TALK

เจาะใจ The Lounge : ด้วยรักและ HIV...เมื่อคนปกติตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับผู้รับเชื้อ

คู่รักผลเลือดต่าง
14 ก.พ. 2562
อีกหนึ่งเรื่องราวความรักที่ยิ่งใหญ่...เมื่อฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ HIV ในร่างกายและอีกฝ่ายตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยเพราะความเข้าใจ เจาะใจ The Lounge คอลัมน์นี้นำเสนอความสัมพันธ์ของคู่รักเพศทางเลือกผลเลือดต่าง ที่ตัดสินใจอยู่ด้วยกันมายาวนานกว่า 7 ปี  ระหว่าง ‘ ป้า ก.’ และ ‘ลุง จ.’ อดีตช่างแต่งหน้าและหัวหน้าวงแดนเซอร์ ทัศนคติเชิงบวกและความรักที่มีให้แก่กัน ทำให้ก้าวผ่านค่านิยมที่สังคมกำหนด ทุกวันนี้เขาทั้งคู่ถือว่าเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาคู่หนึ่งเลยทีเดียว
 
เมื่อรู้ตัว
ป้า ก. : จริงๆ พี่รู้ตัวอยู่แล้วล่ะ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว สมัยนั้นเราเป็นวัยรุ่นอยากรู้อยากลองไปหมด ทีนี้เราพลาดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการป้องกันมา จึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปที่คลีนิกนิรนาม ผลปรากฎว่า โป๊ะเช๊ะ! คุณหมอตรวจพบว่าพี่เลือดบวก ตอนนั้นคือช็อคมาก! คิดนานาสาระตะ เราจะบอกใครดี...กลัวที่ทำงานจะรู้...สงสารพ่อสงสารแม่ แพลนในอนาคตที่จะไปลัลล้าอยู่ต่างประเทศยาวๆก็ต้องล่มหมดเลย คือเมื่อ 7 ปีที่แล้วการประชาสัมพัธ์ยังไม่ดีเท่าทุกวันนี้ เราเห็นคนที่เราเป็นภาวะ AIDS พบภาวะแทรกซ้อนแล้วเสียชีวิต ทีนี้เรากลัวไปหมด ตอนนั้นคือได้แต่ร้องไห้...จมปลักกับความผิดพลาดที่ตัวเองทำ... จนอยู่มาวันหนึ่งเราบอกกับตัวเองว่า เอาว่ะ! เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ชีวิตต้องไปต่อ
 
หันมารักตัวเอง
ป้า ก. : พี่หันมาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น ออกกำลังกายงดเหล้า งดเบียร์ เมื่อเวลาผ่านไปเราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน...ก็ดีขึ้นนะ จากครั้งแรกที่ตรวจพบว่า CD4 อยู่ที่150 กว่า ผลจากการรับยาต้านไวรัสและการปฏิบัติตัวจึงทำให้ค่า CD4 ขยับขึ้นมาเกือบ 500 ซึ่งเป็นค่าเทียบเท่าคนปกติ และที่สำคัญเราต้องไม่หาไวรัสเข้ามาในร่างกายอีกจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งค่า Virus Load ก็ถือว่า Undetectable (ค่าไวรัสตรวจไม่พบ ซึ่งปริมาณไวรัสในเลือดต่ำกว่า 40 copies ต่อซีซี) คุณหมอก็ให้กำลังใจเราว่า เราใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ...อย่าเครียด...อย่าคิดมาก ทีนี้เราก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินเก็บทอง อยู่กับพ่อกับแม่ ไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักอะไรหรอก อยู่ตัวคนเดียวไปเรื่อยๆ
 
พรหมลิขิต
ลุง จ. : ตอนนั้นผมจำได้ว่ากำลังไฟแรงเลย คือตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่ๆ ก็เดินทางไปหลายๆจังหวัดนะ จนไปจัดงานแต่งที่จังหวัดสมุทรสาคร นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเจอกับเขา ตอนนั้นก็เห็นแล้วเริ่มสปาร์ค...ผมก็พยายามหาทางสานสัมพํนธ์ เวลาเขาไปแต่งหน้า เราก็หาเรื่องคุยแต่ก็ยังไม่กล้าออกตัวมาก
 
 ป้า ก. : จริงๆเราก็พอรู้ว่าเขาจะเข้ามาแบบไหน รู้สึกสวย ฮ่าๆๆๆ (หัวเราะ) ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงปิดดีลไปแล้ว แต่การที่เรารู้ตัวว่าเราเป็นอะไร ก็เลยได้แต่ทิ้งระยะห่าง แบบยังไงดีล่ะ ถ้าวันหนึ่งมันต้องคบกันจริงๆ มันก็มีสองทางคือ ปิดบังเขา หรือบอกความจริงกับเขา ซึ่งอย่างแรกเราไม่ทำแน่นอน คนเราจะสามารถอยู่กับความรู้สึกผิดไปได้แค่ไหนกันเชียว ถ้าเลือกจะบอกเขา เราไม่คิดหรอกว่า เขาจะโอเคกับเรา
 
เมื่อตัดสินใจคบกัน
 
ลุง จ. :  ตอนนั้นก็อยากจะมีความมั่นคงแล้ว คือเริ่มอยากจะมาอยู่ด้วยกัน ผมวาดฝันไว้ว่าเขาก็เปิดร้านทำผมแล้วเราก็ทำชุดแดนเซอร์ไป คือต่อให้คู่เราไม่ใช่ชายหญิงแต่ถ้าอยากมีครอบครัว อยากลองใช้ชีวิตร่วมกันดู มันเป็นการเติมเต็มในชีวิต
 
