไว้ บางคนจะพยายามยัดทุกอย่างในโลกให้อยู่ในหนึ่งสไลด์ให้ได้ ซึ่งเมื่อก่อนพี่ก็เป็นเหมือนกัน
ตัวเลขเยอะไปหมด มี Excel สามร้อยช่องในหน้าเดียว ซึ่งสุดท้ายมันไม่มีใครได้อะไรเลย เราก็ไม่ได้อะไร
เพราะในเวลาที่เรามีข้อมูลแน่นๆ อยู่บนสไลด ์ เพื่อที่เวลาที่เราไม่รวู้ ่าจะพูดอะไร เรากจ็ ะสามารถดไู ดจ้ ากนั้น แตเ่ อาเข้าใจ
พอข้อมูลของเราแน่นมาก หันไปมองจริงๆ เราหาไม่เจออยู่ดีค่ะ เพราะเราก็จะตะลึงกับจำนวนข้อมูลที่มากมายเกินไป

แล้วสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างภาพกับตัวอักษรควรจะเป็นเท่าไรคะ

จริงๆ แล้ว สัดส่วนภาพกับตัวอักษรจะเป็นเท่าไรมันอยู่ที่เนื้อหา แต่อย่างของโอ๋ โอ๋จะใช้คำพูดน้อยมาก ส่วนใหญ่จะให้ภาพ
คือถ้าเรารู้เรื่องที่เราจะพูดอยู่แล้ว เราจะใส่เป็นเลขหนึ่งตัวเดียวลงไปบนสไลด์ แล้วเราอธิบายเลยก็ได้ ไม่ต้องใส่เนื้อหาอะไรเลย
ถ้าเราเป็นคนทำเอง หรือเราเข้าใจเรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี สมมุติเราจะพูดว่า 50 เปอร์เซนต์ของคนไทยเป็นผู้ชาย
ถ้าบนสไลด์มีแค่เลข 50 เราก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร เราก็อธิบายได้ การที่เรายัดเนื้อหาลงไปในสไลด์เยอะๆ
มันทำให้คนไปโฟกัสที่ข้อมูลที่อยู่บนสไลด์แล้วไม่ฟังเรา สุดท้ายไม่มีใครได้อะไร เฉพาะฉะนั้น ทำให้มันเรียบที่สุด ชีวิตจะดีค่ะ

แล้วส่วนตัวครูโอ๋สอน Visual Thinking มาพักใหญ่แล้ว รู้สึกอย่างไรกับมันบ้างคะ

คือต้องบอกว่าโอ๋เริ่มต้นจากการที่เคยเกลียดการนำเสนอมาก จะออกไปพูดแต่ละทีรู้สึกเหมือนจะตาย
หรือกระทั่งตอนเริ่มสอนครั้งแรกสอน 40 นาที แต่ไมเกรนขึ้นอยู่ 3 อาทิตย์ น้ำหนักลดไป 2 กิโล เพราะเครียดมาก สติแตกมาก
แล้วก็ทุกข์ทรมานทุกครั้งที่สอน เพราะก็ไม่ได้สอนแค่ Visual thinking แต่สอนหลายวิชามาก ทั้งทำงานให้ธรรมศาสตร์ด้วย
ส่วนหลักสูตรต่างๆ เนี่ย ก็ต้องเข้าไปตามองค์กรต่างๆ เข้าไปสอนคิดบริหารธุรกิจ สอนการ Service ลูกค้า มันก็เครียด
แตว่ ่าสงิ่ ที่ได้รับกลับมาหลังจากสอนไปเรื่อยๆ มันคือความสุขทไี่ ดเ้ ห็นคนที่อยตู่ รงหน้าเรา ว่าเขาได้อะไร เขามีความสุขขึ้น
มีทัศนคติที่ดีที่ส่งต่อกัน มีคนหลายๆ คนเดินมาบอกว่า เรียนแล้วรู้สึกมีความสุข มีหลายครั้งที่ได้เจอคนที่มีปัญหาหนักๆ มา
แล้วเขาเดินมาบอกว่าโชคดีจังเลยที่ได้เจอกัน เพราะว่าตอนนี้กำลังเจอปัญหาในชีวิตหนักมาก จนบางคนก็กลายเป็นเพื่อนกัน
เป็นพี่เป็นน้องกันไปเลยก็มี เราก็ดีใจ

สุดท้ายแล้ว อยากให้ฝากช่องทางสำหรับคนที่สนใจอยากมาเรียนหน่อยค่ะ

ฝากเพจใน Facebook ชื่อ Visual Thinking Thailand แล้วกันค่ะ เป็นเพจเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพ สามารถเข้าไปดูได้
แล้วก็ขอฝากหนังสือการคิดเป็นภาพ ซึ่งโอ๋เป็นคนแปลเองค่ะ


(ภาพหนังสือ)
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ขึ้นต้นด้วยโขนนาฏศิลป์และดนตรีไทย ผนวกความร่วมสมัยจากศิลปะและดนตรีสากล ถ่ายทอดปัจฉิมบทของพญายักษ์ใน ‘ทศกัณฐ์:THE LAST BREATH’ ผ่านมุมมองการแสดงของศิลปินเลือดใหม่อย่าง ‘เก่ง ธชย’
แพรว กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปินวิดีโออาร์ตรุ่นใหม่ ที่มีผลงานจัดแสดงในระดับโลก กับการเล่าเรื่องราวของวัตถุสิ่งของ และอุปกรณ์เครื่องใช้ สะท้อนความเหลื่อมล้ำของสังคมโดยใช้ร่างกายและจิตใจของตัวเธอเอง เป็นสื่อกลางในการเล่า แม้วิดีโออาร์ตจะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ผลงานของเธอก็กำลังทำลายกำแพงเหล่านั้นได้อย่างน่าสนใจ เเละทำให้เธอเป็นศิลปินที่น่าจับตามองที่สุดคนนึงในขณะนี้