ป้า ก. : คือหลังจากนั้นผ่านมาปีกว่าๆ ก็ไปมาหาสู่กันนะ คือความรู้สึกมันหนีไม่ได้ มันไม่ได้รู้สึกเป็นได้แค่เพื่อนแล้วล่ะ คือมันอยากจะไปต่อแต่ก็รู้สึกผิด พอเขาถามให้ย้ายมาอยู่แล้วกันตอนแรกเรารนไปหมด ถึงขนาดอยากหนีหายไป จนในที่สุดมันอัดอั้น ไม่ไหวแล้ว ต้องบอกแล้ว...เราเลยตัดสินใจบอกว่าเรามีเชื้อ HIV นะ...ถ้าหากเขาเดินจากไป เราก็ยอมรับนะ ก็เสียใจแต่ดีกว่าจะโกหกไปเรื่อยๆ
 
การตัดสินใจ
ลุง จ. : ผมไม่โกหกว่า อึ้งเหมือนกัน ถามว่ารังเกียจไหม...ไม่หรอกครับ แต่ผมงงไปหมด ไม่เคยคิดว่าถ้าเรารักใครคนหนึ่งแล้วเขามีผลเลือดต่าง เราควรจะทำยังไง  ปฏิบัติตัวยังไง คือวินาทีที่รู้...พูดตรงๆว่ายังคิดไม่ออก เห็นเขาร้องไห้ก็สงสาร เลยดึงเขามากอด ผมจำคำพูดเขาได้ว่า “เธอจะไปก็ไม่เป็นไรเลย เรายอมรับ...เราไม่เหมาะหรอก เราขอโทษนะ” คือความรู้สึกนั้นไม่อยากให้เขาพูดแบบนี้ เพราะผมก็รักเขา วันรุ่งขึ้นเลยตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมอ คุณหมอก็ให้คำปรึกษาดีสำหรับคู่รักที่เป็นผลเลือดต่าง คือหมอบอกว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันไม่เหมือนกับที่คนทั่วไปคิดเอาเองว่า...ถ้าคนใดรับเชื้อเราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ คุณหมอแนะนำว่าวันหลังให้พาแฟนมาด้วยจะได้ให้ความรู้ในการอยู่ร่วมกันที่ถูกต้อง ผมถามหมอคำหนึ่งว่า “ผลเลือดต่างอยู่แล้วกันได้จริงใช่ไหม” หมอบอกว่าให้มองว่า ไม่ต่างจากคนปกติแต่ต้องรู้สึกวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง
 
ป้า ก. : คือไม่ได้คาดหวังแล้วว่า เขาจะกลับมาหา...สุดท้ายไม่กี่วัน เขากลับมา พี่ดีใจมากนะ เขาพูดติดตลกว่า “เออ อยู่ด้วยกันนี่แหละ หมอบอกอยู่ได้ ไม่กลัวหรอก...อยู่กันให้ครบร้อยปีเลยล่ะกัน”  คือเราดีใจมากนะ  แต่ไม่คิดว่าจะอยู่กันนานขนาด 7-8 ปีขนาดนี้ แต่ถามเรื่องการปฏิบัติตัวเราก็ทานยาตลอด ส่วนความสัมพันธ์ก็ป้องกันตลอดนะ เราทั้งคู่ก็ไปพบคุณหมอเป็นประจำในเคสคู่รักผลเลือดต่าง เราก็ไม่อยากให้เขาได้รับเชื้อเหมือนเราอยู่แล้ว นี่จะรู้สึกผิดมากถ้าเขาเป็นอะไรไป
 
อยู่ร่วมกัน
ลุง จ. : ผมว่ารักเขามากขึ้นกว่าเดิมนะ เหมือนถ้าเรารักใครสักคน ต่อให้เขาเป็นอะไรก็ไม่สำคัญหรอกถ้าเขาก็รักเราเหมือนกัน คือทุกวันนี้ก็เหมือนคู่รักปกติ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ช่วงเวลาผมล้มเขาก็อยู่เคียงข้างไม่ได้ทิ้งกัน ลำบากก็ลำบากด้วยกัน มีความสุขก็มีความสุขด้วยกัน วินาทีนั้นผมไม่ลืมนะ (ยิ้ม)
 
ป้า ก. : ก็อยากให้เรื่องราวของเราเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับเชื้อ HIV อยากให้เขาทานยาให้ถูกวิธี ปรึกษาคุณหมอเป็นประจำ แล้วถ้าหากคู่รักผลเลือดต่างก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องรู้จักวิธีการปฏิบัติตัว วิธีการป้องกันให้ถูกวิธี แล้วที่สำคัญต้องรักและเข้าใจกันมากๆ หากได้รับเชื้อก็อย่าน้อยอกน้อยใจ จมปลักอยู่กับอดีต ปัจจุบันมีคนอีกมากที่พร้อมจะเข้าใจ เป็นกำลังใจให้
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
วาริชไวรัลย์ ศรีไสย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
มาทำความรู้จักกับ "Perfectionist" ความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง สิ่งนี้คือโรค หรือเป็นแค่เพียงนิสัย
‘แบงค์ ณัฐดนัย บุณยรัตผลิน’ Head Makeup Artist สายเลือดไทยใน New York Fashion Week ผู้ร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อดัง Donna Karan , นักบัลเล่ต์ขวัญใจชาวอเมริกัน Misty Copeland ไปจนถึงสุดยอดนางแบบ Coco Rocha ฯลฯ